หลังจากประสบความสำเร็จอย่างถล่มทลายแบบที่โลกสะท้านสะเทือนกับ The Da Vinci Code ในปี 2003
จนเอาไปสร้างเป็นหนัง จนทำให้นิยายเล่มก่อนหน้าทั้งหลายเป็นที่รู้จักแล้วก็ขายดีไปด้วย
Dan Brown ก็หายต๋อม ไม่ออกนิยายเล่มใหม่มาอีกเลย
…เค้าแอบคิดว่า สงสัยจะรวยแล้วเลยเลิกทำมาหากินล่ะ :P
จนมาปีนี้เอง Robert Langdon ได้ออกมาโลดแล่นในโลกนวนิยายอีกครั้งกับ The Lost Symbol
ใคร ๆ ก็คงนึกออกนะคะว่่าแฟน ๆ ที่รอคอยจนน้ำลายไหลน้ำหมากหกนั้น จะให้การต้อนรับที่บ้าคลั่งปานใด
ก็แค่วันแรกขายได้ 1 ล้านเล่มเท่านั้นเอ๊งงงงง…
จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใน The Da Vinci Code ทำให้ Robert Langdon กลายเป็นคนดังค่ะ ออกทีวีด้วย
แล้ววันหนึ่ง Robert ก็ได้รับการติดต่อผ่านจากผู้ช่วยของ Peter Solomon ที่เป็นคนที่ Robert เคารพรักอย่างมาก
เป็นถึงประธานของสถาบัน Smithsonian
Smithsonian Institution นี้มีจริง ๆ นะ เป็นองค์กรใหญ่มากกกก มีพิพิพิธภัณฑ์19 แห่ง สวนสัตว์ แล้วก็มีศูนย์วิจัย 9 แห่ง กระจายอยู่ทั่วโลกค่ะ
เรื่องมันก็มีอยู่ว่า ทุก ๆ ปี Smithsonian จะจัดงานเลี้ยงกาล่าอันหรูเริ่ดแล้วเชิญบรรดาคนใหญ่โตทั่วโลกมาร่วมงาน
แล้วปีนี้พิเศษตรงที่จะมีการเชิญคนมีชื่อเสียงมาบรรยายด้วยค่ะ โดยการบรรยายนี้จะมีขึ้นที่ National Statuary Hall ซึ่งว่ากันว่าเป็นห้องที่ดีที่สุดใน Washington, D.C
ปัญหามีแค่นี๊ดดดเดียว คือคนที่จะมาบรรยายดันเกิดมาไม่ได้ ทำให้ต้องหาคนมาแทนด่วน
ซึ่งตัวสำรองที่ว่านี้ก็คือ Robert นั่นเอง…ง่ะ เห็นเป็นแค่ตัวสำรอง
ทางผู้ช่วยของ Peter จัดแจงส่งเครื่องบิน Jet ส่วนตัวของ Peter ไปรับ แล้วก็จัดการให้มีคนไปรับ Robert ที่สนาบิน
…Peter นี่ร่ำรวยล้นฟ้าจริง ๆ เลย
แต่พอ Robert ไปถึงสถานที่จัดการ กลับไม่เห็นมีวี่แววของงานเลี้ยงใด ๆ เลยค่ะ แต่ดันไปเจอมือที่ถูกตัดออกมาจาก Peter
แล้วไม่ใช่ว่าเป็นมือเอามาตั้งเฉย ๆ แต่ปลายนิ้วทั้ง 5 โดนสักสัญลักษณ์ต่าง ๆ ไว้ 5 อัน ซึ่งมีความหมายว่าเป็น “Hand of the Mysteries”
ซึ่งหมายถึงการเชิญชวน…เชิญยังไงเนี่ยใช้มือ ~>_< ~ สยองงงง
Hand of the Mysteries ที่ผลิตจากมือของ Peter นั้น ชี้ขึ้นไปบนเพดานห้อง ซึ่งเป็นรูปวาด The Apotheosis of Washington
คนที่จับ Peter ไป นั้นต้องการให้ Robert แก้ปริศนาโบราณของ Mason เพื่อแลกกับชีวิตของ Peter
Mason เป็นองค์กรขนาดใหญ่ที่มีสมาชิกกว่า 5 ล้านคนทั่วโลก แล้วมีมาตั้งแต่ ศตวรรษที่ 16-17
เป็นองค์กรที่มีอยู่จริง ว่ากันว่ามีความลับอยู่อย่างมากมาย
การคัดกรองสมาชิกเป็นไปอย่างเข้มงวด พิธีการรับเข้าร่วมองค์กรเป็นไปอย่างลึกลับ
มีการแบ่งลำดับสมาชิกออกเป็น 33 ระดับ ระดับยิ่งสูงก็จะยิ่งได้รับการเปิดเผยความลับต่าง ๆ มาขึ้นตามลำดับค่ะ
ว่ากันว่า Mason เป็นกลุ่มที่กำความลับสำคัญ แล้วก็มีส่วนอย่างยิ่งในการก่อตั้งประเทศอเมริกา ขนาดที่ว่าแบงค์ $1 ยังแอบใส่ชื่อเอาไว้
ความลับสูงสุดของ Mason นั้นว่ากันว่าถ้าเปิดเผยออกมา จะทำให้โลกมีการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่
เป็นความลับขนาดที่เปลี่ยนแปลงมนุษยชาติทั้งหมด เป็นความลับที่เก็บรักษาไว้เพื่อเหล่าคนที่คู่ควรเท่านั้น
อะไรคือความลับสูงสุดนี้ ต้องอ่านถึงจะรู้ค่ะ…หึ หึ หึ
บอกไว้เลยว่าเป็นนิยายที่ต้องอ่านหน้าคอมพ์ ความสนุกในการอ่านนั้นส่วนใหญ่อยู่ที่อ่านไป Google หารูปหาข้อมูลไปด้วย
เวลาในการหาข้อมูลนานกว่าเวลาที่ใช้อ่านนิยายจริง ๆ ซะอีกค่ะ


December 5th, 2009 at 11:50 pm
น่าสนุกอ่ะ สงสัยต้องรีบปั่น killing floor ให้จบ -_-”
December 6th, 2009 at 9:06 am
แหม…เค้าเล่า Killing Floor ให้ฟังจนจบก็ด้ายยย
ไม่ต้องเกรงใจ (^o^)
December 6th, 2009 at 3:31 pm
เป็นหนังสือที่ page-turner มาก เพราะอ่านไปก็อ่านข้ามไป ด้วยความรำคาญวิธีการเล่าเรื่องของคนเขียน -_- โดยเฉพาะหน้าท้าย ๆ ข้ามเป็นสิบ ๆ หน้าเลย
December 6th, 2009 at 3:55 pm
(^^”) แหม…ก็ความสนุกมันอยู่ตรงข้อมูลว่าที่เล่ามาในนิยายมันจริงเปล่า
ไม่ได้อยู่ตรง plot นี่นา
December 6th, 2009 at 8:36 pm
คอ Dan Brown อีกคนหล่ะ…แบบนี้ ต้องคุยกับพี่ควาย
รายนั้น ก้อแฟน Dan Brown เหมือนกัน…
December 8th, 2009 at 5:26 am
ไอ้ข้อมูลที่มันเล่า ๆ มา มันก็อยู่ในเว็บทั้งนั้นแหละ อย่างเรื่องเทปวิดีโอลับนั่น ช่อง discovery ก็เอามาออกทีวีหลายรอบแล้ว ใคร ๆ ก็รู้กันว่าข้างในเขาทำอะไรกันบ้าง ก็ไม่เห็นตื่นเต้นอะไร พออ่านไปถึงตอนที่มันเผยว่าสุดยอดความลับที่ทำให้ CAI เต้นเป็นเจ้าเข้าคืออะไร พี่ก็อุทานมาว่า โอ้ แ..ง ใคร ๆ เขาก็รู้กันทั่วอยู่แล้ว นึกว่าจะกำความลับเด็ด ๆ อะไรเอาไว้
สรุปว่า ก็เหมือน davin ci code แหละ เอาข้อมูลที่หาได้ตามเน็ตมายำ ๆ ใส่เข้าไป ก็ได้นิยายเรื่องหนึ่งแล้ว
ไปอ่าน deception point เหอะ เป็นนิยาย dan brown ที่สนุกที่สุดแล้ว (รองลงมาก็ digital fortress) ส่วน series Langdon นี่ ห่วยทุกเล่ม
December 8th, 2009 at 7:43 am
ก็เค้าไม่รู้นี่นา เค้าไม่เคยรู้นี่นา เค้าก็ตื่นเต้นซิ (-”-)
December 8th, 2009 at 7:57 am
หุหุหุ อ่านไป google ไปนะดีแล้ว บางเรื่องที่มันเล่าก็ไม่จริง(หรือว่ายังไม่ได้รับการพิสูจน์) อ่านแล้วต้องฟังหูไว้หูนะ