Friday, July 22, 2005

อ่านแล้วหงุดหงิดชะมัด -"-

---------------------------------------------------

เด็กเก่งโอลิมปิคพ้อรัฐบาล ให้งบฯน้อย-งานไม่ตรงวุฒิ
ที่มา: มติชนรายวัน 22/7/2005

เด็กโอลิมปิควิชาการพ้อรัฐสนับสนุนงบประมาณน้อย ต่างจากนักกีฬาโอลิมปิค แถมจัดสรรตำแหน่งให้ไม่เหมาะสมกับความรู้ แถมขาดแคลนอุปกรณ์ จึงต้องไปทำงานต่างแดนที่มีความพร้อม วอนอย่ากล่าวหาทรยศประเทศ


นายรุ่ง แก้วแดง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) เปิดเผยเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม ว่าเด็กไทยที่ได้เหรียญโอลิมปิควิชาการถือเป็นทรัพยากรที่สำคัญ ซึ่งคณะรัฐมนตรี(ครม.) ก็ได้มีมติเรียบร้อยแล้วที่จะให้เด็กที่เป็นผู้แทนประเทศไทยไปแข่งขันโอลิมปิควิชาการ เป็นนักเรียนทุนรัฐบาลไปศึกษาต่อต่างประเทศตั้งแต่ระดับปริญญาตรี-ปริญญาเอก ซึ่งรัฐบาลไม่ได้สนับสนุนเฉพาะโครงการนี้ แต่ยังมีทุนของสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี(สสวท.) อีกประมาณ 400-500 ล้านบาท รวมถึงทุนของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อสนับสนุนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ผู้สื่อข่าวถามถึงระบบแรงจูงใจเพื่อให้นักเรียนทุนโอลิมปิควิชาการกลับมาทำงานให้ประเทศไทย ที่หลายคนระบุว่า งบประมาณสำหรับวิจัยมีน้อย นายรุ่งกล่าวว่า จริงๆ แล้วเป็นราคาคุยมากกว่า ต้องเข้าใจว่าคนพวกนี้ปัญหาคือเรื่องความสำนึกว่าเมื่อประเทศชาติได้ใช้เงินภาษีส่งไปแล้วจะต้องกลับมาทำงาน ส่วนเรื่องงบฯ วิจัยเป็นเรื่องเทคนิคและความสามารถส่วนบุคคล แต่คนบางคนเมื่อไปอยู่ต่างประเทศก็อาจได้ภรรยาต่างชาติ และรู้สึกว่าประเทศไทยไม่น่าอยู่ ดังนั้น ตนคิดว่าถ้าทุกคนมีความสำนึกว่า กว่าที่ประเทศจะผลิตคนขึ้นมาเป็นดอกเตอร์หนึ่งคน จะต้องใช้เงินของประเทศชาติมหาศาล โดยเฉลี่ยดอกเตอร์คนหนึ่งต้องใช้งบฯถึง 7-8 ล้านบาท ถ้าเขามีสำนึกว่าจะต้องกลับมารับใช้ประเทศชาติ คงจะไม่มีข้ออ้างอะไร

รัฐบาลมีงบประมาณเกี่ยวกับการวิจัยมากมาย แต่ไม่ได้อยู้ในระดับเดียวกับสหรัฐอเมริกา แต่หลายคนที่ไปเรียนต่อต่างประเทศกัน เรามีความรู้สึกว่าเราไปในฐานะนักเรียนทุนรัฐบาล สักวันหนึ่งเราต้องกลับมาทำงานให้กับประเทศ ตรงกันข้ามกับคนอีกชาติคือนักศึกษาอินเดีย ซึ่งจะเป็นเหมือนกันหมดทุกคน คือพอจบแล้วจะวิ่งเต้นทำงานในอเมริกา อ้างว่ากลับไปทำงานเงินเดือนน้อย สวัสดิการไม่ดี ดังนั้น ผมคิดว่าเป็นปัญหาเรื่องความสำนึกมากกว่า" นายรุ่งกล่าว

นายรุ่งกล่าวว่า สัดส่วนคนไทยที่จบแล้วไปทำงานต่างชาติมีน้อยมาก แต่บังเอิญคนที่กลับมาทำงานอยู่เมืองไทยอาจไม่ดัง ไม่เหมือนไปทำงานนาซา(องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ สหรัฐอเมริกา) ซึ่งความจริงมีคนไทยอยู่แค่ 1-2 คน พอพูดอะไรก็กลายเป็นคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ แต่คนที่กลับมาทำงานเมืองไทย 4,000-5,000 คน ทำแล้วไม่ดัง มันจึงเป็นเหมือนจังหวะและโอกาส ทั้งที่การทำงานก็ไม่ต่างกัน อย่างไรก็ตาม วัฒนธรรมไทยเราแข็ง แม้จะไปอยู่ต่างชาติ เมื่อถึงวัยหนึ่งก็จะกลับมาอยู่เมืองไทย เช่น ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา ที่เคยทำงานอยู่องค์การนาซา ก็กลับมาอยู่เมืองไทย ทั้งนี้ตนเชื่อว่าต่อไปเมื่อมหาวิทยาลัยออกนอกระบบราชการแล้วทำให้สามารถกำหนดอัตราเงินและค่าจ้างสามารถกำหนดได้เอง จะทำให้ตั้งเกณฑ์เงินเดือนจ้างในอัตราเดียวกันหรือใกล้เคียงกับที่ต่างชาติจ้างบุคคลเหล่านี้ได้

ด้านนายภัคพงศ์ จิระรัตนานนท์ เหรียญทองฟิสิกส์โอลิมปิคระหว่างประเทศ ประจำปี 2548 จบชั้น ม.6 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา กล่าวว่า 1-2 ปีที่ผ่านมารัฐบาลตัดงบประมาณจัดส่งผู้แทนไทยไปแข่งขันคณิตศาสตร์วิทยาศาสตร์โอลิมปิคระหว่างประเทศไป จึงรู้สึกว่ารัฐบาลยังให้การสนับสนุนเรื่องนี้ไม่ดีเท่าที่ควร และเด็กที่ไปแข่งโอลิมปิควิชาการ ไม่ว่าจะได้เหรียญหรือไม่ได้เหรียญกลับมา ก็ไม่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลเท่าที่ควร จนหลายคนพูดว่า เทียบกับนักกีฬาที่ไปแข่งโอลิมปิคไม่ได้ แม้ทุกคนที่ได้รับคัดเลือกเป็นผู้แทนประเทศไทยไปแข่งคณิตศาสตร์วิทยาศาสตร์โอลิมปิค จะได้รับทุนไปศึกษาต่อต่างประเทศจนจบปริญญาเอกกันทุกคนก็นับว่าดี แต่หลังจากนั้นจะต้องกลับมาใช้ทุนคืนรัฐบาล ซึ่งจากการพูดคุยกับรุ่นพี่ๆ ทราบว่า งานและตำแหน่งที่รัฐบาลเตรียมไว้ให้กลับไม่เหมาะสมกับความรู้ที่ไปศึกษาจบกลับมา

นายภัคพงศ์กล่าวต่อว่า รัฐบาลยังให้การสนับสนุนและให้ความสำคัญกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไม่เพียงพอ แม้กลุ่มโอลิมปิควิชาการจะจบกลับมา แต่ก็ไม่สามารถใช้ความรู้ได้เต็มที่ เพราะขาดเครื่องมือและงบประมาณในการทำวิจัย พัฒนาสิ่งใหม่ๆ ตนอยากเสนอแนะว่า การให้ทุนไปต่างประเทศจนจบปริญญาเอกนั้นควรจะคงอยู่ เพียงแต่ควรจะจัดหางานให้เหมาะสม ไม่ได้หมายความว่าจะต้องให้เงินเดือนให้สูง เพราะบางครั้งเงินเดือนไม่ได้สำคัญเท่ากับการได้ทำงานที่ใจรัก เช่น ผู้ที่เป็นนักวิทยาศาสตร์ ขอแค่เงินเดือนที่อยู่ได้อย่างมีความสุข แต่งบประมาณในการทำวิจัย ตลอดจนเครื่องไม้เครื่องมือ ควรจะได้รับการสนับสนุนอย่างดี และควรจะสนับสนุนจัดหางานที่เหมาะสมให้กับผู้ที่จบวิทยาศาสตร์ในเมืองไทยด้วย ไม่เฉพาะผู้ที่เป็นตัวแทนไปแข่งโอลิมปิควิชาการเท่านั้น เพื่อว่าจะได้ใช้ความรู้ที่ได้ร่ำเรียนมาอย่างเกิดประโยชน์เต็มที่

"จริงๆ แล้วผมว่าหลายคนยังใจแคบ มองว่าผู้ที่รับทุน สสวท.แล้วไปทำงานที่ต่างประเทศนั้น เป็นการหักหลังประเทศ ทรยศ หรือไม่กตัญญูต่อประเทศ จริงๆ แล้วบุคคลเหล่านี้ก็อยากกลับมาทำงานในเมืองไทยหากมีงานที่เหมาะสมรองรับกับความรู้เขา อย่าง ดร.ธวัช วิรัตพงศ์ หัวหน้าโครงการจานรับสัญญาณดาวเทียมภาคพื้นดิน ซึ่งเป็นคนไทยที่เข้าไปมีส่วนร่วมในโครงการดีพอิมแพ็กต์ของนาซา ท่านก็ทำชื่อเสียงให้ประเทศไทย ซึ่งถ้าท่านอยู่เมืองไทยคงไม่มีงานใหญ่ๆ อย่างนี้ให้ท่านทำ และเห็นถึงศักยภาพของท่านอย่างนี้ได้แน่ คนที่ไปทำงานต่างประเทศไม่ใช่ว่าไม่รักเมืองไทย อย่าง ดร.ธวัชท่านก็บอกว่า เป็นคนไทย รักเมืองไทย สิ่งที่ท่านทำยังสร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทยด้วย ฉะนั้น อย่ามองว่ารัฐบาลเสียเงินให้ไปเรียนแต่กลับไปทำประโยชน์ให้กับอีกประเทศหนึ่ง เพราะสุดท้ายสิ่งที่พวกเขาทำก็เป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติ ไม่ใช่ประเทศใดประเทศหนึ่ง" นายภัคพงศ์ กล่าว

นายอภิวัฒน์ เกรียงวัฒนากุล เจ้าของเหรียญทองฟิสิกส์โอลิมปิคประจำปี 2548 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา กล่าวว่า ตนมองว่ารัฐบาลยังไม่ได้สนับสนุนด้านวิทยาศาสตร์โดยเฉพาะการวิจัยเท่าที่ควร แต่ยังดีที่ให้ทุนไปศึกษาต่อจนจบปริญญาเอกที่ต่างประเทศ เป็นเรื่องดีที่ควรจะคงไว้ แต่ก็ควรจะแก้ไขระบบแรงจูงใจด้วยเพื่อดึงดูดให้คนเก่งอยากมาเป็นครู ไม่อย่างนั้นรัฐบาลก็จะเสียคนเหล่านี้แน่ ทั้งนี้ตนไม่อยากให้มองว่าเห็นแก่ตัวหรือไม่เห็นแก่ตัว เพราะหากจบกลับมาทำงานในเมืองไทย ไม่รอดแน่ อยู่ไปก็ไม่รุ่ง จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่หลายคนจะตัดสินใจจ่ายเงินค่าปรับคืนรัฐเพื่อแลกกับการได้ทำงานต่างประเทศ ถ้าไม่อยากเสียบุคลากรเหล่านี้ รัฐบาลก็ควรจะสนับสนุนพวกเขาให้มากกว่านี้ เมื่อศึกษาจบกลับมาอย่างน้อยก็เพิ่มแรงจูงใจ

อนึ่ง ตั้งแต่ประเทศไทยส่งผู้แทนไปแข่งขันคณิตศาสตร์วิทยาศาสตร์โอลิมปิกระหว่างประเทศตั้งแต่ปี พ.ศ.2532-2547 โดยปีแรกส่งไปแข่งเฉพาะวิชาคณิตศาสตร์เท่านั้น ต่อมาในปี 2533 ขยายเพิ่มเป็นวิชาคณิตศาสตร์ เคมี และฟิสิกส์ และในปี 2534 ก็ส่งไปแข่งครบทั้ง 5 วิชา ได้แก่ คณิตศาสตร์ คอมพิวเตอร์ เคมี ชีววิทยา และฟิสิกส์นั้น ผลปรากฏว่าประเทศไทยได้รางวัลทั้งสิ้น 246 รางวัล แยกเป็น 28 เหรียญทอง, 67 เหรียญเงิน, 108 เหรียญทองแดง, 41 เกียรติคุณประกาศ 1 The Best Solution และ 1 The Best Experiment โดยจำแนกได้ดังนี้ วิชาคณิตศาสตร์ได้ 1 เหรียญทอง, 9 เหรียญเงิน, 32 เหรียญทองแดง, 21 เกียรติคุณประกาศ และ 1 The Best Solution ส่วนวิชาคอมพิวเตอร์ได้ 4 เหรียญทอง, 16 เหรียญเงิน และ 26 เหรียญทองแดง วิชาเคมี ได้ 7 เหรียญทอง, 17 เหรียญเงิน, 23 เหรียญทองแดง และ 3 เกียรติคุณประกาศ สำหรับวิชาชีววิทยา ได้ 13 เหรียญทอง, 21 เหรียญเงิน และ 19 เหรียญทองแดง และวิชาฟิสิกส์ ได้ 3 เหรียญทอง, 4 เหรียญเงิน, 8 เหรียญทองแดง, 17 เกียรติคุณประกาศ และ 1 The Best Experiment


---------------------------------

โห ไอ้น้อง ต้องง้อกันขนาดนั้นเลยเหรอ ????

เวลาหนึ่งอาทิตย์ของ a hopeless student

นั่งพลิกปัญหาไปมา อย่างน่าฉงน
ดีแล้วน่า อันนี้แล่ะ งานใหม่ของเรา
แนวทางรึ ก็เข้ากันได้ดีกับหัวข้อของเรา
งานตีพิมพ์รึ สุดยอด sigmod, icde, vldb
จะเอา concrete example เหรอ เสร็จแล้ว สบาย
ไอ้ที่เถียงสู้ป้าไม่ได้คราวก่อน เจอจุดอ่อนแล้ว
แก้แล้ว รอบนี้แล่ะ ป้าต้องอึ้ง
มี formalize เรียบร้อย ทุกอย่าง well-defined
แผนการทำงานเรียบร้อย ทันส่งได้สบาย
เป้าหมายคือ edbt หนึ่งใน prestige conferences หึหึหึ
ตัวงานเขียนเหรอ ทุกอย่างเกือบเสร็จแล้ว
เหลือแต่ใส่แนวทางแก้ปัญหา พิสูจน์ทฤษฏี ทดลอง
ไอ้พิสูจน์ตัวยาก มีแนวเรียบร้อย เหลือเชื่อ
แผนการ "จูงใจคุณป้า" ดูทางหนีทีไล่เสร็จสับ
แผน A แผน B มีหมด ความนี้แล่ะ หึหึหึ


เจอป้าเข้าไป จอด...... ไม่ต้องแจว
หยุดเลยเจ้า below pathetic job เนี่ย
จ๋อยสนิท หนึ่งอาทิตย์ของฉัน เฮ้อ

.....(ไว้อาลัยให้เวลาหนึ่งอาทิตย์ครั้งที่หนึ่ง)
.....(ไว้อาลัยให้เวลาหนึ่งอาทิตย์ครั้งที่สอง)
.....(ไว้อาลัยให้เวลาหนึ่งอาทิตย์ครั้งที่สาม)

เจอเหตุผลป้าเข้าไป อึ้งซะ
ได้แต่ เออ จริง เออ จริง
ขนาดงานใน sigmod กับ vldb ยังมี junk อีกเหรอฟะ -"-
สุดท้าย สรุปได้ว่า
"you guys go so far,
you make a simple problem to be an NP-hard one
just to publish a paper ?"

ยังไงก็แล้วแต่
รักป้าจังเลย ชื่นชมถึงขีดสุด
ทำไงดี อยากเอาป้าใส่กล่องกลับเมืองไทยไปด้วยจัง
คนอะไรวะ พื้นฐานสุดยอด ประสบการณ์เยอะ เก่งหลุดโลก
แถมยังมีความน่ารัก แฝงอยู่ในรังสีอำมหิตอีก :P

ป.ล. ความตั้งใจ: กลับเมืองไทยไป จะอัญเชิญป้าไปทำ tutorial ให้ได้ซักครั้ง

Wednesday, July 20, 2005

Tour de France

ไปวิ่งออกกำลังที่ยิมตามปกติ
วันนี้ทีวีช่องกีฬาเอา Tour de France มาออก
สุดยอด..... PEREIRO เข้าเส้นชัยเป็นที่หนึ่งในรอบนี้
แซงกับเห็น ๆ บนเขาที่ชันมาก ๆ
เขารู้สึกกันยังไงนะ ชันแทบตาย ยังต้องปั่นแบบลืมตายอีก
ยิ่งดูภาพจากมุมสูง เห็นความโหดของภูเขาแล้วยิ่งรู้สึกว่าสุด ๆ
ไอ้เราวิ่งแค่ 9.5 km/hr 20 นาที ก็จะตายแล้ว
ปั่นจักรยานไปโรงเรียนเจอเนินเตี้ย ๆ ก็จะตายแล้ว

พวกนักกีฬานี่มันเท่จริง ๆ แฮะ
ตอนเค้าเข้าเส้นชัย อยากชูมือดีใจกะเค้าด้วยจัง
ถ้าไม่ติดว่าวิ่งอยู่ คนเต็มห้อง ทำไปแล้ว :)
แต่ถ้าชูมือดีใจตอนวิ่งเสร็จ มันก็คงแปลก
วิ่งแค่ 3 โล จะดีใจทำไมหว่า

ป.ล. 1 ขวัญใจตลอดกาล Lance ก็ยังสมกับคำว่า "ราชา" เหมือนเดิม
ป.ล. 2 ดูแล้วอยากอ่านโนโนมูระอีกจัง
ป.ล. 3 อยากลองวิ่ง Mini half marathon อีกจัง

โขมยมาจาก Yufei TAO โคตรพ่อของ Spatial Databases

Some advice said to orignate from Bill Gates

1 Life is not fair, get used to it.

2 The world won't care about your self-esteem. The world will expect you to accomplish something before you feel good about yourself.

3 You will not make 40 thousand dollar a year right out of high school. You won't be a vice president with a car phone, until you earn both.

4 If you think your teacher is tough, wait till you get a boss. He doesn't have tenure.

5 Flipping burgers is not beneath your dignity. Your grandparents had a different word for burger flipping; they called it opportunity.

6 If you mess up, it's not your parents' fault, so don't whine about our mistakes, learn from them.

7 Before you were born, your parents weren‘t as boring as they are now. They got that way from paying your bills, cleaning your clothes and listening to you talk about how cool you are.

8 Your school may have done away with winners and losers, but life has not. In some schools they have abolished failing grades/ they'll give you as many times as you want to get the right answer.
This doesn't bear the slightest resemblance to anything in real life.

9 Life is not divided into semesters. You don't get summers off and very few employers are interested in helping you find yourself. Do that on your own time.

10 Television is not real life. In real life people actually have to leave the coffee shop and go to jobs.

11 Be nice to nerds. Chances are you'll end up working for one.