อ่านแล้วหงุดหงิดชะมัด -"-
---------------------------------------------------
เด็กเก่งโอลิมปิคพ้อรัฐบาล ให้งบฯน้อย-งานไม่ตรงวุฒิ
ที่มา: มติชนรายวัน 22/7/2005
เด็กโอลิมปิควิชาการพ้อรัฐสนับสนุนงบประมาณน้อย ต่างจากนักกีฬาโอลิมปิค แถมจัดสรรตำแหน่งให้ไม่เหมาะสมกับความรู้ แถมขาดแคลนอุปกรณ์ จึงต้องไปทำงานต่างแดนที่มีความพร้อม วอนอย่ากล่าวหาทรยศประเทศ
นายรุ่ง แก้วแดง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) เปิดเผยเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม ว่าเด็กไทยที่ได้เหรียญโอลิมปิควิชาการถือเป็นทรัพยากรที่สำคัญ ซึ่งคณะรัฐมนตรี(ครม.) ก็ได้มีมติเรียบร้อยแล้วที่จะให้เด็กที่เป็นผู้แทนประเทศไทยไปแข่งขันโอลิมปิควิชาการ เป็นนักเรียนทุนรัฐบาลไปศึกษาต่อต่างประเทศตั้งแต่ระดับปริญญาตรี-ปริญญาเอก ซึ่งรัฐบาลไม่ได้สนับสนุนเฉพาะโครงการนี้ แต่ยังมีทุนของสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี(สสวท.) อีกประมาณ 400-500 ล้านบาท รวมถึงทุนของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อสนับสนุนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ผู้สื่อข่าวถามถึงระบบแรงจูงใจเพื่อให้นักเรียนทุนโอลิมปิควิชาการกลับมาทำงานให้ประเทศไทย ที่หลายคนระบุว่า งบประมาณสำหรับวิจัยมีน้อย นายรุ่งกล่าวว่า จริงๆ แล้วเป็นราคาคุยมากกว่า ต้องเข้าใจว่าคนพวกนี้ปัญหาคือเรื่องความสำนึกว่าเมื่อประเทศชาติได้ใช้เงินภาษีส่งไปแล้วจะต้องกลับมาทำงาน ส่วนเรื่องงบฯ วิจัยเป็นเรื่องเทคนิคและความสามารถส่วนบุคคล แต่คนบางคนเมื่อไปอยู่ต่างประเทศก็อาจได้ภรรยาต่างชาติ และรู้สึกว่าประเทศไทยไม่น่าอยู่ ดังนั้น ตนคิดว่าถ้าทุกคนมีความสำนึกว่า กว่าที่ประเทศจะผลิตคนขึ้นมาเป็นดอกเตอร์หนึ่งคน จะต้องใช้เงินของประเทศชาติมหาศาล โดยเฉลี่ยดอกเตอร์คนหนึ่งต้องใช้งบฯถึง 7-8 ล้านบาท ถ้าเขามีสำนึกว่าจะต้องกลับมารับใช้ประเทศชาติ คงจะไม่มีข้ออ้างอะไร
รัฐบาลมีงบประมาณเกี่ยวกับการวิจัยมากมาย แต่ไม่ได้อยู้ในระดับเดียวกับสหรัฐอเมริกา แต่หลายคนที่ไปเรียนต่อต่างประเทศกัน เรามีความรู้สึกว่าเราไปในฐานะนักเรียนทุนรัฐบาล สักวันหนึ่งเราต้องกลับมาทำงานให้กับประเทศ ตรงกันข้ามกับคนอีกชาติคือนักศึกษาอินเดีย ซึ่งจะเป็นเหมือนกันหมดทุกคน คือพอจบแล้วจะวิ่งเต้นทำงานในอเมริกา อ้างว่ากลับไปทำงานเงินเดือนน้อย สวัสดิการไม่ดี ดังนั้น ผมคิดว่าเป็นปัญหาเรื่องความสำนึกมากกว่า" นายรุ่งกล่าว
นายรุ่งกล่าวว่า สัดส่วนคนไทยที่จบแล้วไปทำงานต่างชาติมีน้อยมาก แต่บังเอิญคนที่กลับมาทำงานอยู่เมืองไทยอาจไม่ดัง ไม่เหมือนไปทำงานนาซา(องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ สหรัฐอเมริกา) ซึ่งความจริงมีคนไทยอยู่แค่ 1-2 คน พอพูดอะไรก็กลายเป็นคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ แต่คนที่กลับมาทำงานเมืองไทย 4,000-5,000 คน ทำแล้วไม่ดัง มันจึงเป็นเหมือนจังหวะและโอกาส ทั้งที่การทำงานก็ไม่ต่างกัน อย่างไรก็ตาม วัฒนธรรมไทยเราแข็ง แม้จะไปอยู่ต่างชาติ เมื่อถึงวัยหนึ่งก็จะกลับมาอยู่เมืองไทย เช่น ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา ที่เคยทำงานอยู่องค์การนาซา ก็กลับมาอยู่เมืองไทย ทั้งนี้ตนเชื่อว่าต่อไปเมื่อมหาวิทยาลัยออกนอกระบบราชการแล้วทำให้สามารถกำหนดอัตราเงินและค่าจ้างสามารถกำหนดได้เอง จะทำให้ตั้งเกณฑ์เงินเดือนจ้างในอัตราเดียวกันหรือใกล้เคียงกับที่ต่างชาติจ้างบุคคลเหล่านี้ได้
ด้านนายภัคพงศ์ จิระรัตนานนท์ เหรียญทองฟิสิกส์โอลิมปิคระหว่างประเทศ ประจำปี 2548 จบชั้น ม.6 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา กล่าวว่า 1-2 ปีที่ผ่านมารัฐบาลตัดงบประมาณจัดส่งผู้แทนไทยไปแข่งขันคณิตศาสตร์วิทยาศาสตร์โอลิมปิคระหว่างประเทศไป จึงรู้สึกว่ารัฐบาลยังให้การสนับสนุนเรื่องนี้ไม่ดีเท่าที่ควร และเด็กที่ไปแข่งโอลิมปิควิชาการ ไม่ว่าจะได้เหรียญหรือไม่ได้เหรียญกลับมา ก็ไม่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลเท่าที่ควร จนหลายคนพูดว่า เทียบกับนักกีฬาที่ไปแข่งโอลิมปิคไม่ได้ แม้ทุกคนที่ได้รับคัดเลือกเป็นผู้แทนประเทศไทยไปแข่งคณิตศาสตร์วิทยาศาสตร์โอลิมปิค จะได้รับทุนไปศึกษาต่อต่างประเทศจนจบปริญญาเอกกันทุกคนก็นับว่าดี แต่หลังจากนั้นจะต้องกลับมาใช้ทุนคืนรัฐบาล ซึ่งจากการพูดคุยกับรุ่นพี่ๆ ทราบว่า งานและตำแหน่งที่รัฐบาลเตรียมไว้ให้กลับไม่เหมาะสมกับความรู้ที่ไปศึกษาจบกลับมา
นายภัคพงศ์กล่าวต่อว่า รัฐบาลยังให้การสนับสนุนและให้ความสำคัญกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไม่เพียงพอ แม้กลุ่มโอลิมปิควิชาการจะจบกลับมา แต่ก็ไม่สามารถใช้ความรู้ได้เต็มที่ เพราะขาดเครื่องมือและงบประมาณในการทำวิจัย พัฒนาสิ่งใหม่ๆ ตนอยากเสนอแนะว่า การให้ทุนไปต่างประเทศจนจบปริญญาเอกนั้นควรจะคงอยู่ เพียงแต่ควรจะจัดหางานให้เหมาะสม ไม่ได้หมายความว่าจะต้องให้เงินเดือนให้สูง เพราะบางครั้งเงินเดือนไม่ได้สำคัญเท่ากับการได้ทำงานที่ใจรัก เช่น ผู้ที่เป็นนักวิทยาศาสตร์ ขอแค่เงินเดือนที่อยู่ได้อย่างมีความสุข แต่งบประมาณในการทำวิจัย ตลอดจนเครื่องไม้เครื่องมือ ควรจะได้รับการสนับสนุนอย่างดี และควรจะสนับสนุนจัดหางานที่เหมาะสมให้กับผู้ที่จบวิทยาศาสตร์ในเมืองไทยด้วย ไม่เฉพาะผู้ที่เป็นตัวแทนไปแข่งโอลิมปิควิชาการเท่านั้น เพื่อว่าจะได้ใช้ความรู้ที่ได้ร่ำเรียนมาอย่างเกิดประโยชน์เต็มที่
"จริงๆ แล้วผมว่าหลายคนยังใจแคบ มองว่าผู้ที่รับทุน สสวท.แล้วไปทำงานที่ต่างประเทศนั้น เป็นการหักหลังประเทศ ทรยศ หรือไม่กตัญญูต่อประเทศ จริงๆ แล้วบุคคลเหล่านี้ก็อยากกลับมาทำงานในเมืองไทยหากมีงานที่เหมาะสมรองรับกับความรู้เขา อย่าง ดร.ธวัช วิรัตพงศ์ หัวหน้าโครงการจานรับสัญญาณดาวเทียมภาคพื้นดิน ซึ่งเป็นคนไทยที่เข้าไปมีส่วนร่วมในโครงการดีพอิมแพ็กต์ของนาซา ท่านก็ทำชื่อเสียงให้ประเทศไทย ซึ่งถ้าท่านอยู่เมืองไทยคงไม่มีงานใหญ่ๆ อย่างนี้ให้ท่านทำ และเห็นถึงศักยภาพของท่านอย่างนี้ได้แน่ คนที่ไปทำงานต่างประเทศไม่ใช่ว่าไม่รักเมืองไทย อย่าง ดร.ธวัชท่านก็บอกว่า เป็นคนไทย รักเมืองไทย สิ่งที่ท่านทำยังสร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทยด้วย ฉะนั้น อย่ามองว่ารัฐบาลเสียเงินให้ไปเรียนแต่กลับไปทำประโยชน์ให้กับอีกประเทศหนึ่ง เพราะสุดท้ายสิ่งที่พวกเขาทำก็เป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติ ไม่ใช่ประเทศใดประเทศหนึ่ง" นายภัคพงศ์ กล่าว
นายอภิวัฒน์ เกรียงวัฒนากุล เจ้าของเหรียญทองฟิสิกส์โอลิมปิคประจำปี 2548 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา กล่าวว่า ตนมองว่ารัฐบาลยังไม่ได้สนับสนุนด้านวิทยาศาสตร์โดยเฉพาะการวิจัยเท่าที่ควร แต่ยังดีที่ให้ทุนไปศึกษาต่อจนจบปริญญาเอกที่ต่างประเทศ เป็นเรื่องดีที่ควรจะคงไว้ แต่ก็ควรจะแก้ไขระบบแรงจูงใจด้วยเพื่อดึงดูดให้คนเก่งอยากมาเป็นครู ไม่อย่างนั้นรัฐบาลก็จะเสียคนเหล่านี้แน่ ทั้งนี้ตนไม่อยากให้มองว่าเห็นแก่ตัวหรือไม่เห็นแก่ตัว เพราะหากจบกลับมาทำงานในเมืองไทย ไม่รอดแน่ อยู่ไปก็ไม่รุ่ง จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่หลายคนจะตัดสินใจจ่ายเงินค่าปรับคืนรัฐเพื่อแลกกับการได้ทำงานต่างประเทศ ถ้าไม่อยากเสียบุคลากรเหล่านี้ รัฐบาลก็ควรจะสนับสนุนพวกเขาให้มากกว่านี้ เมื่อศึกษาจบกลับมาอย่างน้อยก็เพิ่มแรงจูงใจ
อนึ่ง ตั้งแต่ประเทศไทยส่งผู้แทนไปแข่งขันคณิตศาสตร์วิทยาศาสตร์โอลิมปิกระหว่างประเทศตั้งแต่ปี พ.ศ.2532-2547 โดยปีแรกส่งไปแข่งเฉพาะวิชาคณิตศาสตร์เท่านั้น ต่อมาในปี 2533 ขยายเพิ่มเป็นวิชาคณิตศาสตร์ เคมี และฟิสิกส์ และในปี 2534 ก็ส่งไปแข่งครบทั้ง 5 วิชา ได้แก่ คณิตศาสตร์ คอมพิวเตอร์ เคมี ชีววิทยา และฟิสิกส์นั้น ผลปรากฏว่าประเทศไทยได้รางวัลทั้งสิ้น 246 รางวัล แยกเป็น 28 เหรียญทอง, 67 เหรียญเงิน, 108 เหรียญทองแดง, 41 เกียรติคุณประกาศ 1 The Best Solution และ 1 The Best Experiment โดยจำแนกได้ดังนี้ วิชาคณิตศาสตร์ได้ 1 เหรียญทอง, 9 เหรียญเงิน, 32 เหรียญทองแดง, 21 เกียรติคุณประกาศ และ 1 The Best Solution ส่วนวิชาคอมพิวเตอร์ได้ 4 เหรียญทอง, 16 เหรียญเงิน และ 26 เหรียญทองแดง วิชาเคมี ได้ 7 เหรียญทอง, 17 เหรียญเงิน, 23 เหรียญทองแดง และ 3 เกียรติคุณประกาศ สำหรับวิชาชีววิทยา ได้ 13 เหรียญทอง, 21 เหรียญเงิน และ 19 เหรียญทองแดง และวิชาฟิสิกส์ ได้ 3 เหรียญทอง, 4 เหรียญเงิน, 8 เหรียญทองแดง, 17 เกียรติคุณประกาศ และ 1 The Best Experiment
---------------------------------
โห ไอ้น้อง ต้องง้อกันขนาดนั้นเลยเหรอ ????
---------------------------------------------------
เด็กเก่งโอลิมปิคพ้อรัฐบาล ให้งบฯน้อย-งานไม่ตรงวุฒิ
ที่มา: มติชนรายวัน 22/7/2005
เด็กโอลิมปิควิชาการพ้อรัฐสนับสนุนงบประมาณน้อย ต่างจากนักกีฬาโอลิมปิค แถมจัดสรรตำแหน่งให้ไม่เหมาะสมกับความรู้ แถมขาดแคลนอุปกรณ์ จึงต้องไปทำงานต่างแดนที่มีความพร้อม วอนอย่ากล่าวหาทรยศประเทศ
นายรุ่ง แก้วแดง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) เปิดเผยเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม ว่าเด็กไทยที่ได้เหรียญโอลิมปิควิชาการถือเป็นทรัพยากรที่สำคัญ ซึ่งคณะรัฐมนตรี(ครม.) ก็ได้มีมติเรียบร้อยแล้วที่จะให้เด็กที่เป็นผู้แทนประเทศไทยไปแข่งขันโอลิมปิควิชาการ เป็นนักเรียนทุนรัฐบาลไปศึกษาต่อต่างประเทศตั้งแต่ระดับปริญญาตรี-ปริญญาเอก ซึ่งรัฐบาลไม่ได้สนับสนุนเฉพาะโครงการนี้ แต่ยังมีทุนของสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี(สสวท.) อีกประมาณ 400-500 ล้านบาท รวมถึงทุนของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อสนับสนุนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ผู้สื่อข่าวถามถึงระบบแรงจูงใจเพื่อให้นักเรียนทุนโอลิมปิควิชาการกลับมาทำงานให้ประเทศไทย ที่หลายคนระบุว่า งบประมาณสำหรับวิจัยมีน้อย นายรุ่งกล่าวว่า จริงๆ แล้วเป็นราคาคุยมากกว่า ต้องเข้าใจว่าคนพวกนี้ปัญหาคือเรื่องความสำนึกว่าเมื่อประเทศชาติได้ใช้เงินภาษีส่งไปแล้วจะต้องกลับมาทำงาน ส่วนเรื่องงบฯ วิจัยเป็นเรื่องเทคนิคและความสามารถส่วนบุคคล แต่คนบางคนเมื่อไปอยู่ต่างประเทศก็อาจได้ภรรยาต่างชาติ และรู้สึกว่าประเทศไทยไม่น่าอยู่ ดังนั้น ตนคิดว่าถ้าทุกคนมีความสำนึกว่า กว่าที่ประเทศจะผลิตคนขึ้นมาเป็นดอกเตอร์หนึ่งคน จะต้องใช้เงินของประเทศชาติมหาศาล โดยเฉลี่ยดอกเตอร์คนหนึ่งต้องใช้งบฯถึง 7-8 ล้านบาท ถ้าเขามีสำนึกว่าจะต้องกลับมารับใช้ประเทศชาติ คงจะไม่มีข้ออ้างอะไร
รัฐบาลมีงบประมาณเกี่ยวกับการวิจัยมากมาย แต่ไม่ได้อยู้ในระดับเดียวกับสหรัฐอเมริกา แต่หลายคนที่ไปเรียนต่อต่างประเทศกัน เรามีความรู้สึกว่าเราไปในฐานะนักเรียนทุนรัฐบาล สักวันหนึ่งเราต้องกลับมาทำงานให้กับประเทศ ตรงกันข้ามกับคนอีกชาติคือนักศึกษาอินเดีย ซึ่งจะเป็นเหมือนกันหมดทุกคน คือพอจบแล้วจะวิ่งเต้นทำงานในอเมริกา อ้างว่ากลับไปทำงานเงินเดือนน้อย สวัสดิการไม่ดี ดังนั้น ผมคิดว่าเป็นปัญหาเรื่องความสำนึกมากกว่า" นายรุ่งกล่าว
นายรุ่งกล่าวว่า สัดส่วนคนไทยที่จบแล้วไปทำงานต่างชาติมีน้อยมาก แต่บังเอิญคนที่กลับมาทำงานอยู่เมืองไทยอาจไม่ดัง ไม่เหมือนไปทำงานนาซา(องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ สหรัฐอเมริกา) ซึ่งความจริงมีคนไทยอยู่แค่ 1-2 คน พอพูดอะไรก็กลายเป็นคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ แต่คนที่กลับมาทำงานเมืองไทย 4,000-5,000 คน ทำแล้วไม่ดัง มันจึงเป็นเหมือนจังหวะและโอกาส ทั้งที่การทำงานก็ไม่ต่างกัน อย่างไรก็ตาม วัฒนธรรมไทยเราแข็ง แม้จะไปอยู่ต่างชาติ เมื่อถึงวัยหนึ่งก็จะกลับมาอยู่เมืองไทย เช่น ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา ที่เคยทำงานอยู่องค์การนาซา ก็กลับมาอยู่เมืองไทย ทั้งนี้ตนเชื่อว่าต่อไปเมื่อมหาวิทยาลัยออกนอกระบบราชการแล้วทำให้สามารถกำหนดอัตราเงินและค่าจ้างสามารถกำหนดได้เอง จะทำให้ตั้งเกณฑ์เงินเดือนจ้างในอัตราเดียวกันหรือใกล้เคียงกับที่ต่างชาติจ้างบุคคลเหล่านี้ได้
ด้านนายภัคพงศ์ จิระรัตนานนท์ เหรียญทองฟิสิกส์โอลิมปิคระหว่างประเทศ ประจำปี 2548 จบชั้น ม.6 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา กล่าวว่า 1-2 ปีที่ผ่านมารัฐบาลตัดงบประมาณจัดส่งผู้แทนไทยไปแข่งขันคณิตศาสตร์วิทยาศาสตร์โอลิมปิคระหว่างประเทศไป จึงรู้สึกว่ารัฐบาลยังให้การสนับสนุนเรื่องนี้ไม่ดีเท่าที่ควร และเด็กที่ไปแข่งโอลิมปิควิชาการ ไม่ว่าจะได้เหรียญหรือไม่ได้เหรียญกลับมา ก็ไม่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลเท่าที่ควร จนหลายคนพูดว่า เทียบกับนักกีฬาที่ไปแข่งโอลิมปิคไม่ได้ แม้ทุกคนที่ได้รับคัดเลือกเป็นผู้แทนประเทศไทยไปแข่งคณิตศาสตร์วิทยาศาสตร์โอลิมปิค จะได้รับทุนไปศึกษาต่อต่างประเทศจนจบปริญญาเอกกันทุกคนก็นับว่าดี แต่หลังจากนั้นจะต้องกลับมาใช้ทุนคืนรัฐบาล ซึ่งจากการพูดคุยกับรุ่นพี่ๆ ทราบว่า งานและตำแหน่งที่รัฐบาลเตรียมไว้ให้กลับไม่เหมาะสมกับความรู้ที่ไปศึกษาจบกลับมา
นายภัคพงศ์กล่าวต่อว่า รัฐบาลยังให้การสนับสนุนและให้ความสำคัญกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไม่เพียงพอ แม้กลุ่มโอลิมปิควิชาการจะจบกลับมา แต่ก็ไม่สามารถใช้ความรู้ได้เต็มที่ เพราะขาดเครื่องมือและงบประมาณในการทำวิจัย พัฒนาสิ่งใหม่ๆ ตนอยากเสนอแนะว่า การให้ทุนไปต่างประเทศจนจบปริญญาเอกนั้นควรจะคงอยู่ เพียงแต่ควรจะจัดหางานให้เหมาะสม ไม่ได้หมายความว่าจะต้องให้เงินเดือนให้สูง เพราะบางครั้งเงินเดือนไม่ได้สำคัญเท่ากับการได้ทำงานที่ใจรัก เช่น ผู้ที่เป็นนักวิทยาศาสตร์ ขอแค่เงินเดือนที่อยู่ได้อย่างมีความสุข แต่งบประมาณในการทำวิจัย ตลอดจนเครื่องไม้เครื่องมือ ควรจะได้รับการสนับสนุนอย่างดี และควรจะสนับสนุนจัดหางานที่เหมาะสมให้กับผู้ที่จบวิทยาศาสตร์ในเมืองไทยด้วย ไม่เฉพาะผู้ที่เป็นตัวแทนไปแข่งโอลิมปิควิชาการเท่านั้น เพื่อว่าจะได้ใช้ความรู้ที่ได้ร่ำเรียนมาอย่างเกิดประโยชน์เต็มที่
"จริงๆ แล้วผมว่าหลายคนยังใจแคบ มองว่าผู้ที่รับทุน สสวท.แล้วไปทำงานที่ต่างประเทศนั้น เป็นการหักหลังประเทศ ทรยศ หรือไม่กตัญญูต่อประเทศ จริงๆ แล้วบุคคลเหล่านี้ก็อยากกลับมาทำงานในเมืองไทยหากมีงานที่เหมาะสมรองรับกับความรู้เขา อย่าง ดร.ธวัช วิรัตพงศ์ หัวหน้าโครงการจานรับสัญญาณดาวเทียมภาคพื้นดิน ซึ่งเป็นคนไทยที่เข้าไปมีส่วนร่วมในโครงการดีพอิมแพ็กต์ของนาซา ท่านก็ทำชื่อเสียงให้ประเทศไทย ซึ่งถ้าท่านอยู่เมืองไทยคงไม่มีงานใหญ่ๆ อย่างนี้ให้ท่านทำ และเห็นถึงศักยภาพของท่านอย่างนี้ได้แน่ คนที่ไปทำงานต่างประเทศไม่ใช่ว่าไม่รักเมืองไทย อย่าง ดร.ธวัชท่านก็บอกว่า เป็นคนไทย รักเมืองไทย สิ่งที่ท่านทำยังสร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทยด้วย ฉะนั้น อย่ามองว่ารัฐบาลเสียเงินให้ไปเรียนแต่กลับไปทำประโยชน์ให้กับอีกประเทศหนึ่ง เพราะสุดท้ายสิ่งที่พวกเขาทำก็เป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติ ไม่ใช่ประเทศใดประเทศหนึ่ง" นายภัคพงศ์ กล่าว
นายอภิวัฒน์ เกรียงวัฒนากุล เจ้าของเหรียญทองฟิสิกส์โอลิมปิคประจำปี 2548 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา กล่าวว่า ตนมองว่ารัฐบาลยังไม่ได้สนับสนุนด้านวิทยาศาสตร์โดยเฉพาะการวิจัยเท่าที่ควร แต่ยังดีที่ให้ทุนไปศึกษาต่อจนจบปริญญาเอกที่ต่างประเทศ เป็นเรื่องดีที่ควรจะคงไว้ แต่ก็ควรจะแก้ไขระบบแรงจูงใจด้วยเพื่อดึงดูดให้คนเก่งอยากมาเป็นครู ไม่อย่างนั้นรัฐบาลก็จะเสียคนเหล่านี้แน่ ทั้งนี้ตนไม่อยากให้มองว่าเห็นแก่ตัวหรือไม่เห็นแก่ตัว เพราะหากจบกลับมาทำงานในเมืองไทย ไม่รอดแน่ อยู่ไปก็ไม่รุ่ง จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่หลายคนจะตัดสินใจจ่ายเงินค่าปรับคืนรัฐเพื่อแลกกับการได้ทำงานต่างประเทศ ถ้าไม่อยากเสียบุคลากรเหล่านี้ รัฐบาลก็ควรจะสนับสนุนพวกเขาให้มากกว่านี้ เมื่อศึกษาจบกลับมาอย่างน้อยก็เพิ่มแรงจูงใจ
อนึ่ง ตั้งแต่ประเทศไทยส่งผู้แทนไปแข่งขันคณิตศาสตร์วิทยาศาสตร์โอลิมปิกระหว่างประเทศตั้งแต่ปี พ.ศ.2532-2547 โดยปีแรกส่งไปแข่งเฉพาะวิชาคณิตศาสตร์เท่านั้น ต่อมาในปี 2533 ขยายเพิ่มเป็นวิชาคณิตศาสตร์ เคมี และฟิสิกส์ และในปี 2534 ก็ส่งไปแข่งครบทั้ง 5 วิชา ได้แก่ คณิตศาสตร์ คอมพิวเตอร์ เคมี ชีววิทยา และฟิสิกส์นั้น ผลปรากฏว่าประเทศไทยได้รางวัลทั้งสิ้น 246 รางวัล แยกเป็น 28 เหรียญทอง, 67 เหรียญเงิน, 108 เหรียญทองแดง, 41 เกียรติคุณประกาศ 1 The Best Solution และ 1 The Best Experiment โดยจำแนกได้ดังนี้ วิชาคณิตศาสตร์ได้ 1 เหรียญทอง, 9 เหรียญเงิน, 32 เหรียญทองแดง, 21 เกียรติคุณประกาศ และ 1 The Best Solution ส่วนวิชาคอมพิวเตอร์ได้ 4 เหรียญทอง, 16 เหรียญเงิน และ 26 เหรียญทองแดง วิชาเคมี ได้ 7 เหรียญทอง, 17 เหรียญเงิน, 23 เหรียญทองแดง และ 3 เกียรติคุณประกาศ สำหรับวิชาชีววิทยา ได้ 13 เหรียญทอง, 21 เหรียญเงิน และ 19 เหรียญทองแดง และวิชาฟิสิกส์ ได้ 3 เหรียญทอง, 4 เหรียญเงิน, 8 เหรียญทองแดง, 17 เกียรติคุณประกาศ และ 1 The Best Experiment
---------------------------------
โห ไอ้น้อง ต้องง้อกันขนาดนั้นเลยเหรอ ????