เห็นคนใกล้หมดแรงหลายคน (ตัวเอง ?)
อ่านแล้วน้ำตาจะไหล (โรคต่อมน้ำตาตื้นยังไม่มีวี่แววว่าจะหาย)
เลยเอามาแปะไว้ก่อน กันหาย
ป.ล. ตรงที่เน้น ผมทำเอง
ป.ล.2 อ่านแล้วเพลงนี้ลอยมาเลย "อยู่กับสิ่งที่มี ไม่ใช่สิ่งที่ฝัน..."
ป.ล.3 ขณะที่เขียน blog น้ำตาก็ซึมอีกแล้วแฮะ ^^"
-------------------------------------
ฟ้าสาง ดาวสูญ
"แก่นจริงๆ มันอยู่ที่ความพอดี ไม่ใช่ว่าเป็นแช้มป์โลกแล้วต้องยืนอยู่บนหลังคาบ้าน ไม่ใช่อย่างนั้น คนเราจะรวยจะจน สุดท้ายมันก็ขี้เถ้ากองเดียว สุดท้ายก็ดินกลบหน้า"
นั่นเป็นประโยคสุดท้ายในการสัมภาษณ์ "แสน ส.เพลินจิต"อดีตแช้มป์โลกรุ่นฟลายเวตของสมาคมมวยโลก
นั่นเป็นประโยคสุดท้ายที่ผมเอามาขึ้นต้น....ไม่ใช่อะไรอื่นเลย เพียงเพราะว่าทุกวันนี้ผู้คนส่วนมากมักจะลืมหรือแกล้งไม่ใส่ใจกับประโยคสุดท้ายประโยคนี้
...ความจริงแล้วแง่มุมของชีวิตมีมากมายมหาศาล แก่นหรือหลักยึดของทุกคนก็ต่างกันไป แต่ถามว่าเราลืม หรือเปล่ากับสิ่งที่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลงสิ่งนี้ หรือเราลงไปครุ่นคิดกับมันมากน้อยเพียงไร...ก็เท่านั้นเอง
...ย้อนกลับไปในวัยเด็กของแสน เขาเป็นเพียงเด็กผู้ชายตัวเล็กๆ ที่มักจะโดนเพื่อนๆรังแก ดังนั้นแล้วเขาจึงต้องการวิชาเพื่อเป็นการป้องกันตัว หาใช่จะยึดถือเป็นอาชีพ หรือความฝันที่ว่าจะเป็นแช้มป์โลก
"พอหัดมวยซักพักเราก็มีความมั่นใจในตัวเอง ไปท้าเพื่อนชก ท้าชกเลย ตัวต่อตัว ผลแพ้ชนะมันไม่มีหรอก แต่มันแสดงให้เห็นว่าเราก็สู้ได้ หลังจากนั้นเพื่อนก็ไม่มาแกล้งหรือรังแกแล้ว"
...แสนเล่าให้ฟังด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบว่า"พอคนเรามันทำอะไรซ้ำๆ ทุกวัน ทุกวัน มันก็ชอบไปเอง"
ใช่...การทำอะไรซ้ำๆ ทุกวันๆ อย่างน้อยมันก็จะซึมซับไปเอง ผมนึกแล้วก็คล้อยตาม และเห็นว่าถ้าคนที่ทำไม่ดีกับสังคม คนที่ฉ้อโกงเงินภาษีประชาชน ถ้าคนเหล่านั้นทำทุกวันๆ มันก็คงกลายเป็นความชอบ หรือกลายเป็นนิสัยที่แก้ได้ยาก และผมว่า มันเป็นท่าทีและอาการของการทำซ้ำที่น่ากลัว...
...แสนยังคงเล่าเรื่องของเขาในวัยเด็กต่อ และผมก็กลับมาสู่การสนทนา ละทิ้งความคิดตัวเองลงชั่วคราว
"ชกครั้งแรกก็ชนะเลย ดีใจมาก ได้เงินมา 110 บาทให้แม่หมดเลย ตอนนั้นประมาณ 8-9 ขวบ แต่ครั้งที่สองแพ้และก็มีการว่ากล่าว เราก็น้อยใจ เพราะว่าเราทำเต็มที่แล้ว อีกอย่างมวยที่เราแพ้ เขาชกมาก่อนเราตั้งนาน มีประสบการณ์มากกว่า เราชกมาแค่ครั้งเดียว เราก็เลยหยุดชกไป 4-5 เดือนพอทำใจได้ก็กลับมาใหม่ กลับมาซ้อมเหมือนเดิม"
...อันที่จริงคำพูดที่ออกจากปากคนค่อนข้างละเอียดอ่อน แม้ว่าตอนนั้นเขายังเด็ก แต่อาการน้อยใจก็หาใช่ว่าจะจำกัดอายุของคน เขาเล่าว่ามันคล้ายกับตอนเสียแช้มป์ ที่มีคนพูดถึงขนาดว่า"ล้มมวย"หรือเปล่า?
...พอถามเขาว่า จำวันที่ 13 กุมภาพันธ์ ปี 2537 ได้ไหม แต่ยังไม่ทันสิ้นเสียง เขาก็สวนขึ้นมาทันที วันนั้นเป็นวันที่เขาได้แช้มป์โลก และเป็นวันที่เขาไม่ลืมเช่นเดียวกับวันที่ 24 พฤศจิกายน ปี 2539
"13 กุมภาพันธ์ ปี...37 ที่ฉะเชิงเทรา มัน...ยังไงดีล่ะ...วันนั้นผมรู้ว่าผมชนะ พอขึ้นไปยกแรกผมรู้ทันทีว่า...ผมสู้ได้แน่นอน แต่คำว่าแช้มป์โลกเนี่ย...ผมไม่คิด! วันนั้นใครๆก็คิดว่าผมแพ้แน่ ไม่รอดแน่ สู้ไม่ได้เพราะผมเป็นรอง คนนี้แพ้เขาทราย แต่ว่ากว่าที่เขาทรายจะชนะได้ก็เหนื่อย
"การวางแผนวันนั้นทุกคนให้ผมเดินชก ให้บุก ให้ลุย ตอนซ้อมที่ค่ายผมก็ทำตามแผน แต่พอขึ้นไปบนเวทีจริงๆแล้ว มันไม่ใช่ มันเปลี่ยนไป แต่ผมคุยกับโค้ช เขาบอกว่า คุณอยากทำอะไรคุณทำ แล้วผมก็ทำตามที่ผมคิดและก็เชื่อ คือไม่เดินหน้าลุย ใช้จังหวะแย็บหนึ่งสอง ใช้ความเร็วหลบฉาก ใช้สายตา ทุกคนงงหมด แม้กระทั่งโปรโมเตอร์ทรงชัยเข้ามาบอกว่าให้ลุย ทำไมไม่เดินหน้า?...
..."ช่วงนั้นดูมวยเยอะมาก เปิดเทปดูกับโค้ชแล้วก็มาพูดคุยกัน อย่างไหนที่เหมาะกับตัวเองผมก็เอามาประยุกต์ใช้ อย่างไหนไม่เหมาะโค้ชก็จะบอก เราจะนั่งปรึกษากันเชื่อใจและให้เกียรติกัน
"พอกรรมการประกาศว่าเป็นแช้มป์โลก ผมก็แบบ...เราเป็นแช้มป์โลกเหรอ กูเนี่ยนะแช้มป์โลก คือมันไม่ได้คิด คิดว่าชนะอย่างเดียว แต่คำว่าแช้มป์โลกไม่เคยคิดเลย ตอนอาบน้ำที่โรงแรมก็นอนแช่น้ำ ตอนนั้นน้ำร้อนมาก แต่ผมไม่รู้สึกเลยว่ามันร้อน"
เขาร่ายยาวถึงวันที่ประสบความสำเร็จ จนผมถามเขาว่าเงินรางวัลครั้งนั้นได้เท่าไหร่?
"ไม่รู้ว่าได้เท่าไหร่ หัวหน้าค่ายมวยรับมา ผมได้ 25% จากทั้งหมด"
ผมถาม"จี้"ว่าประมาณเท่าไหร่?
"ผมยังไม่รู้เลยว่าค่าตัวผมเท่าไหร่ แต่คงได้น้อย เพราะไฟต์ชิงแช้มป์โลก โปรโมเตอร์ต้องลงทุน ต้องจ้างแช้มโลก ต้องจ้างกรรมการ"
...ผมนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ ไม่กล้าที่จะพูดอะไรต่อ แต่ก็ถามเขาว่าจำครั้งที่อุบลฯได้ไหม?
"อ๋อ!...เสียแช้มป์ที่อุบลฯวันที่ 24 พ.ย.39 วันนั้น...เราก็รู้ตั้งแต่ทีแรกแล้วว่าเราเป็นรอง เพราะเรามีปัญหาเรื่องน้ำหนักที่ยังเกินอยู่ จนต้องกินยาถ่าย มันไม่มีแรง ซึ่งมันเป็นวิธีที่ผิด โค้ชก็ไม่ได้ว่าอะไร เขาเชื่อใจและให้เกียรติในการตัดสินใจ มันเป็นทางออกสุดท้ายแล้วในตอนนั้น แต่ก็ยังมีความมั่นใจอยู่นะ"
"วันนั้นถ้า...ถ้า...ตัดสินแบบชาตินิยม เข้าใจนะ ชาตินิยม! ผมชนะได้ แต่ผมบอกเลยว่าผมไม่เคยโกงโคร เรื่องน้ำหนักตัวเขาก็บอกว่าซิกแซ็กได้ แต่ผมบอกว่าผมทำได้ ผมไม่อยากโกง สุดท้ายเราก็เข้าใจ เราเตรียมตัวน้อยกว่าเขา มีปัญหามากกว่าเขา ทีมงานก็ปลอบใจ เราทำเต็มที่แล้ว ไม่เป็นไร เราไม่โกงเขา เราไม่โกงตัวเอง"
...เขาย้ำคำว่า"เราไม่โกงตัวเอง"อยู่ 3 ครั้ง จนทำให้ผมเกิดความรู้สึกร่วม ไปกับเขาด้วย...
"เสียงวิจารณ์ก็มีหลายกระแส มีแม้กระทั่งว่าผมล้มมวย ผมก็ตอบกลับไปว่า ไม่จริง ผมทำเต็มที่แล้ว แต่กรรมการตัดสินให้ผมแพ้ ก็แค่นั้นเอง(หัวเราะ)"
...แสนเป็นแช้มป์ตอนอายุ 23 ปี แต่เข็มขัดอยู่กับเขาแค่ 2 ปี...ผมถามว่าในช่วง 2 ปีนั้นมีชีวิตเป็นอย่างไรบ้าง
"เปลี่ยนไปจากเดิมเยอะมาก มันก็ยังไงดีล่ะ...แท็กซี่บางคันไม่เอาเงินแต่ขอลายเซ็นผมแทน ผมเกรงใจเหมือนกันนะ ร้อยกว่าบาทแน่ะ 2 ปีถามว่าสบายไหม? ก็สบายดี แต่มันก็เหมือนเดิม ต้องซ้อมมวยอยู่ แต่ว่าการใช้จ่าย มันก็คล่องขึ้น มีชื่อเสียง มีเงินทอง และอะไรอีกหลายๆอย่าง เข้ามาในชีวิต"
...เขาบอกว่า 2 ปีนั้นเขาไม่รู้เรื่องเงินเลย ผมจึงถามเขาอย่างตรงๆว่า แล้วใครเป็นคนเก็บเงิน
"ก็เจ้านาย ผมก็เบิกมาใช้เป็นอาทิตย์ เป็นเดือน แต่เราไม่รู้ว่าทั้งหมดได้มาเท่าไหร่ แต่ตอนหลังมารู้ เพราะมีการพูดคุยกันระหว่างค่ายกับโปรโมเตอร์ ถึงการแยกเส้นทางเดิน เลยมีการชี้แจงตัวเลข คือตั้งแต่ผมอุ่นเครื่องจนถึงเป็นแช้มป์และเสียแช้มป์ ประมาณ 2-3 ปี ทั้งหมดยังไม่หักอะไรเลย ค่าตัวผม 40 กว่าล้านบาท ประมาณ 45-48 ล้าน จำไม่ได้"
เขาย้ำกับผมว่า 40 กว่าล้านบาท 3 ครั้ง
"แต่เราก็ไม่ได้มาก้อนเดียวทั้งหมด มันค่อยๆจ่าย แต่ว่าผมได้ 25%"
"ผมชกมวยด้วยความสุข แต่พอเข้าไปในระบบธุรกิจ...มันเบื่อ! ผมบอกกับโปรโมเตอร์ว่า อยากชกกับใครก็ได้ที่เก่งๆ แต่ในความเป็นจริงมันทำไม่ได้ เพราะเหตุผลทางธุรกิจ อีกอย่างถ้าเราแพ้ขึ้นมาก็จบ เขาต้องการถนอมเราไว้ ใช่...เราปฏิเสฐเงินไม่ได้ แต่..มันไม่ใช่ทั้งหมด"
...และกับปัจจุบัน เขาทำอะไรอยู่ ชีวิตจากเดิมที่เป็นที่รู้จัก แต่กลับกลายว่าเป็นใครก็ไม่รู้ เขาคิดยังไง? ผมอยากรู้..
"ทุกวันนี้ยังล่องลอยอยู่ ก็รับงานไปเรื่อยๆ รายได้มันก็ไม่แน่นอน มีช่วงนึงไปเล่นหนังวีซีดี ช่วงก่อนเป็นอาจารย์พิเศษสอนมวยที่วิทยาลัยพละกรุงเทพ และก็มีเล่นมิวสิคให้ พรศักดิ์ ส่องแสง"
"มันอยู่ที่ความพอดีของคน และอยู่ที่อีโก้ของคน ถ้าเราตัดอีโก้ออกมันก็จะสบายขึ้น เมื่อก่อนมีเงินในกระเป๋าไม่ถึง 500 จะไม่กล้าไปไหน แต่เดี๋ยวนี้มี 20 ก็ออกจากบ้านได้"
...อะไรที่ทำให้เขาเปลี่ยนความคิดไปได้ ผมถามเขา
"ผมคิดว่า...เพราะพ่อผม ตอนนั้นนั่งเครียดอยู่ที่บ้าน มันมีแต่ปัญหา พ่อเดินมาตบไหล่แล้วบอกว่า ไอ้เหน่ง เอ็งไม่ดีใจเหรอวะ จากที่ไม่มีจะแดกแล้วมีหนี้เป็นล้านได้... ตอนนี้ผมก็ทำทุกอย่างเท่าที่ทำได้ ขอให้เป็นงานสุจริต และมีหนี้อยู่ประมาณหกแสน แต่เป็นหนี้ที่เราไม่สมควรจะเป็น"
...หนี้ที่ว่ามาจากการไปค้ำประกันให้กับเพื่อน โดยเอาที่ดินที่ซื้อตอนเป็นแช้มป์ไปวางไว้ แล้วไปๆ มาๆ เพื่อนคนนั้นก็หายไป สุดท้ายก็เป็นเขาเองที่ต้องแบกรับภาระ
...ทุกวันนี้ถ้ามีคนถามว่า แสน ส.เพลินจิต ประกอบอาชีพอะไร แสนจะตอบว่า
"ขอเปลี่ยนคำถามได้ไหม ถามว่าตอนนี้หาเงินมาจากไหนดีกว่า(หัวเราะ)"
...เพราะว่างานที่เขาทำมันหลายอย่างและเป็นอย่างที่เขาพูดไว้ว่า
"ความตั้งใจก็คือ เอาตัวเองและครอบครัวให้รอด งานอะไรที่สุจริตผมทำหมด ทำทุกอย่างเท่าที่จะทำได้ ทำทุกอย่างที่จะหาเงินได้โดยสุจริต..ก็มีท้อบ้าง แต่ไม่เคยถอย คนถอยคือคนที่ตายแล้ว"
"เวลาชกมวยมันก็มีช่วงของมัน เราหายใจเข้าลึกๆ แล้วก็ลุยเข้าไปต่อย ๆ ๆ พอเหนื่อยเราก็หลบออกมา พอหายใจเข้าไปใหม่ เราก็เดินหน้าสู้ต่อไป ชีวิตมันก็เหมือนการชกมวย มี 12 ยก แต่เราไม่รู้ว่าตอนนี้เราอยู่ยกที่เท่าไหร่ ระฆังยังไม่ดัง เราหยุดไม่ได้"
...เขายังเล่าต่อด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ ไม่มีความสิ้นหวังหรือความทุกข์ที่แสดงออกทางสายตาเลย
"ผมได้เข้าเฝ้าในหลวง สมเด็จพระสังฆราช และตอนที่ผมบวช หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุเป็นผู้บรรพชาให้ และที่ผมไม่เคยบอกใคร ผมได้จับมือพระสันตะปาปา แต่ไม่ใช่เป็นการส่วนตัวนะ ตอนนั้นไปที่วาติกัน ไปยืนดู ตอนแรกว่าจะถ่ายรูป แต่เปลี่ยนใจ เดินเข้าไปจับมือ ผมถือว่าโอเค ดีมากๆ สำหรับชีวิต"
"เงินมันเป็นยานพาหนะที่พาเราไปหาสิ่งอื่นๆ ถ้าไม่มีผมก็เดิน แต่ว่าเดินมากๆมันก็เมื่อย มันก็ต้องมีบ้าง(หัวเราะ) แต่มันไม่ใช่ทุกอย่างของชีวิต"
..สุดท้ายแล้วแม้ว่าเส้นกราฟชีวิตของแต่ละคน จะมีขึ้นมีลงไม่เหมือนกัน แต่อย่างน้อยความสุขในชีวิต เราเท่านั้นที่เป็นคนเลือกและเป็นคนกำหนด
...ผมลาอดีตแช้มป์โลกว่า" เดี๋ยวผมกลับเลยนะครับพี่ ขอบคุณมากครับ"
แสนทำท่าจริงจังและถามว่า "กลับเลยหรือ ไกลนะ..."
ผมหัวเราะ...และมันเป็นเสียงหัวเราะจริงๆ แม้ว่าจะไม่น่าหัวเราะเท่าไหร่ แต่ความสุขในชีวิตที่ทุกคนถวิลหา คือเสียงหัวเราะ มิใช่หรือ?
...ก่อนลา วูบหนึ่งผมนึกถึงคำพูดสุดท้ายของเขา ที่เป็นประโยคขึ้นต้นบทสัมภาษณ์นี้
ขอบคุณ...แสน ส.เพลินจิต
เรื่องและภาพ>> ปิยะวิทย์ เทพอำนวยสกุล
นิตยสาร ฅ ฅน ฉบับที่ 3 มกราคม 2549
เอามาจากที่นี่อีกที http://www.pantip.com/cafe/supachalasai/topic/S4558121/S4558121.html
อ่านแล้วน้ำตาจะไหล (โรคต่อมน้ำตาตื้นยังไม่มีวี่แววว่าจะหาย)
เลยเอามาแปะไว้ก่อน กันหาย
ป.ล. ตรงที่เน้น ผมทำเอง
ป.ล.2 อ่านแล้วเพลงนี้ลอยมาเลย "อยู่กับสิ่งที่มี ไม่ใช่สิ่งที่ฝัน..."
ป.ล.3 ขณะที่เขียน blog น้ำตาก็ซึมอีกแล้วแฮะ ^^"
-------------------------------------
ฟ้าสาง ดาวสูญ
"แก่นจริงๆ มันอยู่ที่ความพอดี ไม่ใช่ว่าเป็นแช้มป์โลกแล้วต้องยืนอยู่บนหลังคาบ้าน ไม่ใช่อย่างนั้น คนเราจะรวยจะจน สุดท้ายมันก็ขี้เถ้ากองเดียว สุดท้ายก็ดินกลบหน้า"
นั่นเป็นประโยคสุดท้ายในการสัมภาษณ์ "แสน ส.เพลินจิต"อดีตแช้มป์โลกรุ่นฟลายเวตของสมาคมมวยโลก
นั่นเป็นประโยคสุดท้ายที่ผมเอามาขึ้นต้น....ไม่ใช่อะไรอื่นเลย เพียงเพราะว่าทุกวันนี้ผู้คนส่วนมากมักจะลืมหรือแกล้งไม่ใส่ใจกับประโยคสุดท้ายประโยคนี้
...ความจริงแล้วแง่มุมของชีวิตมีมากมายมหาศาล แก่นหรือหลักยึดของทุกคนก็ต่างกันไป แต่ถามว่าเราลืม หรือเปล่ากับสิ่งที่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลงสิ่งนี้ หรือเราลงไปครุ่นคิดกับมันมากน้อยเพียงไร...ก็เท่านั้นเอง
...ย้อนกลับไปในวัยเด็กของแสน เขาเป็นเพียงเด็กผู้ชายตัวเล็กๆ ที่มักจะโดนเพื่อนๆรังแก ดังนั้นแล้วเขาจึงต้องการวิชาเพื่อเป็นการป้องกันตัว หาใช่จะยึดถือเป็นอาชีพ หรือความฝันที่ว่าจะเป็นแช้มป์โลก
"พอหัดมวยซักพักเราก็มีความมั่นใจในตัวเอง ไปท้าเพื่อนชก ท้าชกเลย ตัวต่อตัว ผลแพ้ชนะมันไม่มีหรอก แต่มันแสดงให้เห็นว่าเราก็สู้ได้ หลังจากนั้นเพื่อนก็ไม่มาแกล้งหรือรังแกแล้ว"
...แสนเล่าให้ฟังด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบว่า"พอคนเรามันทำอะไรซ้ำๆ ทุกวัน ทุกวัน มันก็ชอบไปเอง"
ใช่...การทำอะไรซ้ำๆ ทุกวันๆ อย่างน้อยมันก็จะซึมซับไปเอง ผมนึกแล้วก็คล้อยตาม และเห็นว่าถ้าคนที่ทำไม่ดีกับสังคม คนที่ฉ้อโกงเงินภาษีประชาชน ถ้าคนเหล่านั้นทำทุกวันๆ มันก็คงกลายเป็นความชอบ หรือกลายเป็นนิสัยที่แก้ได้ยาก และผมว่า มันเป็นท่าทีและอาการของการทำซ้ำที่น่ากลัว...
...แสนยังคงเล่าเรื่องของเขาในวัยเด็กต่อ และผมก็กลับมาสู่การสนทนา ละทิ้งความคิดตัวเองลงชั่วคราว
"ชกครั้งแรกก็ชนะเลย ดีใจมาก ได้เงินมา 110 บาทให้แม่หมดเลย ตอนนั้นประมาณ 8-9 ขวบ แต่ครั้งที่สองแพ้และก็มีการว่ากล่าว เราก็น้อยใจ เพราะว่าเราทำเต็มที่แล้ว อีกอย่างมวยที่เราแพ้ เขาชกมาก่อนเราตั้งนาน มีประสบการณ์มากกว่า เราชกมาแค่ครั้งเดียว เราก็เลยหยุดชกไป 4-5 เดือนพอทำใจได้ก็กลับมาใหม่ กลับมาซ้อมเหมือนเดิม"
...อันที่จริงคำพูดที่ออกจากปากคนค่อนข้างละเอียดอ่อน แม้ว่าตอนนั้นเขายังเด็ก แต่อาการน้อยใจก็หาใช่ว่าจะจำกัดอายุของคน เขาเล่าว่ามันคล้ายกับตอนเสียแช้มป์ ที่มีคนพูดถึงขนาดว่า"ล้มมวย"หรือเปล่า?
...พอถามเขาว่า จำวันที่ 13 กุมภาพันธ์ ปี 2537 ได้ไหม แต่ยังไม่ทันสิ้นเสียง เขาก็สวนขึ้นมาทันที วันนั้นเป็นวันที่เขาได้แช้มป์โลก และเป็นวันที่เขาไม่ลืมเช่นเดียวกับวันที่ 24 พฤศจิกายน ปี 2539
"13 กุมภาพันธ์ ปี...37 ที่ฉะเชิงเทรา มัน...ยังไงดีล่ะ...วันนั้นผมรู้ว่าผมชนะ พอขึ้นไปยกแรกผมรู้ทันทีว่า...ผมสู้ได้แน่นอน แต่คำว่าแช้มป์โลกเนี่ย...ผมไม่คิด! วันนั้นใครๆก็คิดว่าผมแพ้แน่ ไม่รอดแน่ สู้ไม่ได้เพราะผมเป็นรอง คนนี้แพ้เขาทราย แต่ว่ากว่าที่เขาทรายจะชนะได้ก็เหนื่อย
"การวางแผนวันนั้นทุกคนให้ผมเดินชก ให้บุก ให้ลุย ตอนซ้อมที่ค่ายผมก็ทำตามแผน แต่พอขึ้นไปบนเวทีจริงๆแล้ว มันไม่ใช่ มันเปลี่ยนไป แต่ผมคุยกับโค้ช เขาบอกว่า คุณอยากทำอะไรคุณทำ แล้วผมก็ทำตามที่ผมคิดและก็เชื่อ คือไม่เดินหน้าลุย ใช้จังหวะแย็บหนึ่งสอง ใช้ความเร็วหลบฉาก ใช้สายตา ทุกคนงงหมด แม้กระทั่งโปรโมเตอร์ทรงชัยเข้ามาบอกว่าให้ลุย ทำไมไม่เดินหน้า?...
..."ช่วงนั้นดูมวยเยอะมาก เปิดเทปดูกับโค้ชแล้วก็มาพูดคุยกัน อย่างไหนที่เหมาะกับตัวเองผมก็เอามาประยุกต์ใช้ อย่างไหนไม่เหมาะโค้ชก็จะบอก เราจะนั่งปรึกษากันเชื่อใจและให้เกียรติกัน
"พอกรรมการประกาศว่าเป็นแช้มป์โลก ผมก็แบบ...เราเป็นแช้มป์โลกเหรอ กูเนี่ยนะแช้มป์โลก คือมันไม่ได้คิด คิดว่าชนะอย่างเดียว แต่คำว่าแช้มป์โลกไม่เคยคิดเลย ตอนอาบน้ำที่โรงแรมก็นอนแช่น้ำ ตอนนั้นน้ำร้อนมาก แต่ผมไม่รู้สึกเลยว่ามันร้อน"
เขาร่ายยาวถึงวันที่ประสบความสำเร็จ จนผมถามเขาว่าเงินรางวัลครั้งนั้นได้เท่าไหร่?
"ไม่รู้ว่าได้เท่าไหร่ หัวหน้าค่ายมวยรับมา ผมได้ 25% จากทั้งหมด"
ผมถาม"จี้"ว่าประมาณเท่าไหร่?
"ผมยังไม่รู้เลยว่าค่าตัวผมเท่าไหร่ แต่คงได้น้อย เพราะไฟต์ชิงแช้มป์โลก โปรโมเตอร์ต้องลงทุน ต้องจ้างแช้มโลก ต้องจ้างกรรมการ"
...ผมนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ ไม่กล้าที่จะพูดอะไรต่อ แต่ก็ถามเขาว่าจำครั้งที่อุบลฯได้ไหม?
"อ๋อ!...เสียแช้มป์ที่อุบลฯวันที่ 24 พ.ย.39 วันนั้น...เราก็รู้ตั้งแต่ทีแรกแล้วว่าเราเป็นรอง เพราะเรามีปัญหาเรื่องน้ำหนักที่ยังเกินอยู่ จนต้องกินยาถ่าย มันไม่มีแรง ซึ่งมันเป็นวิธีที่ผิด โค้ชก็ไม่ได้ว่าอะไร เขาเชื่อใจและให้เกียรติในการตัดสินใจ มันเป็นทางออกสุดท้ายแล้วในตอนนั้น แต่ก็ยังมีความมั่นใจอยู่นะ"
"วันนั้นถ้า...ถ้า...ตัดสินแบบชาตินิยม เข้าใจนะ ชาตินิยม! ผมชนะได้ แต่ผมบอกเลยว่าผมไม่เคยโกงโคร เรื่องน้ำหนักตัวเขาก็บอกว่าซิกแซ็กได้ แต่ผมบอกว่าผมทำได้ ผมไม่อยากโกง สุดท้ายเราก็เข้าใจ เราเตรียมตัวน้อยกว่าเขา มีปัญหามากกว่าเขา ทีมงานก็ปลอบใจ เราทำเต็มที่แล้ว ไม่เป็นไร เราไม่โกงเขา เราไม่โกงตัวเอง"
...เขาย้ำคำว่า"เราไม่โกงตัวเอง"อยู่ 3 ครั้ง จนทำให้ผมเกิดความรู้สึกร่วม ไปกับเขาด้วย...
"เสียงวิจารณ์ก็มีหลายกระแส มีแม้กระทั่งว่าผมล้มมวย ผมก็ตอบกลับไปว่า ไม่จริง ผมทำเต็มที่แล้ว แต่กรรมการตัดสินให้ผมแพ้ ก็แค่นั้นเอง(หัวเราะ)"
...แสนเป็นแช้มป์ตอนอายุ 23 ปี แต่เข็มขัดอยู่กับเขาแค่ 2 ปี...ผมถามว่าในช่วง 2 ปีนั้นมีชีวิตเป็นอย่างไรบ้าง
"เปลี่ยนไปจากเดิมเยอะมาก มันก็ยังไงดีล่ะ...แท็กซี่บางคันไม่เอาเงินแต่ขอลายเซ็นผมแทน ผมเกรงใจเหมือนกันนะ ร้อยกว่าบาทแน่ะ 2 ปีถามว่าสบายไหม? ก็สบายดี แต่มันก็เหมือนเดิม ต้องซ้อมมวยอยู่ แต่ว่าการใช้จ่าย มันก็คล่องขึ้น มีชื่อเสียง มีเงินทอง และอะไรอีกหลายๆอย่าง เข้ามาในชีวิต"
...เขาบอกว่า 2 ปีนั้นเขาไม่รู้เรื่องเงินเลย ผมจึงถามเขาอย่างตรงๆว่า แล้วใครเป็นคนเก็บเงิน
"ก็เจ้านาย ผมก็เบิกมาใช้เป็นอาทิตย์ เป็นเดือน แต่เราไม่รู้ว่าทั้งหมดได้มาเท่าไหร่ แต่ตอนหลังมารู้ เพราะมีการพูดคุยกันระหว่างค่ายกับโปรโมเตอร์ ถึงการแยกเส้นทางเดิน เลยมีการชี้แจงตัวเลข คือตั้งแต่ผมอุ่นเครื่องจนถึงเป็นแช้มป์และเสียแช้มป์ ประมาณ 2-3 ปี ทั้งหมดยังไม่หักอะไรเลย ค่าตัวผม 40 กว่าล้านบาท ประมาณ 45-48 ล้าน จำไม่ได้"
เขาย้ำกับผมว่า 40 กว่าล้านบาท 3 ครั้ง
"แต่เราก็ไม่ได้มาก้อนเดียวทั้งหมด มันค่อยๆจ่าย แต่ว่าผมได้ 25%"
"ผมชกมวยด้วยความสุข แต่พอเข้าไปในระบบธุรกิจ...มันเบื่อ! ผมบอกกับโปรโมเตอร์ว่า อยากชกกับใครก็ได้ที่เก่งๆ แต่ในความเป็นจริงมันทำไม่ได้ เพราะเหตุผลทางธุรกิจ อีกอย่างถ้าเราแพ้ขึ้นมาก็จบ เขาต้องการถนอมเราไว้ ใช่...เราปฏิเสฐเงินไม่ได้ แต่..มันไม่ใช่ทั้งหมด"
...และกับปัจจุบัน เขาทำอะไรอยู่ ชีวิตจากเดิมที่เป็นที่รู้จัก แต่กลับกลายว่าเป็นใครก็ไม่รู้ เขาคิดยังไง? ผมอยากรู้..
"ทุกวันนี้ยังล่องลอยอยู่ ก็รับงานไปเรื่อยๆ รายได้มันก็ไม่แน่นอน มีช่วงนึงไปเล่นหนังวีซีดี ช่วงก่อนเป็นอาจารย์พิเศษสอนมวยที่วิทยาลัยพละกรุงเทพ และก็มีเล่นมิวสิคให้ พรศักดิ์ ส่องแสง"
"มันอยู่ที่ความพอดีของคน และอยู่ที่อีโก้ของคน ถ้าเราตัดอีโก้ออกมันก็จะสบายขึ้น เมื่อก่อนมีเงินในกระเป๋าไม่ถึง 500 จะไม่กล้าไปไหน แต่เดี๋ยวนี้มี 20 ก็ออกจากบ้านได้"
...อะไรที่ทำให้เขาเปลี่ยนความคิดไปได้ ผมถามเขา
"ผมคิดว่า...เพราะพ่อผม ตอนนั้นนั่งเครียดอยู่ที่บ้าน มันมีแต่ปัญหา พ่อเดินมาตบไหล่แล้วบอกว่า ไอ้เหน่ง เอ็งไม่ดีใจเหรอวะ จากที่ไม่มีจะแดกแล้วมีหนี้เป็นล้านได้... ตอนนี้ผมก็ทำทุกอย่างเท่าที่ทำได้ ขอให้เป็นงานสุจริต และมีหนี้อยู่ประมาณหกแสน แต่เป็นหนี้ที่เราไม่สมควรจะเป็น"
...หนี้ที่ว่ามาจากการไปค้ำประกันให้กับเพื่อน โดยเอาที่ดินที่ซื้อตอนเป็นแช้มป์ไปวางไว้ แล้วไปๆ มาๆ เพื่อนคนนั้นก็หายไป สุดท้ายก็เป็นเขาเองที่ต้องแบกรับภาระ
...ทุกวันนี้ถ้ามีคนถามว่า แสน ส.เพลินจิต ประกอบอาชีพอะไร แสนจะตอบว่า
"ขอเปลี่ยนคำถามได้ไหม ถามว่าตอนนี้หาเงินมาจากไหนดีกว่า(หัวเราะ)"
...เพราะว่างานที่เขาทำมันหลายอย่างและเป็นอย่างที่เขาพูดไว้ว่า
"ความตั้งใจก็คือ เอาตัวเองและครอบครัวให้รอด งานอะไรที่สุจริตผมทำหมด ทำทุกอย่างเท่าที่จะทำได้ ทำทุกอย่างที่จะหาเงินได้โดยสุจริต..ก็มีท้อบ้าง แต่ไม่เคยถอย คนถอยคือคนที่ตายแล้ว"
"เวลาชกมวยมันก็มีช่วงของมัน เราหายใจเข้าลึกๆ แล้วก็ลุยเข้าไปต่อย ๆ ๆ พอเหนื่อยเราก็หลบออกมา พอหายใจเข้าไปใหม่ เราก็เดินหน้าสู้ต่อไป ชีวิตมันก็เหมือนการชกมวย มี 12 ยก แต่เราไม่รู้ว่าตอนนี้เราอยู่ยกที่เท่าไหร่ ระฆังยังไม่ดัง เราหยุดไม่ได้"
...เขายังเล่าต่อด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ ไม่มีความสิ้นหวังหรือความทุกข์ที่แสดงออกทางสายตาเลย
"ผมได้เข้าเฝ้าในหลวง สมเด็จพระสังฆราช และตอนที่ผมบวช หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุเป็นผู้บรรพชาให้ และที่ผมไม่เคยบอกใคร ผมได้จับมือพระสันตะปาปา แต่ไม่ใช่เป็นการส่วนตัวนะ ตอนนั้นไปที่วาติกัน ไปยืนดู ตอนแรกว่าจะถ่ายรูป แต่เปลี่ยนใจ เดินเข้าไปจับมือ ผมถือว่าโอเค ดีมากๆ สำหรับชีวิต"
"เงินมันเป็นยานพาหนะที่พาเราไปหาสิ่งอื่นๆ ถ้าไม่มีผมก็เดิน แต่ว่าเดินมากๆมันก็เมื่อย มันก็ต้องมีบ้าง(หัวเราะ) แต่มันไม่ใช่ทุกอย่างของชีวิต"
..สุดท้ายแล้วแม้ว่าเส้นกราฟชีวิตของแต่ละคน จะมีขึ้นมีลงไม่เหมือนกัน แต่อย่างน้อยความสุขในชีวิต เราเท่านั้นที่เป็นคนเลือกและเป็นคนกำหนด
...ผมลาอดีตแช้มป์โลกว่า" เดี๋ยวผมกลับเลยนะครับพี่ ขอบคุณมากครับ"
แสนทำท่าจริงจังและถามว่า "กลับเลยหรือ ไกลนะ..."
ผมหัวเราะ...และมันเป็นเสียงหัวเราะจริงๆ แม้ว่าจะไม่น่าหัวเราะเท่าไหร่ แต่ความสุขในชีวิตที่ทุกคนถวิลหา คือเสียงหัวเราะ มิใช่หรือ?
...ก่อนลา วูบหนึ่งผมนึกถึงคำพูดสุดท้ายของเขา ที่เป็นประโยคขึ้นต้นบทสัมภาษณ์นี้
ขอบคุณ...แสน ส.เพลินจิต
เรื่องและภาพ>> ปิยะวิทย์ เทพอำนวยสกุล
นิตยสาร ฅ ฅน ฉบับที่ 3 มกราคม 2549
เอามาจากที่นี่อีกที http://www.pantip.com/cafe/supachalasai/topic/S4558121/S4558121.html
2 Comments:
....
ดีจัง
By nok, at 4:10 PM
มันคือความจริงของชีวิตจ๊ะ...ใครไม่โดนกับตัวเองไม่รู้หรอก
ถ้าจะให้ดี ต้องมองโลกให้แง่ดี หรือ Positive Thinking เสมอ ๆ
และถ้าอยากจะ Positive Thinking หล่ะก็....อย่าลืมไปที่อ่านที่ blog พี่นะจ๊ะ
By siwawong, at 3:32 AM
Post a Comment
<< Home