วันนี้มหาวิทยาลัยมีโปรแกรมพานักศึกษาต่างชาติไปเที่ยวอุทยานแห่งชาติครับ จุดหมายก็คือ
Dorrigo National Park ที่อยู่ห่างออกไปทางตะวันออกของ Armidale ประมาณ 150 กิโลเมตร
ขึ้นรถทัวร์ของมหาวิทยาลัยตอนประมาณ 8.30 น. แล้วรถก็แล่นไปเรื่อยๆ พวกนักศึกษาจีนคุยกันขโมงโฉงเฉง บรรยากาศเหมือนนั่งกินก๋วยเตี๋ยวอยู่ในเยาวราชมากกว่านั่งรถไปเที่ยวอุทยานแห่งชาติในออสเตรเลียซะอีก

ก่อนถึงจุดหมาย รถทัวร์ก็ได้แวะจอดให้ชมธรรมชาติที่
Guy Fawkes River ก่อน ที่นี่มีน้ำตกสูง สวย แล้วก็สามารถมองเห็นทิวทัศน์ได้ไกลมาก ภูเขาสีเขียวสุดลูกหูลูกตาเลยครับ
แวะพักผ่อนกินชา กาแฟ หรือน้ำส้มห่วยๆ พักใหญ่ ก็ได้ฤกษ์ออกเดินทางต่อไปยัง Dorrigo National Park แล้วครับ
ระหว่างทาง ไกด์ได้เล่าให้ฟังว่า ที่ดินบริเวณเมืองที่ชื่อ
Dorrigo นี้เป็นป่าดิบชื้น (Rain Forest) ที่กว้างใหญ่มหาศาล แต่แล้วเมื่อคนผิวขาวเข้ามายึดครองทวีปออสเตรเลียนี้ ก็ได้มาตัดไม้ทำลายป่าเสียเกือบหมด เพื่อที่จะใช้ที่ดินทำหรับเลี้ยงสัตว์และทำฟาร์ม แต่ปรากฏว่าหลังจากตัดไม้ทำลายป่าเสียหมดแล้ว เนื่องจากที่เดิมดินบริเวณนี้เป็นป่าดิบชื้นเลยไม่ค่อยได้รับแสงแดด ส่งผลให้ดินกลายเป็นกรด สุดท้ายฝรั่งปลูกอะไรก็ไม่ขึ้น เลี้ยงสัตว์ก็ไม่ได้ คนก็เลยต้องหนี เมืองนี้ก็เลยถูกเรียกว่า
"Ghost Town" ไป ดีเหมือนกัน สมน้ำหน้าพวกชอบล่าอาณานิคม
เมือง Dorrigo ปัจจุบันเป็นเมืองเล็กมาก ดูจากขนาดเมืองไม่น่าจะมีคนเกินสองสามพันคน มีปศุสัตว์บ้างบางส่วนในบริเวณที่ดินไม่เป็นกรดมากนัก ส่วนที่ดินเป็นกรดสูงก็มีการปลูกมันเทศครับ

Dorrigo National Park เป็นป่าดิบชื้นดั้งเดิมผืนเดียวที่เหลืออยู่ แถมอยู่ซะบนยอดเขาเลย ไกด์บอกกะเหรี่ยงทั้งหลายว่าสาเหตุที่เรียกว่าป่าดิบชื้นเพราะว่าหากมองจากอากาศ จะเห็นพื้นดินไม่เกิน 30% ส่วนที่เหลืออีก 70% จะถูกปกคลุมไปด้วยสีเขียว ซึ่งก็จริงอย่างที่เค้าว่าครับ ป่าที่นี่ทึบดีจริงๆ มาแล้วนึกสนุกอยากลองไปเที่ยวป่าดงดิบตะหงิดๆ ว่าจะทึบซักขนาดไหน

ฝรั่งเค้าดูแลรักษาอุทยานแห่งชาติได้ดีจริงๆ ครับ ทางเดินที่นี่ก็เป็นทางลาดยางอย่างดี กว้างขวางสะดวกสบาย มีที่นั่งพักเป็นจุดๆ มีห้องน้ำ แผนที่ บริเวณให้ปิคนิคหรือทำบาร์บีคิวอย่างดี ตรงไหนเป็นเหว เค้าก็จะทำสะพานเหล็กอย่างดีพาดไว้ ตรงไหนอันตรายก็จะมีราวให้จับ ถ้าปฏิบัติตามระเบียบข้อแนะนำที่เค้าบอกไว้ ก็เที่ยวได้อย่างปลอดภัย ต่างกับบ้านเราพอสมควรเลย บ้านเราทางเดินจะเกิดจากคนเดินบ่อยๆ จนมันเป็นถนนขึ้นมา ไม่ค่อยมีป้ายเตือนอะไรจริงๆ จังๆ เดินพลาดตกเหวตายไม่มีใครรู้ มีโต๊ะเก้าอี้โทรมๆ มีขยะตกอยู่ข้างทางเกือบทุกหนทุกแห่ง ไม่รู้เมื่อไหร่คนไทยจะมีจิตสำนึกเวลาเที่ยวกันบ้าง -"-

ป่าสีเขียวอุดมสมบูรณ์ดีมากครับ มีเสียงนกร้องจ๊อกๆ แจ๊กๆ ตลอดเวลาเหมือนพยายามจะแข่งกับกะเหรี่ยงจีนที่ไม่รู้จะเอะอะโวยวายอะไรกันนักหนา ต้นไม้แต่ละต้นที่นี่ใหญ่หลายคนโอบ น่าเสียดายนิดหน่อยที่เมื่อไม่นานมานี้มีพายุใหญ่เข้า ต้นไม้ใหญ่หลายต้นโดนพัดหักไป พอเดินลึกเข้าไปในก็จะเจอน้ำตกเล็กๆ แต่สูงเป็นสิบๆ เมตรอยู่สองสามอัน สวยดีครับ ขาเดินไปนี่สบายๆ เพราะลงเขา แต่ขากลับนี่เดินขึ้นดอยซี่โครงแทบบาน
ก่อนกลับรถทัวร์ก็พาไปแวะจอดที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว มีจุดชมวิวอีกจุดหนึ่งที่ฝรั่งเค้าทำเป็นชานยื่นออกไปจากหน้าผาสูง มองเห็นทะเลที่อยู่ห่างไปอีกไม่กี่สิบกิโลเมตรด้วยนะครับ (ลองเพ่งดูสีฟ้าจางๆ ในรูปด้านล่าง นั่นแหละครับทะเลฝั่งตะวันออกของออสเตรเลีย) ก่อนกลับนักศึกษาต่างชาติแต่ละคนก็ตบโปสเตอร์ที่เค้าแจกฟรีมาแปะบ้านอีกคนละอันสองอัน แล้วก็นอนหลับกันเกือบทั้งคันบนรถขากลับจนถึงมหาวิทยาลัยโดยสวัสดิภาพครับ
