The Intersect

31 July 2005

ฟรี

วันอาทิตย์เป็นวันแห่งการพักผ่อนจริงๆ ครับ นอกจากนั้นวันอาทิตย์นี้ยังเป็นวันแห่งการกินฟรีอีกด้วย

ตื่นเช้า (สาย) มาก็ไปเดินในเมืองดู Sunday Market ที่เป็นเหมือนถนนคนเดินบ้านเรา ที่นี่ก็ปิดถนนสายหลักให้คนเดินกันได้เต็มที่ มีพ่อค้าแม่ค้าทุกเผ่าพันธ์มาขายของวางกับพื้นกัน ตั้งแต่ของใช้มือสอง หนังสือเก่า เสื้อผ้า เครื่องประดับ ยันหมูปิ้ง ท่าทางจะขายดีอีกต่างหาก ภรรยาบอกว่าค่าเช่าที่ครั้งละ $20 (ประมาณ 600 บาท) น่าขนของเมืองไทยมาตั้งขายเหมือนกันแฮะ

หลังจากเดินดูของซักพักก็ไปดูคอมพิวเตอร์ให้พี่คนไทยเจ้าของร้านอาหารไทยร้านเดียวในเมืองเนื่องจากคอมพิวเตอร์มีปัญหาต้องลง Windows ใหม่และต้องลงโปรแกรมที่จำเป็นต่างๆ หลังจากทำก๊อกๆ แก๊กๆ ได้ซักพักพี่เค้าก็ชวนกินข้าว มื้อนี้ก็เลยอิ่มอร่อยไปด้วยแกงกะหรี่แกะ+ไข่เจียว แถมยังฟรีอีกต่างหาก ^^

กินข้าวเสร็จก็โดนลากไปตีแบดมินตันที่มหาวิทยาลัย สนามแบดฯ ที่นี่จะเปิดให้สมาชิกทั่วไปเล่นได้เฉพาะวันศุกร์เย็น กับวันอาทิตย์บ่ายครับ ค่าเข้าใช้สนามก็ครั้งละ $2 (60 บาท) หรือถ้าสมัครสมาชิกรายปีก็ $15 (450 บาท) ไม่ได้ออกกำลังกายมานานแล้ว เล่นไปแค่ชั่วโมงกว่าๆ เมื่อยกินไปทั้งตัว

ตีแบดฯ เสร็จก็ไปดูคอมพิวเตอร์ (อีกละ) ให้กับน้องคนไทยที่มีปัญหาเข้า Hotmail ไม่ได้ ที่หอพักของมหาวิทยาลัย แก้ไปแก้มาอยู่นานสองนาน ลองโน่นมั่งนี่มั่ง สุดท้ายจนปัญญาแก้ไม่ได้เหมือนกัน เสียฟอร์มจริงๆ ก็เลยว่าจะขอตัวกลับดีกว่า

ในระหว่างที่กำลังจะกลับ ก็มีน้องคนไทยอีกกลุ่มนึงเดินมาชวนไปกินบาร์บีคิวที่ทางหอพักจัดต้อนรับนักศึกษาใหม่ (จริงๆ เชิญเฉพาะพวกที่พักอยู่ในหอเท่านั้น) ก็เลยเข้าไปมั่วๆ กับเค้า ได้กินบาร์บีคิวไส้กรอกห่วยๆ 2-3 ชิ้น กับเบอร์เกอร์ผักอีกนิดหน่อย อิ่มไปอีกมื้อ

ชอบจังเลย ของฟรี อร่อยไม่อร่อยไม่ว่ากัน ^^

30 July 2005

Lagoon

วันนี้ตามใจภรรยาไปขับรถเที่ยว+ดูนกกันครับ

ห่างจากเมือง Armidale ไปทางทิศเหนือประมาณ 40 กิโลเมตร จะมีเมืองเล็กๆ เมืองหนึ่งชื่อ Guyra ที่มีแหล่งน้ำใหญ่ที่มีชื่อเสียง ชื่อว่า Mother Duck Lagoon แปลเป็นไทยว่าบึงมารดาเป็ด ขับรถขึ้นไฮเวย์นี่มีความสุขจริงๆ ครับ เพราะจำกัดความเร็วที่ 100 กม./ชม. ค่อยขับได้สบายเท้าหน่อยไม่ต้องเกร็งมากเหมือนในเมือง

ประมาณครึ่งชั่วโมงก็มาถึงจุดหมาย Mother Duck Lagoon ปรากฏว่า ให้ตายเถอะ บึงมารดาเป็ดที่กะว่าจะมาเที่ยว โดนถมไปเป็นสนามกอล์ฟไปแล้วซะกว่าครึ่ง เหลือเป็นแค่หนองน้ำเล็กๆ ไม่เห็นเป็ดซักตัว แสดงว่ากอล์ฟนี่คงทำเงินได้มากกว่าสถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติอยู่พอดู แต่ก็ยังดีที่ได้ถ่ายรูปกับต้นไม้ขึ้นราสวยๆ เหมือนรูปข้างล่างมาหลายรูปอยู่เหมือนกัน


หลังจากเดินดูหนองน้ำแบบเหงาๆ ได้ซักพักก็ได้เวลากินข้าว เป็นมื้อแรกที่ได้กินเนื้อแกะออสเตรเลีย กลิ่นแรงหน่อยแต่ก็อร่อยนุ่มดีครับ ตอนนี้กำลังเล็งหาเนื้อจิงโจ้กับหมีโคอาล่ามาลองกินเป็นมื้อต่อๆ ไป ^^

กินอาหารเที่ยงเสร็จคุณภรรยาก็ชวนไปเที่ยวต่ออีกบึงหนึ่ง สงสัยจะยังไม่ค่อยเต็มอิ่มกับที่นี่ ก็เลยตกลงกันว่าจะไปที่ Little Llangothlin Natural Reserve ซึ่งดูท่าทางจะเป็นบึงขนาดใหญ่ เพราะสามารถมองเห็นได้ในแผนที่ครับ

ขับรถไปๆ มาๆ ปรากฏว่าหาป้ายทางเข้าไม่เจอ แล้วก็หลงทาง เลยไปถึงเมือง Glencoe ที่ห่างไปเป็นสิบกิโล ก็ยังดีที่กลับตัวทัน เข้าไปถามทางที่ผับตูเช่ (Tooheys ภรรยาอ่านว่า ทูฮี่ ไม่รู้จริงๆ ฝรั่งอ่านว่าอะไร) ก็เจอลุงใจดีบอกทางแบบมั่วๆ ว่ามันน่าจะอยู่แถวๆ ที่ขับรถเลยมาแล้ว (จริงๆ ลุงก็ไม่เคยไป) หลังจากนั้นก็ถือโอกาสถ่ายรูปกับผับในโทษฐานที่สร้างได้น่ารักดี

เมื่อได้ทิศทางแบบมั่วๆ จากลุงใจดีแล้ว คู่สามีภรรยากะเหรี่ยงก็ขับรถตรงไปยังจุดหมายทันที และได้ฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ มากมายเช่น ถนนไร้ป้าย ถนนลูกรัง หลุม บ่อ ฯลฯ อีกมากมาย จนมาถึง Little Llangothlin Natural Reserve จนได้

แหล่งน้ำแหล่งนี้ใหญ่ครับ น่าจะมีขนาดประมาณสองเท่าของอ่างแก้ว แล้วก็ดูอุดมสมบูรณ์มากด้วย มีนกนาๆ ชนิด เดินลงไปจะถ่ายรูปนก จะสังเกตได้เลยว่าดินชื้นแฉะตลอดเวลาเหมือนเดินในหนองน้ำ แล้วก็มีขี้นกเต็มไปหมดจนไม่แน่ใจว่าที่เรากำลังเหยียบอยู่เป็นดินหรือเป็นขี้นกปริมาณมหาศาลกันแน่

จริงๆ แล้วแหล่งน้ำอันหลังนี่ใหญ่ สวย และสมบูรณ์กว่าบ่อน้ำแรกที่ไปอย่างเทียบกันไม่ได้ แต่ว่าไม่ได้รับการบูรณะอย่างจริงๆ จังๆ ถนนทางเข้าก็เป็นลูกรัง ป้ายทางเข้าก็ไม่มี ก็เลยไม่มีใครรู้จัก ไม่มีใครมาเที่ยว ซึ่งก็ดีอย่างเสียอย่างครับ ดีที่ธรรมชาติจะคงอยู่แบบนี้ไปอีกนาน แต่เสียที่ไม่ได้รับการพัฒนาและไม่สะดวกสำหรับนักท่องเที่ยวเอาซะเลย

ถ่ายรูปกันจนหนำใจแล้วก็ขับรถกลับบ้าน เสาร์อาทิตย์หน้าจะไปเที่ยวไหนอีกดีน้อ ^^

29 July 2005

ค่าแรงมหาโหด

ได้เวลาต่อทะเบียนใหม่ของเจ้า Mitsubishi Magna ปี 1994 ที่ใช้อยู่ทุกวัน ขั้นตอนการต่อทะเบียนก็เหมือนๆ กับบ้านเราก็คือต้องเอารถไปตรวจสภาพก่อน แล้วก็ทำประกัน แล้วถึงจะสามารถต่อทะเบียนได้

เมื่อวานก็เลยขับรถไปตรวจสภาพที่อู่แถวๆ ชานเมือง ได้ยินว่าอู่นี้เค้าทำดี ก็ไม่แน่ใจว่าจะแพงหรือถูก ยังไงก็ลองไปดูละกัน

ทิ้งรถไว้ที่อู่แล้วให้เค้าขับรถมาส่งที่บ้าน (มันก็ขับรถเรานั่นแหละมาส่ง) ตอนแรกคาดว่าวันเดียวก็คงเสร็จ แต่เอาเข้าจริงๆ ปรากฏว่าพี่แกโทรมาบอกว่าตรวจเจอจุดเสีย 2 จุด มีท่อส่งน้ำมันรั่วนิดหน่อย ต้องใช้เวลาซ่อม วันรุ่งขึ้นถึงจะได้ สองสามีภรรยาก็เริ่มใจแป้ว สงสัยงานนี้แพง -_-

หนึ่งคืนผ่านไป....

และแล้วเมื่อตอนเที่ยงวัน อู่ก็โทรมาแจ้งว่าซ่อมเสร็จเรียบร้อย จะมารับเองหรือให้เค้ามารับ สรุปก็ให้เค้ามารับ (มันก็ขับรถเรานั่นแหละมารับ) เปิดบิลค่าใช้จ่ายดู ร้องจ๊ากเลยครับ ซัดเข้าไปซะ $300 (ประมาณ 9,300 บาท) ยังกะค่าซ่อมวอลโว่ที่เมืองไทย O_o

$300 นี่เป็นค่าตรวจสภาพจริงๆ แค่ $29 ค่าอะไหล่ประมาณ $90...

ที่เหลืออีก $150 กว่าเหรียญเป็นค่าแรง!! เสร็จแล้วรวมทั้งหมดบวกภาษีไปอีกรวมเป็น $300 กว่าเหรียญ!!!

เปลี่ยนท่อแค่ 1 ที่ แล้วก็ไขน๊อตอีก 2-3 ตัวเนี่ยนะ $150!!!

$150 ก็ประมาณ 4,650 บาท จ้าง อ.พฤษภ์ทำงานได้ครึ่งเดือนเลยนะนั่น!!!

ฝรั่งนี่มันหาเงินง่ายกันจริงๆ ขูดรีดขูดเนื้อกันสนุกสนาน ถ้าซ่อมแบบเดียวกันที่บ้านเรานี่รับรองไม่เกินหนึ่งพัน ก็เพราะเป็นอย่างงี้ เงินหาง่ายอย่างงี้ ฝรั่งส่วนใหญ่มันถึงไม่ค่อยเรียนสูงๆ กัน ค่าแรงพนักงานสูบส้วมยังเยอะกว่าเงินเดือนนักเรียนทุนรัฐบาลไทยเลย

สงสัยต่อไปต้องซ่อมรถเองซะแล้ว เฮ้อ -_-'

27 July 2005

บ้าน

บ้านที่อยู่ตอนนี้เป็นบ้านสองชั้น อยู่ที่หัวมุมตรงสี่แยกที่ถนนเจ็ดสี (Jessie Street) ตัดกับถนนเกริกวุฒิ (Kirkwood Street) มีสองห้องนอน หนึ่งห้องน้ำ หนึ่งห้องครัว หนึ่งห้องนั่งเล่นครับ

สภาพบ้านค่อนข้างเก่าหน่อย สังเกตุได้จากอุปกรณ์เครื่องใช้ต่างๆ ในบ้าน เช่นเตาแก๊ส ชักโครก และอื่นๆ ดูลายครามพอสมควร แต่ก็ยังสภาพค่อนข้างดีใช้ได้ไม่มีปัญหาอะไร เสียนิดหน่อยที่การกันความร้อนของผนังบ้านไม่ค่อยดี ทำให้เวลาอากาศข้างนอกเย็น ในบ้านก็จะเย็นมาก แล้วก็ไม่มีพัดลมดูดควันในห้องครัว เวลาทำกับข้าวกลิ่นมันจะคลุ้งทั่วบ้าน ก่อนทำกับข้าวทีเลยต้องไล่ปิดประตูห้องนอนข้างบน ไม่งั้นได้นอนดมกลิ่นกับข้าวทั้งคืน


หน้าบ้านเป็นสวนสาธารณะที่เด็กๆ แล้วก็ชาวเมืองมาใช้เล่นกีฬากัน เท่าที่เห็นบ่อยๆ ก็จะเป็นคริกเก็ต โดยเฉพาะเสาร์-อาทิตย์ จะมีเด็กมาเล่นกันเป็นฝูง รถจอดกันเต็มไปหมดเลยครับ

แถวๆ นี้มีสวนสาธารณะเยอะมาก ถัดจากสวนสาธารณะหน้าบ้านไปซัก 200-300 เมตรก็จะมีสวนสาธารณะอีกแห่งหนึ่งสำหรับเอาไว้พักผ่อน ทำบาร์บีคิว ซักวันถ้าอากาศอุ่นขึ้นบ้างคงต้องไปลองหน่อยแล้ว ^^

เดินผ่านสวนสาธารณะไปก็จะไปเจอใจกลางเมืองเลยครับ มีห้างสรรพสินค้ามากมายทั้ง Coles, Woolworth, K-Mart, Bi-Lo แล้วก็ร้านขายของจุกจิก ร้านอาหาร ร้านของมือสอง เบเกอรี่ และอะไรต่างๆ มากมาย สะดวกมากจริงๆ

ยินดีต้อนรับนะครับถ้าใครจะมาเที่ยว แต่แนะนำว่าอย่ามาช่วงหน้าหนาว เพราะมันหนาวมากกกกกก -_-


ป.ล. วันนี้นัดอาจารย์ที่ปรึกษาไว้แต่ปรากฏว่าไปถึงแล้วแกป่วย วันนี้ลา เลยสบายไปอีกวัน ไม่รู้จะนัดได้อีกทีเมื่อไหร่ รู้แต่วันนี้ดูทีวีสบายใจแว้ว ^^

26 July 2005

Concession

Concession (คันเซส' เชิน)
n. การยินยอม, การยอมอ่อนข้อให้, สิ่งที่ยินยอม, เรื่องที่ยินยอม, สัมปทาน, สิ่งที่ยอมยกให้หรือโอนให้, เขตเช่า
-S. yielding, compromise, admission

นั่นคือความหมายตามพจนานุกรมของคำว่า Concession ครับ แต่ความหมายที่ใช้กันในหมู่นักเรียนไทยแถวนี้ Concession คือสิทธิการได้ลดราคาจากค่าบริการมหาโหดต่างๆ ในประเทศ เช่นค่ารถไฟ ค่ารถเมล์ ค่าเข้าสถานที่ท่องเที่ยว ฯลฯ

Concession เป็นสิทธิที่มอบให้กับประชาชนหลายประเภท เช่น เด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี นักเรียนนักศึกษา หรือผู้สูงอายุ ในส่วนของ Concession สำหรับนักศึกษามหาวิทยาลัยนั้นจะเป็นสิทธิที่มอบให้เฉพาะนักศึกษาที่ได้รับทุนจากรัฐบาลออสเตรเลีย เช่น Ausaid หรือทุนช่วยวิจัยอื่นๆ ของมหาวิทยาลัยเป็นต้น และก็นำไปใช้ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้มหาศาล แต่นักศึกษาที่ได้รับทุนจากรัฐบาลประเทศตัวเอง หรือทุนตัวเอง จะไม่ได้รับสิทธินี้ไปด้วย

เราลองมาดูเล่นๆ กันว่าไอ้ Concession ที่ว่านี่จะช่วยลดค่าใช้จ่ายได้เท่าไหร่ เป็นเงินกี่บาทก็ลองคูณ 31 กันเอาเองนะครับ
- ค่ารถไฟ Armidale - Sydney จาก $80 เหลือ $40
- ค่าตั๋วรถเมล์ Sydney Buses TravelTen จาก $44.20 เหลือ $22.10
- ค่าผ่านประตูสวนสัตว์ Taronga Zoo จาก $30 เหลือ $21
- ค่าผ่านประตูเข้าดู Australian Football จาก $20.50 เหลือ $13.50

พล่ามมาตั้งนาน ไม่มีอะไรหรอก นอกจากว่าวันนี้ภรรยาที่รักพาไปมหาวิทยาลัย แล้วบอกให้ลองสมัครรับสิทธินี้ดูครับ

จริงๆ แล้วผมไม่มีสิทธิ 100% เนื่องจากรับทุนรัฐบาลไทยอยู่ แต่หลังจากโดนลูกคะยั้นคะยอเข้าไปก็ลองกรอกใบสมัครยื่นให้ป้าเจ้าหน้าที่ ป้าก็รับไปแล้วกดดูข้อมูลในคอมพิวเตอร์ก๊อกๆ แก๊กๆ ใจผมก็ตุ้มๆ ต่อมๆ ว่าจะรอดมั้ยหว่า ดีไม่ดีอาจโดนด่าเพราะมั่วนิ่มมาขออย่างงี้ ยังนึกอยู่ว่าถ้าโดนด่าจะแกล้งทำตาใสซื่อทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้แล้ววิ่งหนีเลยดีมั้ย

ปรากฏว่าป้ากดข้อมูลก๊อกๆ แก๊กๆ ซักพัก ป้าก็ยื่นมือไปหยิบสติกเกอร์ Concession ออกมา 1 ใบ แล้วถามเจ๊ที่นั่งข้างๆ ว่า "อีหนูเอ้ย ติ๊กเกอร์นี้แปะตรงไหนง่ะ" พอเจ๊ข้างๆ ก็บอกป้าให้แปะด้านหลังบัตร ป้าก็รับคำแล้วบรรจงแปะลงไปแบบมั่วๆ งงๆ ไม่ค่อยรู้เรื่อง

สรุปว่าสุดท้าย มั่วได้ผลครับ คนขอก็มั่ว คนทำก็มั่ว และก็ได้สิทธิ Concession มาอยู่ในมือจนได้ ฮา ฮา ก๊าก ก๊าก กร๊ากกกก ต่อไปนี้เวลาจะไปเที่ยวไหนก็สบายขึ้นจมเลย ขอบคุณมากเลยภรรยาที่รัก ^^

24 July 2005

Dorrigo National Park

วันนี้มหาวิทยาลัยมีโปรแกรมพานักศึกษาต่างชาติไปเที่ยวอุทยานแห่งชาติครับ จุดหมายก็คือ Dorrigo National Park ที่อยู่ห่างออกไปทางตะวันออกของ Armidale ประมาณ 150 กิโลเมตร

ขึ้นรถทัวร์ของมหาวิทยาลัยตอนประมาณ 8.30 น. แล้วรถก็แล่นไปเรื่อยๆ พวกนักศึกษาจีนคุยกันขโมงโฉงเฉง บรรยากาศเหมือนนั่งกินก๋วยเตี๋ยวอยู่ในเยาวราชมากกว่านั่งรถไปเที่ยวอุทยานแห่งชาติในออสเตรเลียซะอีก


ก่อนถึงจุดหมาย รถทัวร์ก็ได้แวะจอดให้ชมธรรมชาติที่ Guy Fawkes River ก่อน ที่นี่มีน้ำตกสูง สวย แล้วก็สามารถมองเห็นทิวทัศน์ได้ไกลมาก ภูเขาสีเขียวสุดลูกหูลูกตาเลยครับ

แวะพักผ่อนกินชา กาแฟ หรือน้ำส้มห่วยๆ พักใหญ่ ก็ได้ฤกษ์ออกเดินทางต่อไปยัง Dorrigo National Park แล้วครับ

ระหว่างทาง ไกด์ได้เล่าให้ฟังว่า ที่ดินบริเวณเมืองที่ชื่อ Dorrigo นี้เป็นป่าดิบชื้น (Rain Forest) ที่กว้างใหญ่มหาศาล แต่แล้วเมื่อคนผิวขาวเข้ามายึดครองทวีปออสเตรเลียนี้ ก็ได้มาตัดไม้ทำลายป่าเสียเกือบหมด เพื่อที่จะใช้ที่ดินทำหรับเลี้ยงสัตว์และทำฟาร์ม แต่ปรากฏว่าหลังจากตัดไม้ทำลายป่าเสียหมดแล้ว เนื่องจากที่เดิมดินบริเวณนี้เป็นป่าดิบชื้นเลยไม่ค่อยได้รับแสงแดด ส่งผลให้ดินกลายเป็นกรด สุดท้ายฝรั่งปลูกอะไรก็ไม่ขึ้น เลี้ยงสัตว์ก็ไม่ได้ คนก็เลยต้องหนี เมืองนี้ก็เลยถูกเรียกว่า "Ghost Town" ไป ดีเหมือนกัน สมน้ำหน้าพวกชอบล่าอาณานิคม

เมือง Dorrigo ปัจจุบันเป็นเมืองเล็กมาก ดูจากขนาดเมืองไม่น่าจะมีคนเกินสองสามพันคน มีปศุสัตว์บ้างบางส่วนในบริเวณที่ดินไม่เป็นกรดมากนัก ส่วนที่ดินเป็นกรดสูงก็มีการปลูกมันเทศครับ


Dorrigo National Park เป็นป่าดิบชื้นดั้งเดิมผืนเดียวที่เหลืออยู่ แถมอยู่ซะบนยอดเขาเลย ไกด์บอกกะเหรี่ยงทั้งหลายว่าสาเหตุที่เรียกว่าป่าดิบชื้นเพราะว่าหากมองจากอากาศ จะเห็นพื้นดินไม่เกิน 30% ส่วนที่เหลืออีก 70% จะถูกปกคลุมไปด้วยสีเขียว ซึ่งก็จริงอย่างที่เค้าว่าครับ ป่าที่นี่ทึบดีจริงๆ มาแล้วนึกสนุกอยากลองไปเที่ยวป่าดงดิบตะหงิดๆ ว่าจะทึบซักขนาดไหน

ฝรั่งเค้าดูแลรักษาอุทยานแห่งชาติได้ดีจริงๆ ครับ ทางเดินที่นี่ก็เป็นทางลาดยางอย่างดี กว้างขวางสะดวกสบาย มีที่นั่งพักเป็นจุดๆ มีห้องน้ำ แผนที่ บริเวณให้ปิคนิคหรือทำบาร์บีคิวอย่างดี ตรงไหนเป็นเหว เค้าก็จะทำสะพานเหล็กอย่างดีพาดไว้ ตรงไหนอันตรายก็จะมีราวให้จับ ถ้าปฏิบัติตามระเบียบข้อแนะนำที่เค้าบอกไว้ ก็เที่ยวได้อย่างปลอดภัย ต่างกับบ้านเราพอสมควรเลย บ้านเราทางเดินจะเกิดจากคนเดินบ่อยๆ จนมันเป็นถนนขึ้นมา ไม่ค่อยมีป้ายเตือนอะไรจริงๆ จังๆ เดินพลาดตกเหวตายไม่มีใครรู้ มีโต๊ะเก้าอี้โทรมๆ มีขยะตกอยู่ข้างทางเกือบทุกหนทุกแห่ง ไม่รู้เมื่อไหร่คนไทยจะมีจิตสำนึกเวลาเที่ยวกันบ้าง -"-

ป่าสีเขียวอุดมสมบูรณ์ดีมากครับ มีเสียงนกร้องจ๊อกๆ แจ๊กๆ ตลอดเวลาเหมือนพยายามจะแข่งกับกะเหรี่ยงจีนที่ไม่รู้จะเอะอะโวยวายอะไรกันนักหนา ต้นไม้แต่ละต้นที่นี่ใหญ่หลายคนโอบ น่าเสียดายนิดหน่อยที่เมื่อไม่นานมานี้มีพายุใหญ่เข้า ต้นไม้ใหญ่หลายต้นโดนพัดหักไป พอเดินลึกเข้าไปในก็จะเจอน้ำตกเล็กๆ แต่สูงเป็นสิบๆ เมตรอยู่สองสามอัน สวยดีครับ ขาเดินไปนี่สบายๆ เพราะลงเขา แต่ขากลับนี่เดินขึ้นดอยซี่โครงแทบบาน

ก่อนกลับรถทัวร์ก็พาไปแวะจอดที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว มีจุดชมวิวอีกจุดหนึ่งที่ฝรั่งเค้าทำเป็นชานยื่นออกไปจากหน้าผาสูง มองเห็นทะเลที่อยู่ห่างไปอีกไม่กี่สิบกิโลเมตรด้วยนะครับ (ลองเพ่งดูสีฟ้าจางๆ ในรูปด้านล่าง นั่นแหละครับทะเลฝั่งตะวันออกของออสเตรเลีย) ก่อนกลับนักศึกษาต่างชาติแต่ละคนก็ตบโปสเตอร์ที่เค้าแจกฟรีมาแปะบ้านอีกคนละอันสองอัน แล้วก็นอนหลับกันเกือบทั้งคันบนรถขากลับจนถึงมหาวิทยาลัยโดยสวัสดิภาพครับ

23 July 2005

Dumaresq Dam

วันนี้ตื่นเช้าตั้งแต่เจ็ดโมงกว่าๆ ไปดู Garage Sale ครับ ที่นี่เช้าๆ เสาร์-อาทิตย์ จะมีบ้านหลายหลังเปิดโรงรถขายของทอดตลาดราคาถูก วันนี้ไปมา 2 ที่ ได้หม้อหุงข้าว เก้าอี้ทำงาน แล้วก็ตู้ใส่แฟ้มมา ถูกๆ รวมกันแค่ 20$ (ประมาณ 620 บาท) เท่านั้นเองครับ

ช่วงสายภรรยาก็พาไปเที่ยวเขื่อน ไปกัน 3 คนพร้อมกับเมย์ที่มาจากซิดนีย์ อยากรู้ว่าเป็นไงมาไงเมย์ถึงมาที่ Armidale นี่ก็ตามไปดูที่ Talk About Muji's Life นะครับ


เขื่อนที่ว่าชื่อว่า Dumaresq Dam เป็นเขื่อนเล็กๆ ที่อยู่ห่างออกไปทางตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองเป็นระยะทาง 12 กิโลเมตร มีแหล่งน้ำอุดมสมบูรณ์ดี เป็นสถานที่พักผ่อนที่ฝรั่งที่นี่มากันเยอะเหมือนกัน มีบริเวณให้ตั้งแค๊มป์ ทำบาร์บีคิว ตกปลา พายเรือ (มีแต่สถานที่ อุปกรณ์ต้องเอามาเอง) สนามเด็กเล่น แล้วก็ห้องสุขา ครบวงจรดีครับ



แหล่งน้ำที่เขื่อนแห่งนี้มีขนาดไม่ใหญ่มากมายอะไร กะเอาคร่าวๆ น่าจะประมาณอ่างแก้ว สร้างไว้เพื่อกักเก็บน้ำสำหรับสาธารณูปโภคและเกษตรกรรม แถวนี้ทำฟาร์มกันเยอะครับ ระหว่างทางขับรถมาเป็นฟาร์มตลอด มีวัว มีแกะเยอะแยะมากมาย ขากลับขับรถต้องระวังเพราะอาจเจอวัวข้ามถนนได้ตลอดเวลา เขื่อน Dumaresq นี่เป็น 1 ใน 3 เขื่อนใหญ่ของเมือง Armidale นี้ ฝรั่งเค้าคุยว่าถ้าเกิดวิกฤตการณ์ขาดน้ำขึ้นมา จำนวนน้ำจากทั้ง 3 เขื่อนนี้ก็มีพอที่จะเลี้ยงคนทั้งเมืองไปได้ถึง 7 ปี เลยทีเดียว


วันนี้กินข้าวอร่อยทั้งวัน มื้อเช้าเป็นแซนด์วิชไข่+แฮมกรอบอร่อย มื้อเที่ยงเป็นข้าวผัดปูอร่อย ส่วนมื้อเย็นเป็นสุกี้ก็อร่อยอีก น้ำหนักไม่ลดแน่งานนี้ ฮาฮา

22 July 2005

ไก่

วันก่อนไปสืบราคาไก่เป็นตัว
ไก่สด Woolworth 1 ตัว 4.8-5.5$
ไก่สด Coles 2 ตัว (ขายเป็นแพ็คคู่) 8.5-9.5$
ไก่แช่แข็ง Coles 1 ตัว 4.5-5.5$
ไก่สด Bi-Lo 1 ตัว 6.9-7.9$
ไก่สด K-Mart ไม่มี เพราะไม่ขายไก่
แพงๆๆ อยากทำไก่ตุ๋นเห็ดหอม

แต่วันนี้ ซื้อ ไก่สดแพ็ค 2 ตัว ตัวเบ้อเริ่ม จาก Bi-Lo ในราคาแค่ 4.9$
ไชโย้ :D~~~~
อิอิอิอิอิอิอิอิ อร่อยยยย

ป.ล. วันนี้ทำไข่เค็มด้วย ต้องหมักไว้ 2 อาทิตย์ถึงจะได้กินแน่ะ

21 July 2005

50

ขับรถมาเกือบ 15 ปี มีความสุขดี แทบไม่เคยเฉี่ยวชนอะไรเค้า สบายๆ ไม่เคยมีปัญหา

แต่! เพียงแค่ 2 วันที่ออสเตรเลีย ความมั่นใจก็ถูกทลายลง!

ทำไมมันขับยากอย่างนี้เนี่ย วงเวียนเยอะมากๆ ทางเอกทางโท ดูสัญญาณป้ายต่างๆ เข้าใจได้ง่ายไม่มีปัญหาอะไรแต่จะให้ปฏิบัติตามทุกอย่างเนี่ยมันยากนะ -"-

ทางม้าลายที่นี่ก็ศักดิ์สิทธิ์มาก เรียกว่าอยากข้ามถนนเห็นทางม้าลายก็ไม่ต้องดูซ้ายดูขวาละ เดินข้ามมาได้เลย คนขับรถต้องระวังเอาเอง เป็นบ้านเราโดนชนไส้แตกแน่

ที่สำคัญที่สุดก็การจำกัดความเร็วครับ Speed Limit ที่นี่กำหนดให้ขับได้ไม่เกิน 50 กม./ชม. ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าเป็นบริเวณโรงเรียน จะลดลงมาเหลือ 40 กม./ชม. เรียกกันได้ว่า ช้าสุดๆ

ปกติขับใน มช. ขับในเมือง ถนนว่างๆ ยังกดไปซะ 90 กม./ชม. (อ้างว่าขับเกียร์ 5 เพื่อประหยัดน้ำมัน) ต้องมาเจอแบบนี้มันเครียดมาก

ถามภรรยาที่รักว่า ขับเร็วกว่านิดหน่อยโดนจับรึเปล่า ภรรยาก็ตอบว่ามีพี่คนไทยเคยโดนไปแล้ว 200 เหรียญ แถมเมื่อเช้าเห็นกับตาว่ามีตำรวจกำลังจับรถทำผิดกฏจราจรอีก หนาวไปเลยครับ

ตอนนี้เวลาขับรถเลยเกร็งมาก ตานอกจากดูถนนระวังหลงทางแล้ว (ถ้าหลงทางอาจโดนคนนั่งข้างๆ ตบ) ยังต้องระวังคนข้ามถนน แล้วก็ต้องดูเกจความเร็วอีก

เมื่อไหร่จะชินเนี่ย เฮ้อ -"-

19 July 2005

ซาจี๊

ขึ้นชื่อหัวเรื่องแปลก อะไรคือซาจี๊ ซาจี๊คืออะไร ภาษาอังกฤษก็ไม่ใช่ ภาษาท้องถิ่นอะบอริจิ้น หรือว่าจะเป็นภาษาจีน?

ซาจี๊ เป็นชื่อที่ผมใช้เรียกอาจารย์ที่ปรึกษา (Supevisor) อย่างลับๆ ครับ จริงๆ แล้วแกมีชื่อว่า A.S.M Sajeev อ่านว่า ซาจีฟ แต่คนที่นี่จะเรียกว่า โพรเฟสเซอร์ซาจีฟ ชื่อดูแขกมากเลย ก็เลยตั้งให้ใหม่ให้น่ารักน่าเอ็นดู แฝงความนัยลึกๆ นิดหน่อย ดังนี้

ซา = 3
จี๊ = สลึง
ซาจี๊ = 3 สลึง


น่ารักมั้ยครับนิคเนมอาจารย์ที่ปรึกษาผม นอกจากชื่อนี้ก็มีอีกหลายชื่อที่เรียกๆ กันเอาขำๆ อย่างเช่น
ทางบ้านภรรยาเรียก -> ซาจิ๊ คาดว่า ไม่มีคำแปล
เจ้าน้องชายตัวดีเรียก -> เซี่ยงจี๊ แปลว่า ไต

ที่พล่ามมาซะตั้งเยอะก็ไม่มีอะไรมากมายครับ แค่วันนี้ไปเจอตัวจริงมาแล้ว แกก็เป็นคนน่ารักอัธยาศัยดี เพิ่งกลับจากอินเดียมาเมื่อวานยังมีกลิ่นโรตีติดอยู่เลย คุยกันไปคุยกันมาแกก็จัดห้องทำงานให้ พร้อมทั้งนัดคุยกันเรื่อง PhD ในวันพุธที่ 27 ที่กำลังจะถึงนี้ สรุปว่าตอนนี้ก็ปล่อยให้ปรับตัว สบายๆ ไปก่อน มีเวลาบันเทิงกับชีวิตอีก 1 สัปดาห์ก็จะได้ฤกษ์เริ่มงานจริงๆ จังๆ แล้วครับ

ป.ล. วันนี้ภรรยาทำขนมจีนน้ำเงี้ยวอร่อยมากกกกกกก ทำบ่อยๆ นะจ๊ะ อยากกินอีก ^^
ป.ล.2 ไม่ได้ตั้งใจลบหลู่อาจารย์นะครับ หยอกกันขำๆ

18 July 2005

UNE

University of New England เป็นมหาวิทยาลัยเล็กๆ ที่อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ห่างจากเมือง Armidale ไปประมาณ 3-4 กิโลเมตร ทั้งมหาวิทยาลัยประกอบด้วยคณะ 4 คณะ แต่ละคณะก็จะแบ่งเป็น School ย่อยลงไป คณะที่ผมเข้าเรียนก็คือ Faculty of Sciences ใน School of Mathematics, Statistics and Computer Sciences ตรงที่วงแดงๆ ไว้ครับ

มหาวิทยาลัยนี้ตั้งขึ้นมาตั้งแต่ทศวรรษที่ 1920 ผลิตบัณฑิตไปแล้วกว่า 75,000 คน ได้ข่าวว่ามีอาจารย์ มช. หลายท่านเหมือนกันที่จบจากที่นี่ด้วย และก็จะมีอีกหลายท่านที่กำลังเรียนอยู่และจะสำเร็จการศึกษาอีกไม่นาน ในอนาคตก็คงจะมีหลงมาอีกเรื่อยๆ เป็นแน่

โลโก้ของมหาวิทยาลัยก็เป็นหนุมาน 2 ตัว กำลังชักเย่อแย่งโล่รูปหนังสือ ตามที่เห็นในรูป

เมื่อเช้าวันนี้ผมได้เข้าไปลงทะเบียนที่ Research Service เป็นที่เรียบร้อย เจ้าหน้าที่ก็รับข้อมูลไปจัดการ คาดว่าจะได้รับบัตรนักศึกษา และ Email Address ภายในวันสองวันนี้ครับ ส่วนพรุ่งนี้ก็จะมีการปฐมนิเทศนักศึกษาใหม่ (Orientation) คาดว่าจะมีนักศึกษาไทยเข้าร่วม 3-4 คน แล้วตอนเที่ยง และตอนเย็น ก็จะมีเลี้ยง ได้ประหยัดไปอีก 2 มื้อ ^^


ดูข้อมูลของ UNE เพิ่มเติมได้ที่นี่ครับ

17 July 2005

Armidale

มีแต่คนถามว่า ไอ้เมือง Armidale เนี่ย มันอยู่ตรงไหน เหอะๆๆ

ขอบอกครับว่าหาไปเหอะในแผนที่ ยังไงก็ไม่เจอ เพราะมันเป็นเมืองเล็กๆ ที่ตั้งก็อยู่ตรงกลางระหว่าง ซิดนีย์ (Sydney) กับ บริสเบน (Brisbane) ตามที่เห็นในกากบาทแดงในรูปด้านล่าง


ซูมขยายเข้ามาอีกนิดให้เห็นชัดขึ้น เมืองนี้อยู่ในรัฐ New South Wales อยู่ห่างจากซิดนีย์ 525 กิโลเมตร และห่างจากบริสเบน 465 กิโลเมตร มีประชากรประมาณ 25,000 คน มีสนามบินที่สูงที่สุดในออสเตรเลีย (ไม่แน่ใจว่าเล็กที่สุดด้วยหรือเปล่า) แล้วก็มีคนไทยอาศัยอยู่ประมาณ 20 คน เท่านั้นเองครับ


ดูข้อมูลของเมือง Armidale เพิ่มเติมได้ที่นี่

16 July 2005

หนาว

บินเที่ยวนี้การบินไทยเค้าบริการดีแฮะ แอร์ก็ยิ้มแย้มแจ่มใส ขึ้นเครื่องไปไม่นานก็เสริฟไวน์ เสริฟข้าว กินจนพุงกางหลับไปซักพักเค้าก็ปลุกให้มากินต่อ กินจนอิ่มอืด อะไรอะไรก็ดีนะ เสียที่ไม่มีจอทีวีส่วนตัว แล้วก็ค่าตั๋วแพงเหลือเกิน

6.00 น. ก็บินถึงซิดนีย์ ตอนนี้เวลาออสเตรเลียเป็น GMT+10 เร็วกว่าประเทศไทยไป 3 ชั่วโมง พักรอเปลี่ยนเครื่องถึง 11.20 น. ก็บินต่อมาที่เมือง Armidale

เจ้าหน้าที่ Qantas น่าเบิ๊ดกระโหลกมาก มีการเปลี่ยนประตูขึ้นเครื่องแต่ไม่มีประกาศ (หรือหลับอยู่ไม่ได้ยินก็ไม่รู้) สะดุ้งตื่นขึ้นมาปรากฏว่าประตูที่รอขึ้นเครื่องอยู่กลายเป็นบินไปที่ไหนก็ไม่รู้ กะเหรี่ยงไทยเลยงงเต็ก วิ่งไปวิ่งมากว่าจะหาเครื่องที่จะขึ้นเจอ ดีนะที่เครื่องมันดีเลย์ ไม่งั้นตกเครื่องแน่เลย

และแล้วก็เดินทางถึง Armidale ประมาณบ่ายโมงครึ่ง ภรรยาสุดที่รักก็มารับแล้วพาไปที่บ้านซึ่งอยู่ห่างเข้าไปในตัวเมืองประมาณ 4 กิโลเมตร

อากาศที่นี่หนาวสุดๆ Maximum 7 องศา กลางคืนมีตั้งแต่ 0 ถึงติดลบ เหมือนกำลังนั่งๆ นอนๆ อยู่ในตู้เย็นควาย ขนาดใช้ฮีทเตอร์ยังหนาวจับใจ หนาวจนอึไม่ออก จะมีชีวิตรอดจนได้ปริญญามั้ยเนี่ยตู -"-

15 July 2005

บ๊ายบาย

ในที่สุดก็ได้วีซ่าเสียที หลังจากต้องรอสถานฑูตอืดอาดมาตั้ง 2 อาทิตย์ โชคดีที่ กพ. จองตั๋วเดินทางวันที่ 15 ก.ค. ไว้ตามที่ขอไป ก็เลยรูดซิปกระเป๋า เดินทางลงไปกรุงเทพตั้งแต่เช้าวันที่ 14 เลย

มันเป็นการลาจากที่เงียบเหงามาก เทียบกับตอนไปเรียนต่อปริญญาโทเมื่อ 7 ปีที่แล้ว มีคนมาส่งเต็มไปหมดตั้งแต่เชียงใหม่ยันดอนเมือง แต่งวดนี้มีแต่พ่อ แม่ น้องชาย และเพื่อนน้องชายอีกคนที่กำลังจะบินไปกรุงเทพเที่ยวต่อจากนั้นพอดี ก็สมควรหละ ดันบินรอบ 7 โมงเช้า ใครจะตื่นทัน (ฮา)

ปกตินกแอร์ให้กระเป๋าหนักได้ 15 กก. แต่ของข้าพเจ้าจะไปเรียนต่อ 3 ปี เลยซัดไปซะ 26 กก. นี่ขนาดเอาของหนักๆ ยัดกระเป๋าเป้ไว้เกือบหมดแล้วนะเนี่ย ปกติต้องเสียตังค์อีกกิโลละ 60 บาท แต่น้องกราวด์คนใจดีบอกครั้งนี้ยกให้ ไม่ต้องจ่ายเพิ่ม เฮ้อ เกิดมาหน้าตาดีก็สบายงี้แหละ ^^

พอถึงกรุงเทพก็ได้พฤกษ์เป็นคนมารับ พร้อมไปส่งเดินเรื่องเอกสารต่างๆ ตั้งแต่ไปรับวีซ่าที่ ถ.สาธร เอาวีซ่าไปรายงาน กพ. ที่ ถ.พิษณุโลก แล้วรับใบจองตั๋วเครื่องบินจาก กพ. ไปเอาตั๋วที่การบินไทยหลานหลวง เอาตั๋วกลับมา กพ. รายงานตัวกรอกแบบฟอร์มครั้งสุดท้ายแล้วไปเบิกเงินที่ธนาคาร สรุปต้องวิ่งไปวิ่งมาทั้งวัน สงสัยหน่วยงานพวกนี้เค้าตั้งใจร่วมมือกันสนองนโยบายรัฐบาล แต่ตีความไม่ค่อยแตก รัฐบาลเค้าสนับสนุน One Tambon One Product (OTOP) กับ One Stop Service อันนี้พี่ท่านดันเอามารวมกันเป็น One Stop One Service เสียนี่ เฮ้อ -_-'

เย็นนั้นไปกินอาหารญี่ปุ่นที่โรงแรม The Emerald ห้องอาหารไดอิจิ หัวละ 458 บาท กับพฤกษ์ เชษฐ์ ปุ๋ย ปุ๊ก อร่อยดี กินกันจนพุงกาง เสียดายดันถ่ายรูปกันตอนกินอิ่มแล้ว ไม่งั้นจะได้โชว์ให้คนแถวนี้อิจฉาเล่น อิอิ

รุ่งขึ้น วันที่ 15 ก.ค. 2548 ประมาณบ่ายสองก็ได้ฤกษ์ขอพฤกษ์มาส่งที่ดอนเมือง แล้วก็ออกเดินทางมากับ TG991 สู่ท่าอากาศยานซิดนีย์

ขอบคุณพฤกษ์มากๆ ที่อุตส่าห์ช่วยรับส่ง แถมยังให้นอนห้องแอร์ฟรีด้วย หุหุ