The Intersect

31 August 2005

ฉลาด

สุราเมรัยที่เป็นหนึ่งในข้อห้ามของศาสนาพุทธของเรานี่จริงๆ แล้วมีข้อดีนะครับ เพราะมันช่วยทำให้คนที่ดื่ม "ฉลาดขึ้น" ผมเคยฟังปรัชญานี้มาจากใครก็ไม่รู้ เห็นว่าน่าสนใจดี เชื่อหรือไม่เชื่อลองมาฟังกันดู

ก่อนอื่นลองนึกภาพฝูงวัวป่าในทุ่งหญ้าแถบแอฟริกา ฝูงวัวฝูงหนึ่งจะสามารถวิ่งได้เร็วที่สุดเท่ากับวัวตัวที่วิ่งได้ช้าที่สุด จริงมั้ยครับ เพราะต่อให้วัวกลุ่มที่แข็งแรงจะวิ่งได้เร็วขนาดไหนก็จำเป็นต้องชะลอเพื่อรอเพื่อนที่อ่อนแอกว่าตลอด

ทีนี้เวลาฝูงวัวถูกล่า ไม่ว่าจะเป็นเสือ สิงโต หรือนายพราน เวลาต้องการจะล่าวัวจะทำอย่างไร นักล่าจำเป็นหรือเปล่าที่จะต้องล่าวัวตัวที่แข็งแรงที่สุด คงไม่มีใช่ไหมครับ เรื่องอะไรจะต้องไล่ตามให้เหนื่อย ดังนั้นเวลาถูกล่า วัวตัวที่โดนสอยก่อนเพื่อนก็คือตัวที่วิ่งได้ช้าที่สุดนั่นเอง

เมื่อวัวตัวที่วิ่งได้ช้าที่สุดกลายเป็นอาหารของนักล่าไป ฝูงวัวก็สามารถวิ่งได้เร็วขึ้น

ฉันใดก็ฉันนั้น

มีงานวิจัยทางการแพทย์นานมาแล้วยืนยันว่า สุรามีฤทธิ์ทำลายเซลล์สมอง

ทีนี้นักปรัชญาในวงเหล้าก็จับมาประยุกต์เข้ากับทฤษฎีวัวแอฟริกา เปรียบเทียบสมองเหมือนฝูงวัว สมองของคนเราจะสามารถทำงานได้เร็วที่สุดเท่ากับความสามารถของเซลล์สมองเซลล์ที่ช้าที่สุด

ถ้าดื่มเหล้าเข้าไป เหล้าก็จะไปทำลายเซลล์สมองที่อ่อนแอ ทำให้สมองส่วนที่เหลืออยู่สามารถทำงานได้เร็วขึ้น!! ยิ่งกินเยอะก็ยิ่งทำให้สมองไว!!

มีใครเชื่อมั่งครับ :D

30 August 2005

นางแบบ

ช่วงนี้ที่ออสเตรเลียกำลังมีข่าวค่อนข้างต่อเนื่องของนางแบบดังคนนึงที่ไปเที่ยวบาหลี แล้วโดนจับว่าพกยาอี 15 เม็ด (บางแหล่งบอก 2 เม็ด) ซึ่งตามกฏหมายของอินโดนีเซีย นางแบบอายุ 24 ปีคนนี้อาจจะต้องรับโทษจำคุกถึง 15 ปีทีเดียว เฉลี่ยเม็ดละ 1 ปีเลยนะเนี่ย

พอข่าวออกมาอย่างนี้คนออสเตรเลียกลุ่มนึงก็เลยออกมาโวยวายกันใหญ่ บอกว่าจริงๆ แล้วยาเสพติดประเภทยาอีก็ไม่ได้มีฤทธิ์รุนแรงอะไรมากมาย ทำไมต้องลงโทษกันขนาดนี้ด้วย ไม่ได้ไปฆ่าคนตายซะหน่อย

ตอนนี้มีชาวออสเตรเลียหลายสิบคนที่ถูกจับในอินโดนีเซีย บ้างก็โดนจำคุก บ้างก็มีโทษถึงประหาร วันก่อนเห็นหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นที่นี่เขียนคอลัมน์เหมือนไปด่าอินโดนีเซียว่าทำรุนแรงเกินเหตุ แถมยังจับได้แต่คนเสพ ทีคนขายจับไม่ได้ แล้วไม่ยอมดูคนของตัวเองว่าไปโง่ให้เค้าจับได้ได้ยังไง

โทษของการมียาอีในครอบครองของออสเตรเลีย ในรัฐ NSW คือปรับ $5,000 และอาจต้องทำงานเพื่อสังคม หรือถ้าหนักหน่อยก็อาจต้องเข้าคุกอย่างมาก 2 ปีครับ ถือว่าเป็นยาเสพติดที่ไม่ร้ายแรงเท่าไหร่ ไม่เหมือนเฮโรอีนที่ถ้าเจอปุ๊บนี่โดนจับปรับแล้วยัดเข้าตะรางทันที

แต่โทษของการมียาอีในประเทศแถบเอเชียของเราจะรุนแรงกว่าเยอะ โดยเฉพาะในประเทศมุสลิมจะยิ่งรุนแรงมาก อย่างกรณีนี้ก็มีสิทธิ์โดน 10-15 ปี ซึ่งถ้าจะไปเที่ยวประเทศเขาก็ควรจะเคารพกฏเกณฑ์ของประเทศเขา จะมาโอดครวญว่ารุนแรงไม่มีเหตุผลไม่ได้ ต่างกรรมต่างวาระ

ทีของประเทศตัวเองกว่าจะขอวีซ่าเข้าประเทศได้ต้องเอาหลักทรัพย์ไปแสดงตั้งเท่าไหร่ แถมเวลานักท่องเที่ยวบินมา ในเครื่องบินก็ยังประกาศจนน่ารำคาญ "Australia is special. Australia is special." ย้ำจนหูแฉะว่าเอาโน่นเอานี่เข้าไม่ได้นะมันผิดกฏหมาย อาจโดนลงโทษโดนนั่นโดนนี่ได้นะ พอมาเจออย่างนี้เข้า ทำมาเป็นจะเรียกร้องสิทธิ

เจออย่างนี้เข้าไปบ้างก็จะได้รู้ว่าเข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม นะจ๊ะออสซี่ทั้งหลาย

29 August 2005

Fantasy Football

ฟุตบอลอังกฤษฤดูกาล 2005-2006 เริ่มต้นขึ้นแล้วเมื่อต้นเดือน ตอนนี้แข่งกันไปแล้ว 4 นัด กำลังสนุกเลยครับ ต้องมาช่วยกันลุ้นว่าเชลซี อาร์เซนอล แมนยู ลิเวอร์พูล หรือทีมไหนที่จะได้แชมป์ ยังเหลือเวลาอีกยาวไกลครับ

กิจกรรมหนึ่งที่จะมีไปพร้อมๆ กับการเปิดฤดูกาลของฟุตบอลพรีเมียร์ลีก นอกจากการพนันแล้วก็คือเกมส์ชนิดหนึ่ง ที่ให้ผู้เล่นทั่วโลกได้เข้ามาจัดทีมในฝันของตัวเอง แล้วนำแต้มและสถิติจากการแข่งขันจริงแต่ละสัปดาห์มาคำนวณเป็นแต้มที่ทีมของผู้เล่นจะได้รับ เกมส์นี้มีชื่อว่า Fantasy Football ครับ

การนับคะแนนก็ทำง่ายๆ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าผมเลือกกองหน้าเป็นอองรี แล้วสัปดาห์นี้อองรีตัวจริงยิงประตูได้ 1 ลูก ผมก็จะได้ 7 คะแนน ถ้ายิงได้ 2 ลูก ผมก็จะได้ 14 คะแนน คะแนนที่ได้ก็จะคิดจากสถิติหลายอย่างเช่นยิงเข้ากรอบ การเซฟลูกยิงของนักเตะทุกคนในทีม นอกจากนั้นถ้านักฟุตบอลซุ่มซ่ามทำฟาล์วหรือได้ใบเหลืองใบแดงก็จะมีคะแนนติดลบด้วย

การจัดทีม ผู้เล่นจะต้องเลือกนักเตะ 11 ตัวให้อยู่ในวงงบประมาณ 100 บาท นักเตะเก่งๆ ก็จะแพงหน่อย อย่างนายห้อยทมิฬ เธียรี่ อองรี ที่เป็นดาวยิงสูงสุดฤดูกาลก่อนนี่ราคาสูงถึง 26 บาท กินงบทำทีมไปถึง 1 ใน 4 ทำให้ซื้อพวกตัวดีๆ พวกนี้ได้ไม่กี่ตัว หรือถ้าจะซื้อเข้ามาจริงก็อาจต้องยอมให้นักเตะที่เหลือในทีมเป็นพวกโหลยโท่ย 3 ตัว 10 บาท อะไรทำนองนั้น

ดังนั้นวิธีที่จะทำให้ได้คะแนนเยอะๆ ก็คือต้องมานั่งวิเคราะห์ว่าทีมไหนจะแข่งกับทีมไหน ใครน่าจะยิงได้ ใครน่าจะได้ลงแข่ง ใครน่าจะเล่นได้ดี สนุกดีครับ เคยได้ยินอาจารย์แถวๆ วิศวะ มช. คนนึงเล่าว่า เคยติดเกมส์ประเภทนี้จนเรียนจบเอกช้าไป 1 ปี ตัวใครตัวมันนะครับงานนี้ :D

ตอนนี้ลีกที่ผมสมัครไปเล่นอยู่มีคนไทยที่รู้จักอยู่ 3 คน ตัวผมเอง คุณพฤกษ์ (CPE#2 คู่หูของ อ.พฤษภ์ และประธานบริษัท Wide Information Network) และ คุณช้าง (หมอนี่ตัวชวนมาเล่น) เล่นอยู่ลีกของคนไทยชื่อว่า Pantip Music League ครับ

ผ่านไป 3 สัปดาห์ ก็ทำคะแนนได้ไม่ถึงกับหรูเลิศ แต่ก็ไม่น้อยหน้าใครเหมือนกัน สัปดาห์แรกอยู่อันดับ 9 แล้วค่อยๆ ไต่ขึ้นมาตอนนี้อยู่อันดับ 5 แล้ว

คุณพฤกษ์นี่อาการหนักหน่อย มัวแต่เชียร์ทีมรักมากไปนิด เลือกนักเตะจากทีมโปรดของตัวเองเป็นหลัก พอทีมแพ้ก็เลยได้แต้มน้อย ตอนนี้กำลังลุ้นหนีตกชั้น

ส่วนคนที่ได้อันดับ 1 ของลีกตอนนี้ ยังจำคลับคล้ายคลับคลาได้ว่าตอนสัปดาห์แรกยังเป็นรองบ๊วยอยู่เลย ผ่านไปแป๊บเดียวผงาดขึ้นมาเป็นจ่าฝูง ทำคะแนนทิ้งห่างอันดับ 2 ไปสิบกว่าแต้ม ไม่ใช่เล่นๆ เลย

หมอนี่ไม่ใช่ใครที่ไหนหรอกครับ

คุณช้าง ของเรานี่เอง (ท่าทางเปลี่ยนอาชีพไปเป็นนักพนันบอลจะรุ่งกว่าเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยเนาะ :D)

28 August 2005

Initial D

เพิ่งดูหนังเกี่ยวกับแข่งรถเรื่อง Initial D จบไปครับ เค้าถ่ายทำดำเนินเรื่องได้มันส์ดี พระเอกใช้รถกระป๋องร้านเต้าหู้ขับบี้กับรถแข่งขึ้นเขาหน้าตาเฉย ใครได้ดูแล้วก็อย่าไปเลียนแบบนะครับ นั่นมันหนัง

หนังเรื่องนี้สร้างมาจากการ์ตูนญี่ปุ่นครับ ตอนนี้การ์ตูนเรื่องนี้ก็ยังไม่จบ ป่านนี้คงจะประมาณเล่ม 20 กว่าๆ แล้ว พอดีผมเองก็ไม่เคยอ่านเพราะดูแล้วรูปมันไม่สวย ไม่ชวนให้อ่านเลย แต่คนที่ชอบกีฬาประเภทมอเตอร์สปอร์ทคงจะถูกใจไม่น้อย


จุดเด่นของพระเอกคือการขับ "ดริฟต์ (Drifting)" หรือการเข้าโค้งให้รถปัดแล้วเหยียบต่อโดยไม่เสียความเร็ว เทคนิคนี้ไม่ใช่ทำกันง่ายๆ นะครับ ขนาดในเกมส์แข่งรถยังกดยากเลย แถมถ้าไม่เก่งจริงปัดทีก็อาจจะได้หมุนตกเขาไปเลย ถ้าอยากลอง แนะนำว่าลองโรยถั่วเขียวไว้ที่โค้งขุนกรรณ์ดอยสุเทพ โรยให้ทั่วเลยนะครับเสร็จแล้วก็ขับรถลงดอยมาด้วยความเร็วซัก 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พอล้อทับถั่วเขียวก็ลองเหยียบเบรคดู รับรองได้ดริฟต์กันถึงนรกแน่

ไอ้เจ้าตี๋ เจย์ โชว์ ที่แสดงเป็นพระเอกนี่ก็แสดงได้สุดยอดไร้อารมณ์เลยครับ ทำหน้าซังกะตายทั้งเรื่อง นี่ถ้าหันมาเอาดีทางตลกสงสัยพี่ ปลาคาร์ฟ เชิญยิ้ม ได้ตกงานแน่ๆ เพราะเล่นแต่ละอารมณ์หน้าตาไม่เปลี่ยนเลย ไม่ว่าจะจะดีใจ เสียใจ ลุ้น ตกใจ ฯลฯ ยังงงอยู่ว่ามันดังได้ยังไงฟะเนี่ย

เรื่องของเรื่องก็คิดว่าพวกเปรตนักซิ่งบ้านเราคงจะดูหนังเรื่องนี้แล้วได้แรงบันดาลใจขึ้นมาน่ะสิครับ ที่มีข่าวอยู่ช่วงสัปดาห์ก่อนว่าจะขอปิดถนนแข่งรถเนี่ย ดีที่ตอนสรุปได้ยินว่าไม่มีใครเห็นด้วย ไม่งั้นคงได้เก็บศพกันวุ่นวายพิลึก

สุดท้าย หนังเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า..



รักนะ....เด็กโง่

26 August 2005

วันสุข

วันศุกร์ หรือที่เรารู้จักกันว่า "วันเสาร์น้อย" นี่เป็น "วันแห่งความสุข"จริงๆ ครับ

หลังจากส่งงานให้อาจารย์ดูไปแล้ว ประชุมกลุ่มเรียบร้อยแล้วในวันพฤหัส แรงขับที่จะทำให้อ่านหนังสือหรือทำงาน รวมทั้งอาการปวดหัวปวดท้องต่างๆ ก็หายไปเป็นปลิดทิ้ง จริงๆ แล้วอาการนี้เริ่มตั้งแต่คุยกับอาจารย์แล้วหละ วันพฤหัสก็คือ "วันศุกร์น้อย" นี่เอง

เปิดเว็บดีกว่า เล่นเกมส์ดีกว่า ดูหนังดีกว่า เบื่อๆ ก็นอน อิอิอิ

ไม่รู้จะเขียนอะไร เพราะแทบไม่ได้ทำอะไร

สุขจริงๆ

25 August 2005

กระดูก

อยากกินขนมจีนน้ำเงี้ยวอีกแล้วครับ วันนี้ก็เลยออกไปทัวร์ซุปเปอร์มาร์เก็ตกันกับภรรยาสองคน

น้ำพริก มีแล้ว ขนมาจากเมืองไทยตั้งแต่เดือนก่อน เก็บไว้ในตู้เย็นอย่างดี
หมูสับ มีแล้ว วันก่อนตบมาจาก Bi-Lo ตอนมันลดราคาเพราะใกล้หมดอายุ
กระดูก มีแล้ว วันก่อนตบมาจาก Bi-Lo พร้อมกับหมูสับ เพราะมันใกล้หมดอายุ ลดราคาเหมือนกัน
เส้น มีแล้ว เป็นเส้นอะไรก็ไม่รู้คล้ายๆ ขนมจีน คาดว่าคงใช้แทนกันได้
ผักชี กระเทียม ก็มีแล้ว เครื่องปรุงพร้อมหมดแล้วมั้ง

อ๊ะ ขาดไปอย่างนึง มะเขือเทศนั่นเองครับ คุณตุ๋มบอกว่าถ้าไม่มีมะเขือเทศไม่อร่อยนะ

ก็เลยขับรถไป Coles กันสองคน จะไปซื้อมะเขือเทศกับเส้นขนมจีนเพิ่มซักหน่อย

พอถึง Coles คุณตุ๋มก็นึกขึ้นได้ว่า เอ แวะร้านขายเนื้อซื้อกระดูกหมูมาทำซุปเพิ่มมั้ย เพราะที่ต้มอยู่มีนิดเดียว เดี๋ยวไม่อิ่ม จะได้รวดซื้อเผื่อทำอาหารต้มๆ ครั้งต่อไปด้วย ซื้อที่ร้านขายเนื้อน่าจะดีเพราะตามซุปเปอร์มาร็เก็ตมันมีบ้างไม่มีบ้าง ว่าแล้วก็เดินเข้าไปถามพนักงานอย่างมั่นใจ
"มีกระดูกหมูมั้ยครับ กระดูกหมูที่เอาไว้ทำซุป"

พนักงานสาวอึ๋มทำหน้างงพักนึง แล้วก็เอิ้นถามพนักงานหนุ่มด้านใน
"มีกระดูกหมูเหลือบ้างมั้ยตัวเอง"

พนักงานหนุ่มตอบกลับมาอย่างเลือดเย็น



"กระดูกให้หมากินใช่ป่าว เดี๋ยวนะ ขอเข้าไปดูหลังร้านก่อน"

-"- คนกินเฟ้ย ไม่ใช่หมา

23 August 2005

Paper

เรียนปริญญาเอก ต้องอ่านงานวิจัย อ่านวารสาร อ่านตำรา อ่านวิทยานิพนธ์ เยอะๆ ครับ เพื่อที่จะนำความรู้ต่างๆ มาประมวลผล แล้วสร้างเป็นองค์ความรู้ใหม่ขึ้นมา

เมื่อก่อนที่เคยค้นคว้าข้อมูลทางวิชาการเหล่านี้เพื่อเอาไปสอนนักศึกษาก็ไม่ได้ยากอะไร เพราะสามารถหาได้ทั่วไปโดยใช้ Search Engine อย่าง Google แต่พอมาเรียนเองปรากฏว่าชักจะไม่พอแล้วครับ

ซาจี๊แนะนำว่าพวกเอกสารบนเว็บต่างๆ มันก็พอใช้ได้ แต่ส่วนใหญ่มันจะไม่ละเอียดเท่าไหร่ แล้วก็จะเป็นเอกสารในแนว Commercial ซะส่วนใหญ่ พวกที่เป็นแนววิชาการก็จะไม่ค่อยใหม่เท่าไหร่นัก ถ้าอยากได้ข้อมูลใหม่ๆ ซิงๆ จริงๆ ต้องไปค้นคว้าเปเปอร์พวกงานวิจัยเชิงลึกที่ตีพิมพ์ตามวารสารวิชาการดังๆ หรือพวกงานประชุมวิชาการ (Conference) ใหญ่ๆ จะสามารถเอามาอ้างอิงได้ดีกว่า

ในเชิงวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ ขุมความรู้ที่ใหญ่ที่สุดที่ซาจี๊แนะนำก็จะมีอยู่ 2 ที่คือ Accociation of Computing Machinary (ACM) และ Institute of Electrical and Electronics Engineers (IEEE) ครับ แต่ที่แย่ก็คือ เวลาจะเข้าไปโหลดพวกเอกสารงานวิจัยที่นี่มาอ่าน ต้องเป็นสมาชิกเท่านั้น! ตอนอยู่ มช. ไม่มีปัญหาเพราะเป็นมหาวิทยาลัยสมาชิกอยู่แล้ว สามารถเข้าไปโหลดเปเปอร์ได้เลย แต่เนื่องด้วยที่มหาวิทยาลัยชั้นนำอย่าง UNE เป็นมหาวิทยาลัยเล็กๆ เลยไม่ได้สมัครเป็นสมาชิกด้วย ถ้าอยากจะอ่านก็ต้องสมัครสมาชิกเอง ปีละพันกว่าบาท

มหาวิทยาลัยอะไรเนี่ย บ้านนอกที่สุด!

ด้วยความงก เรื่องอะไรจะสมัครเอง ช่วงแรกๆ ก็เลยขอเจ้าน้องชายที่เป็นอาจารย์อยู่ มช. ดาวน์โหลดงานวิจัยที่น่าสนใจมาให้ แล้วก็ใช้ Google Scholar ช่วยไปพลางๆ แต่นานๆ ไปพองานเยอะๆ มันก็ไม่ค่อยสะดวก ก็เลยปรึกษากับ คุณปื๊ด ว่าจะทำเยี่ยงไรดี คุยกัยไปคุยกันมาก็ได้ข้อสรุปว่า ถ้าเขียนโปรแกรมให้คอมพิวเตอร์ที่ มช. โหลดงานวิจัยมาก่อน แล้วผมค่อยมาโหลดต่อจากคอมพิวเตอร์เครื่องนั้น ก็สี้นเรื่อง

ว่าแล้วคุณปื๊ดก็จัดการเขียนสคริปต์โปรแกรมง่ายๆ ขึ้นมาชุดนึง หน้าตาไม่สวย แต่ประสิทธิภาพสูงส่งยิ่งนัก แก้ไขก๊อกๆ แก๊กๆ พักนึงก็สามารถใช้งานได้ดั่งหวัง สุดยอด!

ตอนนี้นักเรียนนอกในมหาวิทยาลัยบ้านนอกก็เลยกระหน่ำโหลดเปเปอร์กันอย่างสนุกสนาน โดยเฉพาะช่วงเช้าที่ออสเตรเลีย คอมพิวเตอร์ มช. จะดูดข้อมูลต่างๆ ได้เร็วมาก

แก้ปัญหาเรื่องแหล่งข้อมูลได้แล้ว ทีนี้ก็มาเจอปัญหาที่ใหญ่ที่สุดจนได้ครับ

จะทำไงให้อ่านเปเปอร์แล้วไม่หลับ ใครก็ได้ช่วยที ~~>_<~~

21 August 2005

ขูดรีด

วันอาทิตย์สุดสัปดาห์ ก็เป็นวันแห่งการพักผ่อนและเล่นกีฬาตามเคยครับ วันนี้ไปเล่นแบดมินตันหลังจากสัปดาห์ก่อนตีสควอช เดินๆ อยู่หน้าประชาสัมพันธ์ ก็เจอเรื่องเล็กๆ น้อยๆ มาเล่าสู่กันฟัง

เรื่องของเรื่องก็คือรู้สึกหงุดหงิดมากครับที่มหาวิทยาลัยที่นี่ แล้วเท่าที่ได้ยินมาก็จะเป็นมหาวิทยาลัยทั้งหมดของออสเตรเลีย ทำไมถึงต้องเก็บเงินมหาโหดกับการเล่นกีฬาแต่ละครั้งด้วย ค่าเทอมก็จ่ายแล้ว แถมนักศึกษาต่างชาติยังจ่ายแพงกว่านักศึกษาออสเตรเลียตั้งไม่รู้เท่าไหร่ เรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างงี้ทำไมถึงต้องมาขูดรีดกันอีก

นิดหน่อยก็จะเอา!!

ยังจำได้ว่าตอนไปเรียนโทที่อังกฤษเมื่อ 6 ปีก่อน ทุกอย่างฟรีครับ ทั้งๆ ที่มหาวิทยาลัยใหญ่กว่า ใหม่กว่า ทุกอย่างทันสมัยกว่า นักศึกษาเยอะกว่า ขอแค่โทรไปจอง ทุกอย่างฟรีครับ! ฟรี! ไม่ว่าจะเป็นฟุตบอล เทนนิส สควอช ฯลฯ

แต่ที่ออสเตรเลียมันไม่ใช่อย่างนั้น ลองมาดูค่าบริการต่างๆ ของ UNE กันนะครับ สมมุติให้ $1 เท่ากับ 30 บาท (จริงๆ แล้วช่วงนี้ค่าเงินมันจะต้องเป็น 31-32 บาทครับ)

Facility
ราคา (บาท)
นักศึกษา UNE
บุคคลทั่วไป
สระว่ายน้ำ (ครั้งละ)4290
ยิม (ครั้งละ)81210
ยิม (เทอมละ)6601,050
คลาสฟิตเนส (ครั้งละ)114225
คลาสฟิตเนส (10 ครั้ง)9902,010
คลาสฟิตเนส (20 ครั้ง)1,7403,660
สควอช (สนาม/ชั่วโมง)120180
สควอช (เช่าไม้)7575
เทนนิส (สนาม/ชั่วโมง)132225
เทนนิส (เช่าไม้)7575
ปิงปอง (โต๊ะ)81165 (เหมารวมอุปกรณ์)
ปิงปอง (เช่าอุปกรณ์)45-
แบดมินตัน (สนาม/ชั่วโมง)114210
แบดมินตัน (เช่าไม้)7575
บาสเก็ตบอล (ต่อคน)4560
บาสเก็ตบอล (เช่าลูก)4560
ฟุตบอล (ต่อคน)3030
ฟุตบอล (เช่าลูก)3030
วอลเล่ย์บอล (ต่อคน)3030
วอลเล่ย์บอล (เช่าลูก)3030

ยังดีที่ยังพอจะมีวิธีลดค่าใช้จ่ายได้บ้าง เช่นแบดมินตัน ถ้าเป็นสมาชิกก็เสียเทอม (14 สัปดาห์) ละ $15 หรือประมาณ 450 บาท แต่ก็เล่นได้แค่สัปดาห์ละ 2 ครั้ง แถมต้องแย่งคอร์ทกันเหมือนอย่างปัจจุบัน ถ้าตีไม่เก่ง หรือมาช้าหน่อย ก็อาจจะได้เล่นแค่เกมส์สองเกมส์ แต่ถ้าไม่เป็นสมาชิก หนึ่งเทอมถ้ามาเล่นทุกอาทิตย์ก็จะต้องเสียถึงพันห้าร้อยกว่าบาทเฉพาะค่าคอร์ท หรือถ้าเป็นสมาชิกกีฬาอย่างหนึ่งก็ไม่ควรจะไปเล่นหรือไปเป็นสมาชิกกีฬาอีกอย่างหนึ่ง เพราะมันแพง!

น่าสงสารจริงๆ นักเรียนนอก แค่จะออกกำลังกายในมหาวิทยาลัยยังโดนขูดรีดเลย -"-

20 August 2005

ล่ม

จริงๆ แล้ววันเสาร์นี้ นัดกับนักเรียนไทยอีก 7 คน รวมเป็น 9 คนจะไปดูปลาวาฬอีกรอบ หลังจากที่ครั้งก่อนไปแล้วเรือออกไม่ได้ครับ

นัดกันซะดิบดี คุณตุ๋มโทรไปจองคิวเรือตั้งแต่วันพฤหัส แล้วก็นัดแนะกันมั่นเหมาะเรียบร้อย คาดว่าจะเอารถไป 3 คัน ขับรถออกตั้งแต่เช้า จะได้ไปทันออกเรือดูปลาวาฬรอบบ่าย

แต่พอวันจริง ปรากฏว่าฝนตกมืดฟ้ามัวดินตั้งแต่เช้าตรู่ พอเข้าไปเว็บดูพยากรณ์อากาศก็บอกว่าที่ Coffs Habour มีโอกาสฝนตก (Possible Shower) และก็มีทำนายว่าคลื่นจะแรงมากอีกต่างหาก

เลยกลายเป็นว่าทริปล่มไปโดยปริยาย ทัวร์กะเหรี่ยงทั้งหลายก็เลยแยกย้ายบ้านใครบ้านมันตามระเบียบ แต่เนื่องจากฤดูกาลดูปลาวาฬยังมีอยู่จนถึงเดือนกันยายน ทุกคนจึงมีความเห็นตรงกันว่า "อาทิตย์หน้าไปใหม่"

อาทิตย์หน้าขอให้ฝนอย่าตก คลื่นลมอย่าแรงเล้ย สาธุ! -"-

19 August 2005

กินหรู

เขียน Blog ออกเรื่องวิชาการซะหลายวันดูเหมือนคนจะอ่านน้อยลง เลยวกกลับมาเรื่องอาหารดีกว่า ^^

หลังจากรอคอยมาสามสัปดาห์ ก็ได้ฤกษ์โซ้ยไข่เค็มที่ดองไว้เสียที อยู่เมืองไทยมันหาง่ายอะนะครับไข่เค็มเนี่ย แต่พอมาบ้านนอกของออสเตรเลียอย่างนี้ ไม่รู้จะไปหากินที่ไหน ก็เลยทำเองซะหมดเรื่อง น่าเสียดายที่หาไข่เป็นไม่ได้ ก็เลยใช้ไข่ไก่ไปพลางๆ คว้าขวดโหลเก่าๆ มาต้มน้ำเกลือ แล้วก็เอาไข่แช่ ปิดฝาซะ แค่นี้ก็เรียบร้อย


สามสัปดาห์ผ่านไป จากไข่ไก่ธรรมดา ก็จะกลายเป็นไข่เค็มสมบูรณ์แบบ ไข่แดงกลมดิ๊ก สีเข้มกว่าไข่สดอยู่พอดูเหมือนกัน สรุปว่าสูตรนี้ได้ผลครับ

หลังจากนั้นก็จัดการนำวุ้นเส้นมาผัดกับหมูสับ ใส่ผัก ใส่พริกตามชอบใจ ไม่ต้องตวง แล้วก็ได้ออกมาเป็น ผัดวุ้นเส้นไข่เค็ม อย่างจานข้างล่าง

อร่อยนะครับจะบอกให้ แล้วก็หาที่ไหนไม่ได้ด้วยขอบอก เมนูนี้ไม่มีในร้านไทยแถวนี้ กินได้ที่นี่ที่เดียวเท่านั้น เรียกได้ว่าหรูสุดๆ เหลืออีก 4 ฟอง เอาไว้ทำอะไรดีน๊า ^^

นอกจากนั้นคุณตุ๋มยังซ้ำเติมความหรูด้วยการตบท้ายด้วย ข้าวเหนียวเปียกลำไย ครับ อุอุ ข้าวเหนียวหอมๆ หวานๆ ราดหน้ากะทิ มันช่างอร่อยเหาะเหมาะกับเป็นของหวานอะไรอย่างนี้หนอ


อิจฉามั้ยครับ พวกเด็กนอกทั้งหลาย ^^

17 August 2005

Tinglish

วันก่อน คุณช้าง ส่ง URL น่าสนใจอันนึงมาให้ เป็นเรื่องเกี่ยวกับ Tinglish หรือภาษาอังกฤษแบบไทยๆ อ้างอิงมาจาก Wikipedia ครับ

ก่อนอื่นเล่าเรื่อง Wikipedia ก่อนซักนิดนึงสำหรับใครที่ยังไม่รู้จัก Wikipedia เป็นสารานุกรม (Encyclopedia) ฉบับอินเตอร์เน็ตที่ใหญ่และน่าจะสมบูรณ์ที่สุดในโลก เรียกได้ว่าสามารถค้นหาได้ทุกเรื่อง ตั้งแต่ ไม้จิ้มฟัน ยัน เรือรบ ครับ คอนเซ็ปต์ที่น่าสนใจของสารานุกรมเล่มนี้ก็คือ เปิดกว้างให้ทุกคนสามารถเขียนเรื่องที่ตัวเองชำนาญลงไปในสารานุกรมได้เต็มที่ โดยที่จะมีผู้ที่สนใจคนอื่นคอยช่วยตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลที่ถูกเขียนลงไป ถ้ามีที่ผิดก็สามารถแก้ไขได้ สังเกตได้จากจะเห็นฟังก์ชั่น [edit] เล็กๆ ต่อท้ายข้อมูลในแต่ละส่วนของสารานุกรมเสมอ ดังนั้น คงไม่แปลกที่ Wikipedia จะมีอัตราการเจริญเติบโตแบบทวีคูณ และน่าจะเป็นฐานข้อมูลที่มีประโยชน์มากสำหรับผู้ที่ไม่ต้องการความรู้เชิงลึกมากนัก

กลับมาที่ Tinglish กันดีกว่า ใน Wikipedia เค้าให้ความหมายไว้ว่าเป็นภาษาอังกฤษแบบผิดๆ ที่พูดโดยคนไทย เนื่องจากความแตกต่างด้านภาษา โดยจะมีข้อผิดพลาดส่วนใหญ่ในเรื่อง การออกเสียง การใช้คำผิด การสะกดผิด และโครงสร้างทางภาษา (Grammar) ผิด

ตัวอย่างของ Tinglish ที่เค้ายกไว้ แล้วดูฮามากก็อย่างเช่น
- "same same" อันนี้ใครเคยใช้มั่งยกมือขึ้น
- "open/close the light" เปิด/ปิดไฟ
- "take a bath" จริงๆ ถ้าจะให้ถูกต้องเป็น "take a shower" อันนี้เพิ่งรู้เหมือนกัน ^^"


นอกจากนั้น Tinglish ก็ยังวิวัฒนาการไปอีกขั้น โดยการประยุกต์ภาษาไทยเข้าไปปนกับภาษาอังกฤษแบบดื้อๆ โดยการใช้คำประเภท "ja" "na" "krub" "ka" "laew" และอื่นๆ อีกมากมายตามความพอใจของเหล่าเด็กแนว

ในด้านของการออกเสียง Wikipedia ก็ระบุไว้ว่า คนไทยส่วนมากจะมีปัญหามากกับการออกเสียงดังนี้
- ชอบออกเสียงพยัญชนะต้น "r" เป็น "l" (อันนี้ก็จริงของมัน)
- ชอบออกเสียงตัวสะกด "l" และ "r" เป็น "n"
- ชอบออกเสียงตัวสะกด "s" เป็น "t"
- ไม่สามารถแยกความแตกต่างของ "sh" และ "ch" ได้ เช่นคำว่า ship/chip หรือ sheep/cheap (อันนี้ผมยอมรับโดยดุสดีกว่าแค่ฟัง ตูยังฟังไม่ออกเลยเฟ้ย แล้วจะให้ตูออกเสียงยังไง จำได้ว่าตอนเรียนโทที่อังกฤษ อาจารย์ให้ออกเสียง ship/chip ทั้งชั่วโมง ก็ยังทำไม่ได้)
- ชอบออกเสียง "v" เป็น "w" (อ่า มันต่างกันด้วยเหรอ)
- ชอบออกเสียง "g" และ "z" สับสน เช่น dog เป็น dock
- ชอบออกเสียง "th" เป็น "t" หรือ "d" เช่น thin เป็น tin หรือ then เป็น den

แล้วคนอ่าน เป็นข้อไหนกันบ้างเอ่ย ^^

16 August 2005

พิฆาต!!

หน้าหนาวยังไม่หมดเลย แมลงวันเริ่มจะเข้ามารังควาญซะแล้ว

คุณตุ๋มบอกว่าบ้านนี้เมืองนี้ ช่วงหน้าร้อน แมลงวันจะเยอะมาก เยอะขนาดที่เวลาเดินออกไปข้างนอกฝรั่งจะมีหมวกพิเศษที่ใส่สำหรับกันแมลงวันบินเข้าปากกันเลยทีเดียว เหมือนเคยได้ยินน้องชายเล่าให้ฟังเหมือนกันว่าที่เมลเบิร์นก็มีแมลงวันเยอะไม่แพ้กัน แปลกใจอยู่ว่ามีเยอะแล้วเค้าไม่คิดจะกำจัดกันหรือยังไง จะปล่อยไว้ให้เป็นอาหารหมีโคอาล่าเรอะ

แต่นั่นมันเรื่องหน้าร้อน ตอนนี้มันยังหนาวติดลบอยู่เลย แมลงวันเปรตแถวนี้ก็ออกมาเพ่นพ่านซะแล้ว -_-

แมลงวันที่นี่ตัวโตมากครับ ตัวพอๆ กับหัวเขียวบ้านเรา เสียงบินหึ่งๆๆ ดังน่ารำคาญมาก เมื่อเช้านี้มีหลงเข้ามา 1 ตัวเพราะเปิดประตูทิ้งไว้ระหว่างเดินออกไปตากผ้า โคตรน่ารำคาญ แต่ก็ไม่รู้จะทำยังไงกับมันดี

ตอนเที่ยงระหว่างทำกับข้าว ก็เลยใช้วิธีเปิดประตูทิ้งไว้ เรียกว่าชี้ทางสว่างให้กับแมลงวัน ถ้ามันรักดี มันก็คงบินออกไปหาอาหารเองข้างนอก แต่ถ้ามันอยากจะบินวนไปวนมาจนตายอยู่ในบ้านก็ช่างหัวมัน

แต่ปรากฏว่าหลังจากเปิดประตูบ้านทิ้งไว้ไม่นาน รู้สึกว่าเสียงหึ่งๆ หวี่ๆ มันดังขึ้น ก็ยังแปลกใจ ปรากฏว่าเงยหน้าขึ้นมองไปรอบๆ แมลงวันเวรเพิ่มขึ้นมาอีกตั้งหลายตัว น่ารำคาญเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ

สวรรค์เปิดทางให้แล้วไยไม่เดิน กลับเลือกทางเดินลงนรก!!

ตบะแตกครับ ทนไม่ไหวแล้ว คว้าหนังสือพิมพ์ที่วางอยู่ใกล้ๆ มาม้วนเป็นแท่งๆ แล้วบรรจงฟาดไปที่ต้นเหตุแห่งความรำคาญ

ป๊าบ!!!

ได้ผลครับ 1 ศพ ค่อยๆ ร่วงลงสู้พื้นครัวช้าๆ ท่ามกลางความสะใจของผู้ตบ ยัง! ยังไม่พอ ยังมีอีกหลายตัว ประสาทสัมผัสทั้งห้าก็เริ่มตื่นตัว ตาดู หูฟัง ผิวหนังสัมผัส เพื่อที่จะจับรังสีอำมหิตของแมลงวันให้ได้ว่ามันอยู่ที่ไหน แล้วแมลงวันอีกตัวก็หยุดเกาะที่ม่านเพื่อพักเหนื่อย

ป๊าบบบบ!!!

เสียงตบด้วยหนังสือพิมพ์ม้วนเดิม มือข้างเดิม แต่ความซาดิสต์เพิ่มขึ้น ทำให้เสียงดังเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ร่วงไปอีก 1 ศพ เหลืออีก 2 ตัว!

ถึงตอนนี้ คุณภรรยาผู้แสนจะใจดีก็เดินมาห้าม บอกว่าสงสารมัน ขอใช้วิธีนุ่มนวลแทนดีกว่า ว่าแล้วก็เอาถุงแซ่วมาไล่จับแมลงวันที่เหลือแบบเป็นๆ แล้วเอาไปปล่อยนอกบ้าน แถมยังจับเก่งอย่างกับมืออาชีพ ก็ถือว่าโชคดีไปสำหรับแมลงวัน 2 ตัวที่เหลือ

พรุ่งนี้จะเขียนป้ายติดไว้ที่ประตูบ้าน "ห้ามแมลงวันเข้า (No Flies)" ถ้ายังใช้ไม่ได้ผลอีกคราวนี้จะจับศพเพื่อนมันแขวนประจานด้วยเลย ให้มันรู้ดำรู้แดงกันไป!

15 August 2005

Big Brother

Big Brother Australia วันนี้เป็นวันตัดสินครับ เป็นการเลือกโหวตครั้งสุดท้ายของสมาชิกผู้ชาย 2 คนที่เหลืออยู่ สองคนนี้มีจุดเด่นที่หน้าตาดีหนึ่งคน กับอีกคนหนึ่งที่ดูฉลาด

รายการนี้เป็นรายการที่เลือกคนมีบุคลิกต่างๆ กันมาแล้วจัดให้อยู่บ้านเดียวกัน ติดกล้องไว้ทั้งบ้านดูความเป็นไปของคนพวกนี้ มีสรุปความเป็นไปในแต่ละวันมาฉายทุกวัน ตอนแรกมีสมาชิก 20 คนทั้งชายและหญิง แล้วก็ถูกโหวตออกไปเรื่อยๆ หรือบางทีก็มีสมาชิกใหม่โผล่โจ๊ะโล๊ะเข้ามาในนามของ Intruder (ผู้บุกรุก) เข้าๆ ออกๆ จนมาวันนี้ผ่านไป 99 วันแล้ว เหลือแค่สองหน่อสุดท้ายเป็นชายทั้งคู่

มีข้อที่น่าสังเกตหลายอย่างเหมือนกันเกี่ยวกับพฤติกรรมการดูรายการทีวีแบบ Reality Show ประเภทนี้ ข้อที่เห็นชัดที่สุดก็คือ คนดูน่าจะมีทุกเพศทุกวัย แต่คนที่โทรไปโหวตน่าจะเป็นผู้หญิงซะส่วนมาก เห็นได้ง่ายๆ จากช่วงสัปดาห์แรกๆ คนโดนไล่ออกจากบ้านจะเป็นผู้หญิงซะส่วนใหญ่ (6 สัปดาห์แรกผู้หญิงออกไป 5 คน ส่วนผู้ชายออกไปคนเดียว จนผู้จัดรายการต้องเติมผู้หญิงให้เข้ามาเป็น Intruder อีกหลายคน) แล้วสองคนสุดท้ายที่เหลืออยู่ก็เป็นผู้ชายอีก เหอๆ

อีกจุดหนึ่งนี่น่าสนใจมากก็คือที่นี่ใช้วิธีการให้ประชาชนทั่วไปโหวต "ไล่" ต่างกับของบ้านเราที่ไม่ว่าจะเป็น Big Brother Thailand หรือ Academy Fantasia หรือ The Star ทุกรายการจะให้โหวต "อยู่ต่อ" เท่านั้น จริงๆ แล้วน่าทำวิจัยเหมือนกันว่าแบบไหนจะทำให้ได้เงินมากกว่า เพราะของที่นี่ ถ้าอยากให้คนที่เราเชียร์อยู่ต่อ ก็ต้องไล่โหวตไล่ชาวบ้านให้ครบ แต่ของบ้านเราก็แค่กระหน่ำโหวตคนที่เราเชียร์ก็พอ น่าสนใจครับ

ในระหว่างที่กำลังดูมันรำลึกความหลังกันอยู่ คุณตุ๋มก็เดินมาตัดหน้าแล้วคว้าโทรศัพท์ โทรไปโหวตไล่หนึ่งในสองสมาชิกที่ยังเหลืออยู่ ทีอย่างงี้ไม่งกเนาะ ^^"

จุดที่น่าสนใจอีกอย่างก็คือ ระบบดูดเสียง ของทีวีที่นี่ ปกติการดูดเสียงคำว่า "Fuck" ซึ่งเป็นคำไม่สุภาพออกก็ไม่น่าจะยากอะไรสำหรับเทปรายการต่างๆ แต่นี่เป็นรายการสด ระบบดูดเสียงก็ยังสามารถทำงานได้ดีไม่มีบกพร่อง ยังนั่งคุยกับคุณตุ๋มว่ามันทำได้ยังไง คุณตุ๋มบอกว่ามันคงมีระบบตรวจจับว่าพอเริ่มได้ยินเสียง "F..." ก็ตัดได้ทันที มันออกจะเก่งไปหน่อยรึเปล่า ถ้างี้เจอคำว่า "Fish" หรือ "Flower" มันก็ดูดหมดเลยสิ มันทำได้ยังไงรอ อ.ปื๊ดมาเฉลยละกันครับ

สมาชิกที่โดนโหวตออกก็จะได้รางวัลต่างๆ กันไป ยิ่งอยู่นานก็ได้ของดีขึ้นเรื่อยๆ หลังๆ นี่ได้รถกันทุกคน ทุกยี่ห้อ จากรถธรรมดามาเป็น 4WD แล้วยัยอ้วนคนที่ออกล่าสุดก็ได้รถสปอร์ตไปขับเล่น

สุดท้ายคนที่ชนะเป็นผู้ชายคนที่หน้าตาดี (ตามที่ผมคาดจากการวิเคราะห์พฤติกรรมผู้ชมด้านบน เสียใจด้วยนะคุณตุ๋ม ^^) แล้วก็ได้รางวัลเป็นเงินสด $836,000 (ประมาณ 26 ล้านบาท) กับรถสปอร์ทอย่างหรูอีก 1 คัน สบายกันไปครับ

Season หน้าไปสมัครมั่งดีมั้ยเนี่ย เผื่อจะได้รถใหม่มาขับกะเค้ามั่ง ^^"

14 August 2005

พรม

ปัญหาหนึ่งที่บ้านหลังนี้มีมาค่อนข้างนานแล้วก็คือพรมกับเส้นผม เนื่องจากมันยากเหลือเกินที่จะทำความสะอาดเส้นผมออกจากพรมได้ ใช้ไม้กวาดก็กวาดไม่ขึ้นเพราะติดพรม ใช้เครื่องดูดฝุ่นยิ่งไปใหญ่ดูดไม่ได้เลยซักเส้น วิธีที่ใช้ได้ดีที่สุดก็คือแปรง แต่เหนื่อยเพราะเวลาใช้แปรงทีต้องลงไปนั่งพับเพียบแล้วค่อยๆ กวาดทีละนิด เส้นผมจะติดแปรงขึ้นมา แล้วค่อยดึงเส้นผมออกจากแปรงอีกที หลายขั้นตอน ยุ่งยาก

แต่วันนี้คุณตุ๋มค้นพบวิธีทำความสะอาดเส้นผมบนพรมใหม่โดยบังเอิญครับ ^^

วิธีนี้ง่ายมาก ไม่ต้องใช้อุปกรณ์อะไรเพิ่มเติม เพราะมั่นใจว่าทุกบ้าน เอ๊ะไม่ใช่สิ ต้องใช้คำว่า "ทุกคน" มีอุปกรณ์ชิ้นนี้อยู่แล้ว

อุปกรณ์ชิ้นนี้ก็คือ "เท้า" หรือถ้าจะให้เรียกแบบสุภาพก็คือ "ตีน" นั่นเองครับ

วิธีทำความสะอาดพรม
1. ถอดรองเท้าและถุงเท้าออกให้เหลือแต่เท้าเปล่าๆ
2. ใช้ฝ่าเท้าถูไปตามพรม ทิ้งน้ำหนักเล็กน้อยไม่ต้องแรงมากไม่งั้นจะเจ็บเท้า เส้นผมจะถูกเท้าดูดให้มารวมกันเป็นก้อน
3. ใช้มือเก็บก้อนเส้นผมไปทิ้งถังขยะ หรือเข้าปากคนข้างๆ


จบแล้วครับ ง่ายมั้ย ดูแล้วตลกแต่ใช้ได้จริงๆ นะเออ ^^

12 August 2005

ปลาวาฬ

ปลายฤดูหนาวของออสเตรเลีย เป็นช่วงที่ ปลาวาฬหลังค่อม (Hunchback Whale) จะว่ายจากทะเลแถบขั้วโลกมายังทะเลแถบเขตน้ำอุ่น เพื่อหาอาหารและเลี้ยงดูลูก และจะสามารถพบปลาวาฬเหล่านี้ได้ตามน่านน้ำทั้งชายฝั่งตะวันออกและตะวันตก

จากเมือง Armidale ไปทางตะวันออกประมาณ 200 กิโลเมตร มีเมืองท่าใหญ่ชื่อ Coffs Habour ซึ่งเป็นสถานที่ดูปลาวาฬที่กำลังเป็นที่นิยม วันนี้ก็เลยมีพี่คนไทยชวนไปดูปลาวาฬกันครับ

ดูปลาวาฬนี่ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ เลย ต้องโทรศัพท์ไปจองที่นั่งก่อน แล้วก็ต้องดูพยากรณ์อากาศด้วยว่าคลื่นลมเหมาะสมกับการเดินเรือหรือเปล่า เรือที่จะออกไปดูปลาวาฬก็จะออกทุกเช้าทุกวัน เวลา 9.30 น. ถ้าเป็นเสาร์-อาทิตย์ ก็จะมีเพิ่มรอบบ่าย 13.30 น. สนนราคาหัวละประมาณ $30 (900 กว่าบาท) ซึ่งพวกเราก็จองที่กันเรียบร้อย 5 ที่นั่ง และก็ทำการ Confirm ว่าเรือจะออกแน่นอนในคืนวันพฤหัสที่ผ่านมา

ตื่นเช้าวันศุกร์ 5.30 น. ก็เริ่มเตรียมตัวออกเดินทาง ปิ้งขนมปังทาเนยทาแยม ทำ Hot Chocoloate แล้วก็ขับรถไปรับสมาชิกคนไทยอีก 3 คน เดินทางไปยัง Coffs Harbour เดินออกมานอกบ้านเห็นสนามหญ้ากลายเป็นน้ำแข็งทั่วเมือง สีขาวไปหมดเลยครับ

ถนนสายตะวันออกเส้นนี้ชื่อ Waterfall Highway เป็นถนนสองเลนยางมะตอย ขึ้นเขาลงห้วย โค้งไปโค้งมา ขับสนุกดีครับ วิวสองข้างทางก็สวย ผ่านทั้งป่า และฟาร์ม แต่เสียดายที่เมฆค่อนข้างเยอะ ฟ้าเลยไม่ค่อยใสเท่าไรนัก

ขับรถประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่งก็ถึง Coffs Habour โดยสวัสดิภาพ เมืองนี้ใหญ่กว่าที่คิดครับ คงเพราะเป็นเมืองท่า การจราจรขวักไขว่มาก เหล่ากะเหรี่ยงทั้งหลายก็รีบตรงไปที่บริษัทนำเที่ยว เพราะใกล้จะได้เวลาเรือออกแล้ว

แต่ที่ไหนได้ พอถึงบริษัทปุ๊บ อีตาหนวดเจ้าของบริษัทดันมาบอกว่า วันนี้ต้องของด เนื่องจากสภาพภูมิอากาศไม่ดี คลื่นสูงมาก อันตราย เค้าพยายามโทรบอกตั้งแต่เมื่อเช้าแล้ว แต่ไม่มีสัญญาณตอบรับจากมือถือของเรา เซ็งเลยครับ สรุปว่าวันนี้อุตส่าห์ตื่นแต่เช้า ทนหนาว ขับรถมาตั้งเกือบสามชั่วโมง แต่อดดูเจ้าปลาวาฬซะแล้ว T-T

เรือไม่ยอมออก ก็เลยต้องไปพยายามดูปลาวาฬกันจากท่าเรือ ก็พอไหวครับ เห็นปลาวาฬกำลังกระโดดเล่นน้ำได้อย่างชัดเจน เรียกได้ว่าสามารถยื่นมือไปลูบท้องหรือเบิร์ดกระโหลดมันได้เลย แต่ทำไมมันนิ่งๆ ไม่ยอมขยับเลยน๊า อยากดูท่าอื่นมั่ง T-T


เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเที่ยวที่อุตส่าห์เดินทางมาซะไกลแต่ไม่เห็นปลาวาฬตัวเป็นๆ ทัวร์กะเหรี่ยงก็เลยเปลี่ยนจุดมุ่งหมาย ไปดูการแสดงสัตว์น้ำที่ Pet Porpoise Pool แทนครับ ที่นี่เป็นเหมือนสวนสัตว์ขนาดย่อมที่มีการแสดงของปลาโลมากับแมวน้ำ ค่าตั๋วคนละ $22 สำหรับบุคคลทั่วไป แต่ถ้าเป็นนักศึกษาแสดงบัตรลดเหลือ $11

Pet Porpoise Pool มีสัตว์มากมายครับ เช่น นกยูง นกยูงเผือก นกอีมู นกกระทุง นกกระตั้ว ปลาโลมา แมวน้ำ นกนางนวล วอมแบท ส่วนจิงโจ้ไม่ขอพูดถึงเพราะมันโหล แล้วก็ยังมี Aquarium เล็กๆ อยู่บ่อนึง (ขนาดพอๆ กับ Aquarium ใหญ่ที่สุดในภาคเหนือที่ Central Airport Plaza เชียงใหม่) ให้แขกได้ดูชีวิตใต้น้ำของปลาทะเลแถบนี้ด้วย

การแสดงปลาโลมากับแมวน้ำของที่นี่ก็น่าสนใจแล้วก็สนุกดีครับ (ถึงแม้ว่าจะสู้ที่ผมเคยไปดูที่ Perth เมื่อประมาณ 15 ปีก่อนไม่ได้) ประทับใจที่ตอนจบเค้าให้แมวน้ำยักษ์มาไล่หอมแก้มแขกที่เข้าชมทุกคน ย้ำว่าโดนทุกคน! ลองนึกภาพนะครับว่าโดนแมวน้ำเปรตตัวเท่าคน เอาปากคาวๆ ที่เพิ่งฟาดปลาดิบมาหลายสิบตัว แถมมีหนวดแหลมๆ มาจุ๊บแก้ม มันจะทำให้ชีวิตรันทดแค่ไหน รู้แต่ว่าหลังการแสดงจบสาวๆ ต้องวิ่งไปล้างหน้าในห้องน้ำกันใหญ่ หลายคนบ่นว่ากลับบ้านต้องรีบสระผมด้วยเพราะเหม็นคาวมาก

แขกบางคนก็ได้แถมเป็นจากจุ๊บจากปลาโลมาอีกต่างหากครับ ^^

หลังจากนั้นช่วงบ่ายทัวร์กะเหรี่ยงก็ไปชอปปิ้งในเมือง และสิ่งที่ทำให้ผมมีความสุขมากก็คือ พวกเราได้พบกับน้ำพริกนรกแม่ประนอมอีกครั้ง!! ไชโย!! เลยจัดการตบมาซะสองขวดอย่างรวดเร็ว ดีใจๆๆๆ มาไม่เสียเที่ยวก็ตรงนี้หละนะ

กว่าสาวๆ จะชอปปิ้งเสร็จก็ค่ำแล้ว ทางกลับบ้านคดเคี้ยวที่ขับสนุกเมื่อตอนเช้า มาตอนนี้เริ่มจะไม่สนุกแล้วครับ เพราะไม่มีไฟถนน แถมป้ายต่างๆ ก็ไม่ชัดเจนเอาซะเลย ขับไปเรื่อยๆ ก็เจอเศษจิงโจ้ กระต่าย หมาป่า เรี่ยราดตามถนนเป็นพักๆ ขับขึ้นเนินทีต้องชะลอรถแทบแย่เพราะมองไม่เห็นถนน แถมยังมองป้ายกลับบ้านไม่เห็นเพราะมันเล็กมาก (ทำป้ายยังกับป้ายเข้าซอยบ้านเรา) ทำให้ขับเลยไปอีกเมืองหนึ่งกลายเป็นขับรถอ้อมอีกต่างหาก สรุปใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมงกว่าๆ ถึงจะกลับถึงบ้านโดยสวัสดิภาพ

สุขสันต์วันแม่ วันที่ 12 สิงหาคม ขอให้ทั้งม๊ะ ป๊ะ และแม่ลือ มีความสุขมากๆ สุขภาพแข็งแรงตลอดไปครับ ^^

11 August 2005

ประชุมกลุ่ม

ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ทุกๆ วันพฤหัสบดีเวลาบ่ายสองโมง สัปดาห์เว้นสัปดาห์ จะมีประชุมกลุ่มของนักศึกษาปริญญาเอกในสังกัดของซาจี๊ครับ เริ่มที่สัปดาห์นี้ โดยจะมีตัวแทนกลุ่ม 1 คน ออกมา Present หน้าห้องในหัวข้อที่น่าสนใจหรือหัวข้อที่กำลังวิจัยอยู่ และผู้กล้าคนแรกของการประชุมครั้งแรกนี้ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน คุณตุ๋ม ของเรานี่เอง ไชโย!

คุณตุ๋มก็ออกมาพูดเรื่องเกี่ยวกับ Agile Processes ซึ่งกำลังเป็นแฟชั่นใหม่ในการพัฒนาอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ในขณะนี้ เนื่องจากเหมาะสมกับการพัฒนาซอฟต์แวร์ขนาดเล็กภายใต้สภาพตลาดและเทคโนโลยีที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ทั้งยังมีการในเทคนิคแปลกๆ ในการพัฒนา เช่น ให้โปรแกรมเมอร์สองคนนั่งช่วยกันคิดงานหน้าคอมพิวเตอร์เครื่องเดียว (Extreme Programming: XP) หรือให้ลูกค้ามีส่วนร่วมในการพัฒนามากขึ้น รวมทั้งการระดมสมองของทีมงานอย่างเป็นระบบ ฯลฯ เป็นเรื่องที่น่าสนใจค้นคว้าและพัฒนาดีครับ

จบจากประชุมกลุ่ม ก็ได้เข้าไปนั่งคุยกับอาจารย์ที่ปรึกษาเกี่ยวกับงานที่ได้ทำมาในรอบสัปดาห์ แล้วก็งานที่ควรจะทำต่อไปในช่วงนี้ สรุปก็คือต้องกลับมาอ่านงานวิจัยต่างๆ ต่ออีกซักระยะหนึ่ง และให้พยายามลงลึกลงไปอีก สู้ตาย!

ตบท้ายด้วยข่าวดีอีกอย่างหนึ่งก็คือ วันนี้ได้รับคอมพิวเตอร์สำนักงานเรียบร้อยแล้วครับ P4 2.8GHz ใหม่เอี่ยมอ่องพร้อมใช้งาน ต่อไปคงจะไม่ค่อยมีข้ออ้างอยู่บ้านทั้งวันว่าไม่มีคอมพิวเตอร์ที่ทำงานอีกแล้ว ^^"

10 August 2005

ปลาดุกฟู Reloaded!

ตั้งแต่เขียน Blog มา มีแต่เรื่องกินเรื่องชอปปิ้ง ก็ทำไงได้เนาะ งานมันยังไม่ขยับ ช่วงนี้ยังเฮฮาได้ก็รีบๆ ตักตวงไว้ก่อนดีกว่า

วันนี้ทำปลาดุกฟูอีกแล้วครับ แต่ก็ติดปัญหาเหมือนเคยคือเมืองนี้ไม่มีปลาดุก ก็เลยต้องใช้ปลาอื่นแทนกันไปพลางๆ ก่อน

โชคดี (หรือโชคร้ายไม่รู้) เมื่อวันก่อนไปเดินซุปเปอร์มาร์เก็ต เจอปลาชื่อ Hoki ลดราคา จากประมาณกิโลกรัมละ $10 เหลือแค่กิโลกรัมละ $5.89 ก็เลยรีบสอยมาซะอย่างภูมิใจ กะจะเอามาทำฟูแทนปลาดุกซะหน่อยหลังจากที่เคยใช้เศษปลาอะไรก็ไม่รู้ทำไปครั้งก่อนอร่อยมากแต่กินได้แค่ 2 คำก็หมด

มาคราวนี้ วิธีทำเหมือนเดิม สูตรเดิม แต่ออกมา โอ้พระเจ้ายอดมันจอร์จมาก ไม่อร่อยซะเลยครับ ปลาบ้านี่เหม็นคาวมากๆ ขนาดทอดแล้วราดน้ำจิ้มรสเด็ด ยังรู้สึกคาวๆ แถมรสชาติก็ไม่เอาอ่าวอีก คราวหน้าลดเหลือเหรียญเดียวก็จะไม่ซื้ออีกแล้ว -"-

นี่คือหน้าตาของมันครับ เทียบกับปลาดุกบ้านเราดู แหม ก็นึกว่าปลาเหมือนกัน รสชาติก็คงไม่ต่างกันเท่าไหร่ เจออย่างงี้เซ็งเลย


ทำเสร็จแล้วออกมาเป็นหน้าตาเยี่ยงนี้


หน้าตาใช้ได้ สีสวย แต่หาความอร่อยไม่เจอเลย ยังดีที่มีน้ำจิ้มถ้วยด้านล่างนี่มาช่วย ไม่งั้นคงต้องเอาไปโยนให้แมวข้างบ้านกินซะแล้ว


วันหลังคงต้องลองปลาแบบอื่นมั่ง แต่รอให้มันลดราคาก่อนละกัน ^^"

ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว เอารูปอาหารที่คุณภรรยาทำมายั่วน้ำลายชาวบ้านเล่นดีกว่า

"ก๋วยเตี๋ยวขาหมู" จากขาหมูทำเอง พร้อมเส้นเมียวโจ้ซันมัย นุ่ม หอม อร่อยมากๆ ถ้าคุณตุ๋มเข้ามาดู Blog แล้วกรุณาทำอีกด่วน นะๆๆๆ


ส่วนจานนี้เป็นอาหารเช้าแบบประหยัด แพนเค้กลดราคาจาก Woolworth ไข่ตุ๋น และเบคอนทอดกรอบ อร่อยอีกแล้ว ^^

เฮ้อ พรุ่งนี้ทำอะไรกินดีน้อ...

09 August 2005

หนาวอีกแล้ว

ช่วงนี้อากาศที่ดูเหมือนจะค่อยๆ อุ่นขึ้น กลับมาหนาวสะท้านอีกแล้วครับ จากช่วงสัปดาห์ก่อนอุณหภูมิจะอยู่ในช่วงระหว่าง 5-15C ตอนนี้ร่วงลงมาอยู่ที่ -7-10C ซะแล้ว ติดลบครับติดลบ หนาวมากๆ ดังที่เคยเปรียบไว้ว่าเหมือนใช้ชีวิตอยู่ในตู้เย็นควายยังไงยังงั้น

เมื่อสัปดาห์ก่อนยังจำได้เลยว่าช่วงเช้าๆ ตื่นมาแดดจ้า อากาศจะอุ่นกำลังดี แล้วช่วงเย็นพอพระอาทิตย์ตกอุณหภูมิก็จะลดลงนิดหน่อยพองาม บางวันไม่ต้องเปิดฮีทเตอร์ยังอยู่ได้สบายๆ

แต่มาสองสามวันนี้ไม่ไหวแล้วครับ ตื่นเช้ามาความร้อนจากพระอาทิตย์ไม่ได้ช่วยอะไรเลย พอจะลุกจากเตียงที่มีผ้าห่มไฟฟ้าก็ต้องรีบคว้าเสื้ออุ่นมาสวมทับ จนกระทั่งตอนกลางวันแสกๆ ก็ยังหนาว แล้วอย่างงี้พอพระอาทิตย์ตกมันจะไปเหลืออะไร ขนาดช่วงหัวค่ำนั่งเขียน Blog นี่ฮีทเตอร์ยังเอาไม่ค่อยจะอยู่เลยครับ -_-'''

สงสัยต้องกินไอติมแก้เคล็ดซะแล้ว ปรับอุณหภูมิในร่างกายให้เท่ากับข้างนอก จะได้ไม่หนาว ^^

07 August 2005

Squash!

วันอาทิตย์ที่แล้วไปตีแบดมินตันกับชมรมนักศึกษาซึ่งปกติจะนัดเล่นกันทุกสัปดาห์ แต่สัปดาห์นี้งด ตอนแรกนึกว่าจะได้นั่งดูทีวีตีพุงสบายๆ อยู่ที่บ้านซะแล้ว กลับโดนภรรยาลากไปตีสควอชแทน ^^"

คอร์ทสควอชที่ UNE มีอยู่ด้วยกัน 8 คอร์ท ไม่ค่อยมีคนเล่นเท่าไหร่ อัตราค่าเล่นครั้งละ $4 (120 บาท) ต่อคอร์ท แต่ไม่นับชั่วโมง (เอ๊ะ ยังไง) คุณภรรยาบอกว่าเล่นจนเบื่อก็เลิก เลิกเร็วเลิกช้าก็ $4 เท่ากัน ฟังแล้วนึกถึงตอนที่บ้านเรากำลังฮิตสนุกเกอร์ พวกมือใหม่ก็จะเล่นจ่ายเงินเป็นเกมส์เพราะเกมส์หนึ่งเล่นกันเป็นชั่วโมง ส่วนพวกมือเก่าก็จะเล่นเป็นชั่วโมงเพราะหนึ่งชั่วโมงเล่นได้หลายเกมส์

จ่ายค่าคอร์ทเสร็จก็จ่ายค่าไม้ ค่าเช่า $2.50 กับค่าประกันอีก $2.50 นับว่าแพงพอดู สงสัยต้องไปหาซื้อไม้ส่วนตัวซักอันซะแล้ว นึกไปนึกมาถ้าเป็นไปได้เล่นแบดมินตันจะดีกว่าเพราะว่าไม้หยิบเล่นได้ฟรี

UNE นี่เอะอะอะไรก็เป็นเงินเป็นทองไปหมด ตอนผมเรียนที่อังกฤษนี่ฟรีตลอดปีการศึกษาทั้งไม้ทั้งคอร์ท ขอแค่โทรจองก็พอ อันนี้นิดหน่อยก็จะเอา วู้ -_-'

สควอชนี่เป็นกีฬาซาดิสม์พอสมควร เหมาะกับเวลาทะเลาะกับใครหรือต้องการระบายอารมณ์ยิ่งนัก เพราะเวลาได้หวดลูกยางเข้าผนังแรงๆ ดังปั่กๆๆ มันช่างสะใจเสียนี่กระไร

ตีสควอชไปเกือบชั่วโมง หมดสิ้นเรี่ยวแรง ซี่โครงบาน คลื่นเหียนวิงเวียนคล้ายจะเป็นลม กลับบ้านมานอนโอดโอยเมื่อยเนื้อเมื่อยตัวไปหมด สมน้ำหน้าตัวเองทำเป็นฟิต ฮาฮา

06 August 2005

DVD Writer

ในที่สุดก็มี DVD Writer เป็นของตัวเองบ้างแล้ว หลังจากไปตบมาถูกๆ จาก eBay ด้วยสนนราคาแค่ $65 (สองพันบาท - ยังไม่รวมค่าส่ง)

ตัวที่ได้มานี้เป็น NEC External 16x Dual Layer ครับ ต่อเข้ากับ USB แล้วอยากก๊อปอะไรก็ลุยได้เลย ส่วนแผ่น DVD 4.7 GB ที่นี่ก็ราคาไม่ได้แพงกว่าบ้านเราไปซักเท่าไหร่นัก 50 แผ่น ราคา $39.9 (ประมาณ 1,250 บาท) เสียดายที่ไม่ได้ซื้อมาตอนช่วงลดราคาเมื่อสองสัปดาห์ก่อนซึ่งเค้าตั้งราคาไว้แค่ $19.99 เนื่องจากตอนนั้นยังไม่มี DVD Writer

ได้ของเล่นใหม่มาปั๊บก็เริ่มผลิต DVD เถื่อนทันที โดยเริ่มจากการปั๊ม DVD หนังใหม่ที่ยืมมาจากพี่คนไทย 3 เรื่อง แล้วก็จัดการ Backup ข้อมูลขยะในเครื่องไปซะ 2 แผ่น ตอนนี้เจ้าโน๊ตบุ๊คตัวเก่งเลยมีที่ว่างเหลือในฮาร์ดดิสก์เพียบ พร้อมที่จะโหลดหนังเถื่อนได้อีกอย่างน้อยๆ 3-4 เรื่อง สุขใจจริงๆ ครับ ^^

ทำไมถึงมีความสุขขนาดนี้ที่ได้ DVD Writer?
1. เดี๋ยวนี้หนัง DVD ขนาด 4 GB ขึ้นไป สามารถโหลดได้ฟรีจากเว็บเถื่อน ภาพชัดกิ๊บ เสียงใสแจ๋ว
2. DVD มันจุได้มากกว่า CD ธรรมดา (700 MB) ตั้ง 7 เท่า ถ้าอยากเก็บละครบางรักซอยเก้าที่โหลดจาก เว็บช่องเก้า สามารถเก็บได้ประมาณ 1 ปี ในDVD แผ่นเดียว
3. ราคาสองพันบาทสำหรับเครื่อง External นี่ถูกมาก เมืองไทยเรายังขายกันที่ประมาณสี่พัน