The Intersect

30 September 2005

ตุน

ปกติวันศุกร์จะเป็นวันที่ไม่ค่อยได้ทำงานเท่าไหร่เนื่องจากมันคือวันเสาร์น้อยนั่นเอง

จริงๆ แล้วแรงบันดาลใจในการทำงานจะเริ่มมอดตั้งแต่วันศุกร์น้อย หลังจากที่ส่งงานให้ซาจี๊เสร็จแล้วหละครับ

แต่วันนี้เนื่องจากคุณตุ๋มเจอมหาวิทยาลัยกำหนดวันส่งงานวิจัยขึ้นมา ก็เลยจำเป็นต้องรีบปั่นงานหน้าดำคร่ำเครียดไม่พูดไม่จา

ก็เลยไม่รู้จะไปเล่นกับใคร...เฮ้อ....ทำงานดีกว่า

งานช่วงนี้ยังเป็นงานอ่านเปเปอร์งานวิจัยของชาวบ้านแล้วไปก่อนเพื่อให้เกิดไอเดียงานวิจัยใหม่ ยังไม่ต้องใช้สมองส่วนสร้างสรรค์มาก แค่อ่านๆ จดๆ เน้นปริมาณก่อนถือเป็นการอบอุ่นร่างกายก่อนลงสนามปริญญาเอกของจริง ปกติวันทำงานหนึ่งวันจะอ่านได้ 1-2 เปเปอร์แล้วแต่ความยากง่ายและอารมณ์ศิลปิน แล้วสัปดาห์หนึ่งๆ ก็จะสรุปให้ซาจี๊อ่านประมาณ 7-10 เปเปอร์

ไปๆ มาๆ วันนี้อ่านเปเปอร์ได้ตั้ง 3 เปเปอร์ เยอะกว่าวันที่ตั้งใจทำงานจริงๆ จังๆ บางวันซะอีก ถึงแม้จะอ่านแต่เปเปอร์ที่ค่อนข้างเข้าใจได้ง่ายแล้วก็ไม่ยาวเท่าไหร่ก็เถอะ ก็ถือว่าประสบความสำเร็จเกินคาดครับ

ถือว่าตุนงานเอาไว้ก่อน เผื่อเดี๋ยวมีช่วงไหนไม่สบายหรือเซ็งจิตขนาดหนักจะได้ขายผ้าเอาหน้ารอดไปก่อน เนอะ ^^

28 September 2005

เกิน

ไม่รู้จะโม้เรื่องอะไรดีเพราะช่วงนี้ทำแต่งานไม่ได้ออกไปเที่ยวที่ไหน นั่งนึกไปนึกมาก็เอาเรื่องเก็บตกจากที่ไปเที่ยวบริสเบนดีกว่า

เรื่องราวบนถนนเมืองจิงโจ้ครับ

ถนนสายหลักจากอาร์มิเดลไปบริสเบนมีอยู่สองเส้น เส้นหนึ่งเลียบทะเลชื่อ Waterfall Highway ซึ่งจะตัดผ่านป่า ห้วย น้ำตก อุทยานแห่งชาติมากมาย เส้นทางค่อนข้างคดเคี้ยวขึ้นเขา ส่วนอีกเส้นหนึ่งจะเป็นเส้นตัดผ่านกลางทวีปชื่อ New England Highway ซึ่งจะขับง่ายกว่าเยอะเพราะส่วนใหญ่จะเป็นทางราบ แต่ก็มีข้อเสียที่ระหว่างทางไม่ค่อยมีอะไรน่าสนใจเท่าไหร่

ถนนที่นี่ดีครับ ไม่ค่อยมีผุๆ พังๆ เหมือนของบ้านเรา ตรงไหนที่ชำรุดก็จะมีการซ่อมแซมให้ใช้ได้ปกติไม่ได้ปล่อยเป็นหลุมไว้ให้อายชาวต่างชาติเล่น อาจเพราะส่วนใหญ่เป็นถนนสองเลนวิ่งสวนกันธรรมดา ถ้าปล่อยให้พังไปคงโดนชาวบ้านด่าระงมแน่ๆ

ส่วนที่แย่ก็คือป้ายบอกทางครับ บ้านเราขับรถไปไหนไม่ต้องกลัวเพราะมีหลักกิโลเมตรที่รัฐบาลติดตั้งแบบบ้าพลังทุกระยะ ในขณะที่ถนนออสเตรเลียมีป้ายบอกระยะทางน้อยมากๆ แถมบางทีเวลามีทางแยกก็ไม่มีป้าย หรือมีป้ายขนาดจิ๋วแบบที่ถ้าขับเพลินนี่อาจไม่เห็นด้วยซ้ำ ไม่รู้จะประหยัดอะไรกันนักกันหนา

ออสเตรเลียประหยัดป้ายบอกทาง แต่ป้ายสัญญาณต่างๆ เช่นระวังถนนลื่น ระวังทางโค้ง ฯลฯ กลับมีเยอะมากๆ ครับ มีตลอดเวลา แถมพวกป้ายเชิญชวนให้หยุดพักผ่อนทุก 2 ชั่วโมงก็มีเยอะมาก ทำไมไม่เอางบประมาณส่วนนี้มาทำป้ายบอกทางบ้าง สงสารกะเหรี่ยงหลงทางบ้างเถอะ

อีกอย่างที่เคยบ่นไปว่าทำให้ขับรถแล้วเครียดก็คือป้ายจำกัดความเร็วครับ ถนนสายหลักออสเตรเลียอนุญาตให้ขับได้ไม่เกิน 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเท่านั้น ถ้าโชคดีหน่อยก็จะมี Freeway บางช่วงให้ได้ถึง 110 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เหยียบไม่มันส์เลยครับ

แต่ความจริงที่ได้เจอบนท้องถนนก็คือ
ขับ 100 อยู่ดีๆ รถ BMW แซงไปฟิ้ว... ก็ยังคิดว่าเออรถมันแรง คงขับตามกฏแล้วปวดท้อง ปล่อยมันไป
ขับ 100 ไปอีกซักพัก รถเก่าๆ ขับโดยป้าแก่ๆ แซงไปฟิ้ว..... เริ่มงงละว่าเอ เกจวัดความเร็วรถเรามันอ่อนหรือเปล่า ทำไมเค้าขับไวกว่าเรากันหนอ

ขับ 100 ไปอีกไม่นาน รถกระบะพ่วงบ้าน แซงไปฟิ้ว....... เครียดเลยครับ มีใครขับตามกฏอย่างตูมั่งฟะ

ขับตามกฏตามลิงยังไม่ทันเล้ย มันขับเร็วเกินพิกัดกันหมด -"-

ยังดีที่ได้ยินอาจารย์มหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่งในแถบภาคเหนือกระซิบบอกความลับว่า "พี่ๆ ป้าย 100 น่ะ เค้าให้ขับได้ไม่เกิน 110 เกินได้นิดหน่อยไม่เป็นไรครับ แต่อย่าเกินนาน" ก็เลยเริ่มเข้าใจ อ๋อมันเป็นอย่างนี้นี่เอง

พวกที่แซงๆ ผมไปวันนั้น อย่าให้เจอที่เมืองไทยละกัน แล้วจะรู้ว่าจรวดทางเรียบเป็นยังไง

26 September 2005

ฝน

ปลายฤดูหนาวเต็มทนแล้วครับ อากาศตอนนี้บางวันร้อนอย่างเห็นได้ชัด บางวันก็หนาวแบบโรคจิต บางวันก็ทะลึ่งฝนตก ไม่รู้จะเอายังไงแน่

วันไหนจะซักผ้าต้องเช็คเว็บพยากรณ์อากาศอย่างน้อยสองที่เพื่อความมั่นใจว่าฝนจะไม่ตกครับ ไม่งั้นอาจมีร้อยเมตรชายวิ่งเก็บผ้า

แต่ฝรั่งข้างบ้านสงสัยไม่ได้คิดอย่างนั้นครับ

พยากรณ์อากาศบอกสัปดาห์นี้แดดจะออกทุกวันยกเว้นวันจันทร์ซึ่งจะเป็น possible thunderstrom บ้านกะเหรี่ยงไทยก็เลยซักผ้าตากกันซะตั้งแต่วันอาทิตย์ ปล่อยไว้แดดเดียวก็แห้ง

ส่วนฝรั่งข้างบ้านไม่รู้ดูฤกษ์ยามอาจารย์สำนักไหน ตากผ้าไว้วันจันทร์เช้า แล้วออกไปเที่ยวตั้งแต่สายๆ

ตกบ่ายมาฝนห่าใหญ่ตกลงมาโครมๆๆ

สองสามีภรรยาชาวไทยนั่งทำงานอยู่ที่บ้าน เห็นเพื่อนบ้านที่น่ารักตากผ้าทิ้งไว้ ก็ปรึกษากันว่าจะทำยังไงดี จะไปเก็บผ้าให้เค้าดีมั้ย จะโทรไปถามเบอร์มือถือเค้าก็ไม่มี แล้วถ้าเราไปถือวิสาสะไปเก็บผ้าให้เค้าจะแน่ใจได้มั้ยว่าเค้าจะไม่ด่าว่าเจือก

ปรึกษากันไปปรึกษากันมาสรุปได้สั้นๆ ว่า

ฝนมันตกมาตั้งนานแล้ว ผ้าคงเละไปหมดเรียบร้อย เราปิดม่านไม่รู้ไม่ชี้ แกล้งหลับดีกว่า ^^

24 September 2005

เด็กเวร

วิชา 259201 Introduction to Computer for Engineers เป็นวิชาคอมพิวเตอร์เบื้องต้นที่สอนให้นักศึกษาทุกภาควิชาในคณะวิศวกรรมศาสตร์ครับ เป็นวิชาบังคับที่นักศึกษาจำเป็นต้องใช้ในการนับเกรด กว. ด้วย

เนื้อหาของวิชานี้ก็จะมีเรื่องเกี่ยวกับประวัติคอมพิวเตอร์ การเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์เบื้องต้น แล้วก็การสร้างเว็บ มีการบ้านให้เก็บคะแนนเยอะทำให้เด็กส่วนใหญ่ก็สามารถทำคะแนนได้พอสมควร พวกที่ขยันหน่อยก็ได้ A ไป แต่พวกที่ขี้เกียจเรียนแถมยังขี้เกียจทำการบ้านก็มี F กันพอหอมปากหอมคอ

แต่เรื่องที่หงุดหงิดใจมากๆ ก็เกิดขึ้นจนได้เมื่อผมได้รับอีเมล์ส่งงานฉบับหนึ่ง ที่ลงท้ายด้วยคำว่า

"ps. ชีวาส 3 ขวด = A คำนั้น ยังจริงอยู่ รึป่าวคับ"

อ่านจบปุ๊บ อารมณ์เดือดพุ่งปรี๊ดทันที!!!!

ไอ้ห่-!!!!

เห็นว่าอาจารย์เป็นเพื่อนเล่นรึยังไง พูดอย่างนี้ผมถือว่าดูถูกศักดิ์ศรีกันอย่างแรงครับ เสียดายถ้าอยู่เมืองไทยจะเรียกมาด่าเช็ด

แต่ยังไงก็ตาม ก็ยังรู้สึกสะใจอยู่ลึกๆ เนื่องจากอีเมล์ฉบับนี้เขียนมาเพื่อส่งงาน แต่ไอ้เด็กเปรตคนนี้ลืมแนบงานมาด้วย คะแนนเว็บซึ่งถือได้ว่าเป็นคะแนนที่ได้ง่ายที่สุดของเด็กคนนี้ ----ศูนย์!!

ถ้าเด็กคนนี้ได้เผลอแวะมาอ่าน Blog วันนี้ ขอฝากบอกด้วยนะครับ

ตอนนี้ต่อให้เอาชีวาสมา 3 ลังยังไม่รู้จะพ้น C รึเปล่าเลย ก๊าก

22 September 2005

บาร์บีคิว

เมื่อเช้า มีเรื่องให้หงุดหงิดใจ เนื่องจากกลางดึกคืนวันก่อน มีไอ้บ้าที่ไหนก็ไม่รู้เอาไข่มาปารถแถวๆ ที่บ้าน โดนกันไป 4-5 คันถ้วนหน้า ไข่ดิบๆ พอมันแห้งมันก็แข็ง ล้างออกยากมาก ได้ยินว่าตำรวจจับตัวไอ้โรคจิตคนนี้ได้แล้ว จริงๆ น่าจะลากมาล้างรถซะให้เข็ด ฮ่วย

ตกเย็นหลังกลับจากไปมหาวิทยาลัยเพื่อเจออาจารย์ กำลังตักน้ำใส่ถังจะออกไปล้างรถ ก็เจอกับเพื่อนฝรั่งข้างบ้านกำลังตั้งเตาปิ้งบาร์บีคิวอยู่ เพื่อนฝรั่งก็ชวนผมกับคุณตุ๋มมากินด้วยกัน ไม่รู้ชวนตามมารยาทหรือชวนเพราะอยากให้ไปกินด้วยกันจริงๆ พอถามไปว่าจะให้เตรียมอะไรไปแจมมั้ย ก็ได้รับคำตอบว่าไม่เป็นไร มีอาหารเตรียมไว้พร้อมหมดแล้ว

หวานหมูสิครับ กินฟรี มีหรือจะปฏิเสธ!!

แกะย่าง ไส้กรอกแบบอัฟริกา สลัดข้าวโพดบด มันฝรั่งอบ แล้วก็ยังมีสลัดถั่วน้อยกับไก่หมักซอสที่คุณตุ๋มผู้ใจดีทำไปเพิ่ม อร่อยไปอีกมื้อพร้อมได้ฝึกภาษาอังกฤษฟุดฟิดฟอไฟนิดหน่อยพอหอมปากหอมคอ


ที่ออสเตรเลียนี่ฝรั่งนิยมทำบาร์บีคิว หรือที่เรียกกันติดปากว่า "บาร์บี้" กันมากครับ ตามสวนสาธารณะต่างๆ จะมีเตาบาร์บีคิวไว้พร้อมให้คนทั่วไปได้ใช้ปิ้งย่างกันตามอัธยาศัย ส่วนใหญ่ไม่ต้องจ่ายเงินอีกต่างหาก ถึงแม้จะกินไม่คล่องคอเท่าหมูกระทะเมืองไทยเพราะไม่มีซุป แต่ก็เปลี่ยนบรรยากาศได้เป็นอย่างดี

คราวหลังคงต้องหาเตาบาร์บี้ติดบ้านไว้บ้างแล้ว ^^

21 September 2005

มันฝรั่งทอด

วันนี้ ซาจี๊ มีบรรยายที่ศาลาว่าการประจำเมือง Armidale ครับ เป็นบรรยายที่เปิดให้คนสนใจทั่วไปได้เข้าฟัง โดยมีหัวข้อการบรรยายว่า
"Here a Chip, There a Chip...the Story of Ubiquitous Computing"

หรือแปลเป็นภาษาไทยก็คือ
"นี่มันฝรั่งทอดและตรงนั้นเรื่องมันฝรั่งทอด...ของคำนวณมีอยู่ทั่วไป"

ในฐานะของตัวแทนนักเรียนดีเด่นจากประเทศไทย เมื่ออาจารย์ที่ปรึกษาได้ออกงาน นักเรียนก็ควรจะต้องไปฟังกับเค้าหน่อย ถึงแม้จะงงๆ อยู่ซักนิดว่าแกจะพูดเรื่องอะไรเกี่ยวกับมันฝรั่งทอด แล้วมันฝรั่งทอดมันไปเกี่ยวอะไรกับการคำนวณ

ที่ศาลาว่าการฯ มีผู้สนใจประมาณ 60-70 คนมานั่งรวมกันอยู่ที่ห้องประชุมใหญ่ หลากเชื้อชาติหลากผิวพันธ์ ตั้งแต่เด็กถึงผู้สูงอายุ เพื่อมารอรับฟังการบรรยายจากศาสตราจารย์หนุ่มใหญ่ชาวภารตะ โอ้ อาจารย์เราท่าทางจะดังแฮะ

เสียงเพลงเบาๆ ดังขึ้น ทุกคนในห้องประชุมลุกขึ้นยืนทำความเคารพแก่ขบวนแขกผู้มีเกียรติประมาณ 20 คน แขกผู้มีเกียรติทุกคนใส่ชุดครุยหลากสี มีตั้งแต่สีดำคล้ายๆ ของมหาวิทยาลัยบ้านเรา สีดำแดงแปลกๆ จนไปถึงสีน้ำเงินทั้งตัวเหมือนห่มผ้าคลุมเตียงมาประชุม

เป็นการเป็นงานมากเลยครับ

ซาจี๊เดินตามขบวนเข้ามาช้าๆ ในชุทครุยสีแดงดำคลุมสูทสีดำไว้ข้างใน ดีที่อากาศหนาวไม่งั้นคงจะร้อนน่าดูเหมือนกัน

ป้าพิธีกรกล่าวเกริ่นนำ แล้วซาจี๊ก็ได้ขึ้นบรรยายจนได้

นึกว่าจะบรรยายเรื่อง chip (มันฝรั่งทอด) ที่แท้ก็บรรยายเรื่อง chip (ชิพคอมพิวเตอร์) นี่เอง วู้ โปรแกรมแปลภาษาเฮงซวย ทำเด็กใสซื่อบริสุทธิอย่างผมงงไปหมดเยย

ซาจี๊ใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมงครึ่งบรรยายเรื่องเกี่ยวกับเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ในโลกปัจจุบัน ความก้าวหน้าที่ถึงขนาดฝังชิพลงไปเพื่อเก็บและสื่อสารข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งการวิจัยคอมพิวเตอร์ในอนาคต ที่อาจใช้ DNA และ Quantum เข้ามาช่วยในการประมวลผล น่าสนใจและสนุกมากครับ ถ้าพูดไทยได้อาจได้ขึ้นไปดวลเดี่ยวไมโครโฟนกับ โน๊ต อุดม ซักยก

หลังซาจี๊โม้จบ ป้าคนเดิมก็เชิญ Vice Chancellor ที่ใส่ชุดครุยเท่สุดๆ ขึ้นมาขอบคุณซาจี๊ หลังจากนั้นทุกคนก็ลุกขึ้นยืนแสดงความเคารพขบวนแขกผู้มีเกียรติอีกครั้งหนึ่ง

ที่เจ๋งก็คือ นึกว่าบรรยายจบทุกคนจะแยกย้ายกลับบ้านเลย ที่ไหนได้ มีเลี้ยงคอกเทลเล็กๆ ตบท้ายด้วยครับ เลยได้กินอาหารหรูๆ อย่างเช่นซูชิ ไก่ทอด ฯลฯ อีกหลายอย่าง นอกจากนั้นยังไม่พอ มีไวน์แดงไวน์ขาวให้เลือกกินกันตามอัธยาศัยอีกต่างหาก ไวน์ก็ท่าทางจะไม่ใช่ถูกๆ ด้วยเพราะรสชาติดีมาก สุดยอดจริงๆ

สงสัยทีนี้ต้องหมั่นดูคิวบรรยายของศาลาว่าการฯ ด้วยซะแล้ว เผื่อมีใครบรรยายคราวหน้าจะได้ไปฝากท้องอีก ^^

19 September 2005

บ้าน

หลังจากไปร่าเริงที่ Brisbane มาซะ 4 วัน 4 คืนเต็มๆ ก็ได้เวลากลับบ้าน

บอกลาน้องๆ ที่น่ารัก อากาศอุ่นๆ อาหารอร่อยๆ ไอติมหลังอาหาร เครื่องเล่นวิตถารที่สวนสนุก ร้านขายของจีน อยู่เมืองใหญ่ก็ดีอย่างนี้นี่เอง

ออกจาก Brisbane ตั้งแต่ประมาณ 10 โมงเช้า ถึงบ้านเกือบ 6 โมงเย็น รวมเวลาเดินทางทั้งหมดประมาณ 7-8 ชั่วโมง

Armidale ที่รักยังหนาวแสบใส้เหมือนเดิม และยังไม่มีทีท่าว่าจะอุ่นขึ้นเลยแม้แต่น้อย อะไรของมันฟะ -"-

หนาวขนาดนี้ ใครมันจะมีกะจิตกะใจอ่านหนังสือ ทำวิจัย เฮ้อ

ยังไงก็ขอบคุณคุณช้างกับคุณหนุงหนิงที่ช่วยดูแลอย่างดีครับ ไว้หนาวหน้าคงได้ไปหากันใหม่ อย่าเพิ่งรีบจบซะก่อนล่ะ หุหุ

17 September 2005

Toowoomba

Toowoomba เป็นเมืองขนาดกลาง อยู่ห่างจาก Brisbane ไปทางตะวันตกประมาณ 130 กิโลเมตร เป็นเมืองที่ฝรั่งว่ากันว่ามีดอกไม้สวยที่สุดในรัฐ Queensland จึงทำให้มีการจัดเทศกาลดอกไม้ มีขบวนพาเหรดดอกไม้ทุกปี คล้ายๆ กับงานไม้ดอกไม้ประดับบ้านเรา นอกจากนี้ยังมีการประกวดสวนสวยอีกด้วย

เทศกาลดอกไม้ที่มีชื่อเสียงในประเทศนี้ เท่าที่ได้ยินมาก็จะมีที่ Toowoomba แล้วก็ Canberra ครับ แต่สาเหตุที่เลือกมาที่ Toowoomba นี่ก็เพราะอยากรวดมาเที่ยวหา คุณช้าง กับ คุณหนุงหนิง ด้วยนั่นเอง

Toowoomba เป็นเมืองบ้าๆ สมชื่อเลยครับ เพราะก้าวแรกที่ทั้ง 4 ชีวิตก้าวเท้าลงจากรถ ก็เจอกับลมบ้าๆ ที่พัดแรงถึง 41 กิโลเมตรต่อชั่วโมง นี่ถ้าเร็วกว่านี้อีกนิดนึงรับรองโดนตำรวจจับปรับบานแน่

ลมบ้าๆ นี้ก็เป็นสาเหตุให้เจ้าหน้าที่บ้าๆ ยกเลิกขบวนพาเหรดบ้าๆ ไปอย่างไร้เยื่อใย ปล่อยให้คนบ้าๆ นับพันที่มารอดูพาเหรดบ้าๆ ต้องกลับบ้านไปท่ามกลางอากาศหนาวบ้าๆ

พอพลาดจากขบวนพาเหรด กระเหรี่ยงทั้งสี่ก็เลยไปเดินเที่ยวงานวัดฝรั่งที่จัดขึ้นในสวนใจกลางเมืองแทน รูปแบบงานก็คล้ายๆ กับบ้านเรา มีเกมส์หลอกเด็ก มีชิงช้าสวรรค์ มีบ้านผีสิง เสียอย่างเดียวไม่มีเมียงู


หลังจากเล่นสนุกกันพักใหญ่ สี่ยอดกุมารก็ขับรถไปดูสวนที่ชนะเลิศการประกวดสวนสวยของเมือง แล้วก็ได้พบกับ โคตรสวน! ที่น่าจะใหญ่ประมาณครึ่งสนามฟุตบอลได้ ดอกไม้สวยมากแสดงถึงความล่ำซำของเจ้าของบ้าน แต่ขอโทษครับ นอกจากต้นส้มแสนรักต้นเดียวที่ข้างชิงช้าแล้ว ไม่เห็นจะมีต้นไม้ต้นไหนหรือดอกไม้ดอกไหนมีประโยชน์อย่างอื่นเลย

ถ้าซักวันรวยแล้วมีสวนกว้างขนาดนี้ พ่อจะปลูกกะเพรา พริก ข่า ตะไคร้ มะกรูด มะนาว ฯลฯ ให้หมดเลยคอยดู

กลับจาก Toowoomba คุณช้างกับคุณหนุงหนิงก็พาไปดูบรรยากาศของ Brisbane ยามค่ำคืน แล้วก็ได้รูปถ่าย "CPE#1-2-4 กับหนุงหนิง" มาให้ดูกันครับ

16 September 2005

Dream World

สวนสนุกที่ใหญ่ที่สุดของ Queensland อยู่ในเมือง Brisbane นี่เอง ประมาณเกือบครึ่งทางจากตัวเมืองไป Gold Coast ขับรถเกือบครึ่งชั่วโมงครับ

Dream World ที่นี่ เปิดให้บริการตั้งแต่ 10 โมงเช้า จนถึง 5 โมงเย็น ช่วงนี้เป็นช่วงปิดเทอม เพราะฉะนั้นเลยมีเด็กๆ เยอะมากครับ สนนราคาค่าเข้าก็หัวละ $60 (เกือบๆ 2,000 บาท) โชคดีที่คุณช้างหาตั๋วลดราคามาได้เลยจ่ายไปแค่คนละ $54 ครับ ส่วนเจ้าตัวกับคุณหนุงหนิงเข้าฟรีเพราะมีตั๋วปีสบายไป

เครื่องเล่นที่ท้าทายที่สุดของที่นี่มีด้วยกัน 5 ชิ้นครับ เรียงตามลำดับความซาดิสม์คือ
1. Giant Drop - นั่งห้างสูงยกขึ้นไปเท่าตึก 36 ชั้น แล้วปล่อยลงมาตามแรงดึงดูดโลก
2. The Claw - ชิงช้านรก ให้คนนั่งเรียงกันเป็นวงกลมแล้วโยกไปโยกมา ให้หน้าไถไปกับพื้นโลก
3. Wipe Out - แขวนคนเป็นราวแล้วหมุนมั่วๆ ซั่วๆ ให้คลื่นไส้เล่น
4. Tower of Terror - นั่งรถความเร็ว 160 กม./ชม. จากทางราบขึ้นไปบนเสาสูงอันเดียวกับ Giant Drop
5. Cyclone - รถไฟเหาะตีลังกา 2 ตลบ แค่พอหัวใจวาย

งานนี้ผมกับคุณหนุงหนิงขอบายครับ เนื่องจากอายุยังน้อย ไม่อยากเป็นคนแรกที่หัวใจวายตายคาเครื่องเล่นให้อับอายคนทั่วโลก ส่วนคุณตุ๋มกับคุณช้างสองคน....ดูรูปข้างล่างเอาแล้วกันครับ


นอกจากเครื่องเล่นวิตถารข้างบน สวนสนุกแห่งนี้ก็ยังมีเครื่องเล่นเบาๆ ให้เล่นกันอีกมากมายหลายอย่าง เช่น ล่องแก่ง ขับรถ ฯลฯ รวมทั้งยังมีสวนสัตว์ขนาดย่อม สวนนก แล้วก็มีการแสดงของเสืออีกด้วย


บ้านที่ใช้ในการถ่ายทำ Big Brother Australia ก็อยู่ในสวนสนุกนี้ ดูในทีวีใหญ่มาก แต่ดูจริงๆ หลังเล็กนิดเดียว

เล่นกันอยู่ทั้งวัน ทั้งสนุก ทั้งเหนื่อย ยังดีที่ขากลับคุณช้างพาไปกินอาหารไทยสุดอร่อย ต่อด้วยชีสเค้กชื่อดัง อิ่มแปร้

หนังตาจะปิดแล้วครับ ^^

เดินทาง

ออกเดินทางแต่เช้าตรู่ครับ เพื่อเดินทางไปยัง Brisbane ที่อยู่ห่างออกไปถึงเกือบห้าร้อยกิโลเมตร

ช่วงเช้าถนนหนทางลงจากเขา Armidale ช่างคดเคี้ยวจริงๆ ยังดีที่คุณภรรยาขับรถด้วยความเชี่ยวชาญในระหว่างที่คุณสามีหลับปุ๋ย เลยไม่มีปัญหาอะไรเกิดขึ้น ขับรถเก่งจังเลยนะจ๊ะ ^^

ไม่ได้รีบร้อนอะไรเนื่องจากมั่นใจว่า คุณช้าง กับ คุณหนุงหนิง คงไม่หนีไปไหนแน่ๆ ก็เลยขับรถดูโน่นดูนี่ แวะไปเรื่อยๆ คนภูเขาขับรถทางเลียบทะเลทั้งทีนี่นา

จุดแรกที่แวะก็คือ หัวเลนนอก (Lennox Head) เป็นที่แวะชมวิวชมเมืองชมทะเลครับ ชายหาดที่นี่สะอาดจริงๆ เลย อยากให้บ้านเราเป็นแบบนี้บ้างจัง



ขับรถออกจากหัวเลนนอกพักหนึ่ง ก็จอดแวะชมวิวที่ประภาคาร อ่าวใบรอน (Byron Bay) ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญแห่งหนึ่งของที่นี่ สวยมากครับ ประภาคารสีขาวตัดกับทะเลและท้องฟ้าสีคราม เสียอย่างเดียว ที่จอดรถแพงมาก กะเหรี่ยงจนๆ เลยต้องจอดรถฟรีในป่าแล้วเดินขึ้นเขาไปถ่ายรูป ยังดีที่มีไอติมอร่อยๆ ให้กิน เห็นเค้าโม้ว่าไอติมที่นี่อร่อยติด 1 ใน 10 ของออสเตรเลียด้วยครับ


ขับรถต่อไปอีกพักใหญ่ ก็เข้าสู่ดินแดน Gold Coast แล้วก็แวะเที่ยวชายหาดชื่อดังที่ Surfer Paradise แถวนี้เจริญมากครับตึกสูงๆ เพียบเลย ดูแล้วนึกถึง Armidale ที่ไม่มีตึกสูงซักหลังซึ่งก็น่าอยู่ไปอีกแบบ


หลังจากนั้นไม่นานก็ถึง Brisbane จนได้ครับ หลงทางนิดๆ หน่อยๆ พองามเพราะเริ่มมืด ในที่สุดก็เจอกับคุณช้างคุณหนุงหนิงเป็นที่เรียบร้อย รวมเวลาเดินทางประมาณ 10 ชั่วโมงครับ

14 September 2005

คำรณ

มีแต่คนถามหา คำรณ ว่าเป็นยังไงบ้าง สบายดีหรือเปล่า โดนตบตายไปหรือยัง

ถามมาก็จัดให้ครับ คำรณยังอยู่ดีมีความสุขตามประสาแมลงวันทั่วไป บางวันก็เฝ้าครัว บางวันก็เฝ้าห้องน้ำ บางวันก็ออกไปเที่ยวนอกบ้านบ้าง แต่ก็ไม่เคยกลับค่ำซักครั้ง

นับตั้งแต่วันที่คำรณย้ายเข้ามาอยู่บ้านหลังนี้ ก็เป็นเวลาสองอาทิตย์แล้ว ใครยังไม่รู้จักสมาชิกคนนี้ก็ลองย้อนกลับไปดู Blog ของวันที่ 1 กันยายนนะครับ เรื่อง "สมาชิกใหม่"

ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว ก็เลยถ่ายรูปคู่กันมาให้ดูเลย แถมลายเซ็นต์ด้วย ตอนนี้คำรณเขียนชื่อตัวเองเป็นภาษาไทยได้แล้วนะครับ ^^


พรุ่งนี้ผมกับ คุณตุ๋ม จะไปหา คุณช้าง กับ คุณหนุงหนิง ที่ Brisbane เป็นเวลา 4 วัน คำรณก็รับปากจะดูแลบ้านให้ น่ารักจริงๆ เชียวแมลงวันอะไรก็ไม่รู้

13 September 2005

ก้าวไกล

Final Fantasy เป็นชื่อของตระกูลเกมส์ยอดนิยมเกมส์หนึ่งครับ ถูกสร้างขึ้นมาครั้งแรกตั้งแต่ปี พ.ศ. 2530 จนมาถึงวันนี้มีภาคหลักรวมกันถึง 11 ภาค มีภาคย่อยๆ อีกเกือบ 10 ภาค และตอนนี้ก็กำลังอยู่ในระหว่างการสร้างอีก 2 ภาค เรียกว่าถ้ายังมีคนเล่นอยู่ เกมส์ตระกูลนี้ก็ยังจะสร้างต่อไป จนกว่าจะตายกันไปข้างหนึ่งนั่นแหละครับ

Final Fantasy มาดังเอาสุดๆ ในช่วงภาค 7-8-9 ที่มีการแปลภาษาไปเป็นภาษาอังกฤษ แล้วก็ได้รับความนิยมอย่างมากจากนักเล่นเกมส์ฝั่งอเมริกาเนื่องจากเป็นเกมส์ที่ภาพสวยมากๆ และมีการตัดกราฟฟิกภาพสามมิติระหว่างเล่นเกมส์เป็นระยะๆ ทำให้เวลาเล่นเกมส์ก็จะเหมือนเล่นไปดูหนังไป

นอกจากเกมส์ ก็มีการ์ตูนแบบเป็นเล่ม การ์ตูนแอนิเมชั่น และอื่นๆ อีกมากมาย ทำกำไรให้บริษัทผู้สร้างตั้งไม่รู้เท่าไหร่ จริงๆ แล้วเกร็ดเกี่ยวกับ Final Fantasy มีมากกว่านี้อีกเยอะครับ เช่น ชื่อเกมส์นี้มาจากตอนที่บริษัทผู้สร้างกำลังจะล้มละลาย มีงบประมาณสร้างเกมส์ออกมาวัดดวงเป็นเกมส์สุดท้าย ก็เลยใช้คำว่า "Final" ซึ่งมีความหมายว่า "สุดท้าย" นั่นเอง แต่เหมือนถูกหวยเมื่อเกมส์ขายได้ถล่มทลาย ก็เลยมีเงินมาสร้างภาคต่อ แล้วก็กลายเป็นที่มาของเกมส์ตระกูลนี้ในที่สุด

พอเกมส์ได้รับความนิยมมากเข้า บริษัท Square-Enix ผู้สร้างก็คิดการใหญ่ พยายามแตกแขนงธุรกิจออกมา กะจะเจาะตลาดใหญ่ด้านฝั่งตะวันตก โดยใช้จุดเด่นของหนัง 2 จุด คือคอมพิวเตอร์กราฟฟิก และชื่อซีรี่ย์ สร้างออกมาเป็นหนังใหญ่โดยใช้ชื่อว่า Final Fantasy: The Spirits Within ออกฉายทั่วโลกเมื่อ พ.ศ. 2544

ปรากฏว่าเจ๊ง!! เจ๊งไม่เป็นท่า

ก็ใครเล่าจะไปดูหนังที่ดีแต่สวย แต่เนื้อเรื่องไม่เอาถ่านแถมยังเข้าใจได้ยาก

หลังจากนั้น 2-3 ปีตอนแรกนึกว่าบริษัทผู้สร้างจะเข็ดกับการสร้างหนังซะแล้ว แต่จู่ๆ ก็มีข่าวขึ้นมาว่าจะมีการจับ Final Fantasy VII ขึ้นมาปัดฝุ่นทำใหม่ และทำเป็นหนังคอมพิวเตอร์กราฟฟิกทั้งเรื่องซะด้วย!! ทีนี้คอเกมส์ก็ตาลุกวาวสิครับเพราะเกมส์ภาคนี้เป็นภาคที่มีเนื้อเรื่องโดดเด่นแถมยังได้รับความนิยมสูงมาก ในอเมริกาขายได้ถึง 2.45 ล้านชุด ญี่ปุ่นอีก 3.28 ล้านชุด ไม่นับพี่ไทยที่ก๊อปปี้เล่นฟรี ถ้าทำหนังออกมาแล้วคนซื้อมากขนาดนี้ก็รวยเละครับ

หลังจากมีข่าวออกมาได้พักใหญ่ ทางบริษัทก็เริ่มปล่อยภาพจากหนังออกมายั่วน้ำลาย จากภาพของตัวละครในเกมส์กลายมาเป็นภาพแบบคนจริง สวยมากครับ!

พอปล่อยภาพออกมาได้ไม่นาน ก็มีการปล่อยตัวอย่างหนังเป็นระยะๆ ยิ่งเล่นเอาผู้ที่ชื่นชอบน้ำลายไหลตั้งตารอกัน

ปล่อยออกมาแต่ตัวอย่าง ส่วนตัวหนังจริงๆ เลื่อนแล้วเลื่อนอีก -"-

จนมาวันที่ 11 กันยายน หนังเรื่องนี้ได้ฤกษ์วางแผงจำหน่ายอย่างเป็นทางการซะทีหลังจากที่เลื่อนมาหลายครั้งหลายหน เป็น DVD ภาษาญี่ปุ่น ถ้าจะรอภาษาอังกฤษต้องรอเดือนหน้า ส่วนภาษาไทยจะออกก็พฤศจิกายนครับ

โม้มาซะยาว จริงๆ ไม่มีอะไรหรอกครับ แค่อยากจะบอกว่า ด้วยเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ตที่ก้าวไกลสุดๆ ทำให้:
- DVD หนังลิขสิทธิ์ภาษาญี่ปุ่นออกวันที่ 11
- หนังถูกก๊อปแล้วนำมาปล่อยในอินเตอร์เน็ตคืนวันที่ 11 คืนเดียว คุณภาพชัดแจ๋ว 100%!!
- ใครดูแล้วงงภาษาญี่ปุ่นไม่ต้องกลัวเพราะบทหนังถูกแปลและมีคำบรรยายภาษาอังกฤษให้โหลดในอินเตอร์เน็ตเรียบร้อยก่อนบ่ายวันที่ 12!!!
- พวกอ่อนภาษาอังกฤษรออีกไม่กี่อึดใจ คำบรรยายภาษาไทยสมบูรณ์พร้อมโหลดเช้าวันที่ 13!!!!
- ฟรี 100% ทุกอย่าง ขอแค่มีคอมพิวเตอร์ที่ต่อกับอินเตอร์เน็ต!!!!!



ไม่ต้องกลัวนะ ถึงโหลดมาดูแล้วก็จะซื้อแผ่นแท้ ทำออกมาซะเจ๋งขนาดนี้ ^^

11 September 2005

ก๋วยเตี๋ยวไก่

นักเรียนไทยกลุ่มที่สนิทกันนี่ส่วนใหญ่จะพักอยู่ในหอพักของมหาวิทยาลัยครับ บ้านหลังนี้เลยกลายเป็นจุดนัดพบ จากแรกๆ เดือนละครั้ง มาช่วงนี้รู้สึกจะบ่อยขึ้นเรื่อยๆ เป็นทุกอาทิตย์

ตอนทำกับข้าวเปิดคุยคุ้ยข่าว ตอนกินเปิดบางรักซอยเก้า เหมือนอยู่บ้านเลยครับ

อาทิตย์ที่แล้วข้าวมันไก่ อาทิตย์นี้เป็นก๋วยเตี๋ยวไก่ ไม่รู้อาทิตย์หน้าจะเป็นอะไรน้อ

ก๋วยเตี๋ยวไก่คุณตุ๋มนี่หรูมากเลยขอบอก น่องไก่คุณภาพดีราคาถูกตุ๋นจนเปื่อยต้มรวมกับคื่นช่ายฝรั่งจนหอม แถมอยากกินเส้นเล็กหรือเส้นหมี่ก็ได้มีให้เลือก เครื่องปรุงก็พร้อมสรรพทั้งกระเทียมเจียว น้ำปลา พริก น้ำตาก น้ำส้มสายชู เหมือนกับกินที่เมืองไทยไม่มีผิดเลย

มื้อต่อไป คุณตุ๋มบอกว่าจะทำข้าวซอยครับ ^_^

08 September 2005

หน้าชั้นเรียน

ลูกศิษย์ของซาจี๊มีอยู่ด้วยกัน 5 คนครับ ไทย 2 อินโด 1 จีน 1 อินเดีย 1

ตั้งแต่เดือนที่แล้วเป็นต้นมา ซาจี๊เริ่มนัดประชุมทุกๆ 2 สัปดาห์ (ได้ความคิดมาจากคนแถวๆ นี้) โดยมีการมอบหมายให้ 1 ใน 5 กุมารทอง หรืออาจารย์ภายในภาควิชาออกมาบรรยายเรื่องเกี่ยวกับงานวิจัยของตัวเอง แล้วก็มอบให้ลูกศิษย์ที่เพิ่งมาใหม่และยังว่างที่สุดเป็นผู้ดูแลการประชุม จะใครที่ไหน ก็ข้าพเจ้านี่เอง -"-

ประชุมครั้งแรกสุด คุณตุ๋ม ออกไปโม้เรื่องการพัฒนาซอฟต์แวร์แบบ Agile Development

ประชุมครั้งที่สอง ลิ้นจี่ ออกไปโม้เรื่องอะไรก็ไม่รู้ ฟังไม่รู้เรื่อง

ประชุมครั้งที่สาม คือสัปดาห์นี้นี่เอง ซาจี๊ก็เปลี่ยนแนว มอบหมายให้ อาจารย์ พ. (นามสมมุติ) ออกมาบรรยายบ้าง นัยว่าจะให้นักศึกษาติงต๊องทั้งหลายได้ดูว่างานวิจัยเด็ดๆ เค้าทำกันยังไง

แต่พอถึงเวลาจริง ปรากฏว่า อาจารย์ พ. (นามสมมุติ) เบี้ยวครับ!!

ในฐานะผู้ดูแลการประชุม นายอี้ ก็เลยต้องบากหน้าไปถามซาจี๊ว่าแล้วจะเอายังไงกันดี คนพูดไม่อยู่ ลูกศิษย์ที่เหลืออีกสองคนยังไม่ได้พูดต่างคนก็อ้างโน่นอ้างนี่ ยกเลิกไปเลยดีมั้ย

ซาจี๊ก็ถามกลับมาอย่างเลือดเย็น "เอางี้ เอ็งพูดไปละกัน"

อ่าวซวยดิครับเจ้านาย!!

"อยากพูดอะไรก็พูดไป พูดเรื่องงานวิจัยที่เคยทำตอน ป.โท ก็ได้ เพิ่งมาได้ไม่นานชาวบ้านเค้าไม่ซีเรียสกันหรอก ขำๆ" ซาจี๊บอก

แล้วกระผมจะทำเยี่ยงไร ก็ต้องกล้ำกลืนรับคำอย่างภาคภูมิใจ

กลับบ้านมานั่งนึก ตูจะพูดเรื่องอะไรดีฟะ งานวิจัยป.โท ก็เป็นเรื่องจิ๊บๆ จ๊อยๆ แถมยังทำไปเมื่อ 6 ปีที่แล้ว จำไม่ได้แล้วว่าเขียนอะไรไปบ้าง

หรือจะเอาเรื่อง หัวล้าน 7 ชนิดเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษ ที่เคยบรรยายให้ฝรั่งฟังตอนเรียนภาษาอังกฤษช่วงที่เรียนปริญญาโทดี แต่คิดไปคิดมาถ้าเอาจริงซาจี๊คงกระโดดถีบ

สุดท้าย ก็เลยเอาเรื่องงานวิจัยของชาวบ้านที่ได้ผ่านตาในช่วงหนึ่งเดือนครึ่งนี้มายำแล้วสรุปออกมาเป็นหัวข้องานวิจัยที่กำลังเล็งว่าจะทำอยู่ แล้วก็กัดฟันโม้ๆ ไป ด้วยภาษาอังกฤษสำเนียงไทยไร้แกรมม่าอย่างเคย

ตอนพูดน่ะยังไม่เท่าไหร่ แต่พอเจอคำถามแต่ละคนนี่แทบคลั่ง

ไม่ใช่คลั่งเพราะตอบไม่ได้ แต่คลั่งเพราะฟังมันถามไม่รู้เรื่องครับ -"-

06 September 2005

เนื้อ

อยู่เมืองนอก อะไรๆ ก็แพง จะซื้ออะไรทีต้องคิดกันหลายตลบเพราะเห็นราคาแล้วซื้อไม่ลง

โดยเฉพาะพวกอาหารทั้งหลาย หมู เห็ด เป็ด ไก่ นี่แพงเหลือเกินครับ ยิ่งปลาไม่ต้องพูดถึง แพงแบบเกินงามมากทั้งๆ ที่ประเทศนี้เป็นประเทศเกาะ มีทะเลให้จับปลาได้ไม่รู้เท่าไหร่

เนื้อไก่ เป็นเนื้อที่ถูกที่สุด ส่วนที่ราคาถูกหน่อยก็คือสะโพก กับปีก ถ้าเป็นส่วนอื่นก็จะแพงขึ้น ยิ่งเนื้ออกถลกหนังนี่กิโลละประมาณ $7 (210 บาท) เป็นอาหารหลักของสามีภรรยาคู่นี้ ถ้าปริญญาเอกเรียนซัก 10 ปีนี่รับรองโรคเก๊าท์ถามหาแน่

เนื้อหมู ก็ราคาจะแพงขึ้นมาอีก แค่กระดูกหมูฝรั่งยังโขกไปซะกิโลละ $2.69 (80 บาท) พวกหมูบด หมูชิ้นนี่จะซื้อทีเหงื่อตกเลยครับเพราะแพงมาก แถมหมูที่นี่ยังมีกลิ่นสาบๆ แปลกๆ บางทีทำอาหารเสร็จแล้วยังรู้สึกสาบๆ อยู่เลย ไม่เหมือนของบ้านเราที่คุณภาพดีกว่า ราคาถูกกว่า

เนื้อวัวกับเนื้อแกะ นี่คุณตุ๋มไม่ค่อยชอบกลิ่น ก็เลยยังไม่เคยซื้อมากินจริงๆ จังๆ แต่ราคาก็แพงไม่แพ้กัน

แต่ก็ยังโชคดีที่มีวิธีแก้อยู่บ้าง!!

เรื่องของเรื่องคือเวลาจะซื้ออาหารสดที่เมืองนอก มันจะมีเทคนิคเล็กๆ อย่างหนึ่ง ที่ทำให้เราสามารถประหยัดเงินได้มากครับ

นั่นก็คือ!!

หมั่นตรวจสอบวันหมดอายุของสินค้าที่เราอยากซื้อเสมอ โดยเฉพาะสินค้าล็อตใหญ่ที่จะหมดอายุพร้อมกัน มีโอกาสที่คนจะซื้อไม่ทันสูงมาก ถ้าของยังขายไม่ออก ก่อนหมดอายุ 1 วัน ห้างจะลดราคาสินค้าชิ้นนั้นลงตั้งแต่ 50c หรือ $1 หรือ $2 หรือมากกว่านั้น จากหมูบดแพ็คละ $3.50 เหลือ $2.50 ก็ถือว่าลดเยอะเอาการอยู่ ผมเคยเห็นขาหมูยักษ์ลดราคาจากประมาณ $16.00 เหลือประมาณ $6.00 ก่อนวันหมดอายุเพียงวันเดียวครับ

เดี๋ยวนี้เวลาไปซื้อกับข้าว สองสามีภรรยาก็จะเดินเล็งแต่เนื้อลดราคา ใกล้หมดอายุก็เรื่องของมัน กลับบ้านจับยัดใส่ตู้แข็งแล้วเก็บไว้อีกเดือนนึงก็ยังไม่เสีย

นโยบายนี้เรียกว่า "ซื้อสินค้าตามฤดูกาล" ครับ ^^

04 September 2005

Spring

ช่วงนี้เริ่มรู้สึกได้ค่อนข้างชัดเจนแล้วว่าฤดูหนาวที่แสนทรมานกำลังจะสิ้นสุด ด้วยอากาศที่อุ่นขึ้น ฝนที่ตกเกือบทุกวัน และดอกไม้สวยๆ มากมายที่กำลังเริ่มผลิดอก

ตอนนี้เวลาทำงานกลางคืน เหมือนทำงานในห้องแอร์ที่ปรับอุณหภูมิไว้กำลังดี ไม่ได้หนาวจนขนาดถ้าไม่เปิดฮีทเตอร์จะแข็งตายเหมือนเมื่อก่อน พื้นห้องน้ำก็ไม่ได้หนาวขนาดที่ต้องใส่รองเท้าทุกครั้งเวลาจะไปปลดทุกข์อีกแล้ว

ได้ยินว่าต่อไปนี้อากาศจะอุ่นขึ้นเรื่อยๆ ต้นไม้แห้งๆ ทั้งหลายก็จะเริ่มเขียว คงสวยน่าดูโดยเฉพาะถนนเส้นไปมหาวิทยาลัย

ดีจังเลย จะได้ใส่รองเท้าแตะออกบ้านบ้างแล้ว ^^

03 September 2005

The Thunberbolt Country

เมือง Uralla เป็นเมืองเล็กๆ อยู่ห่างจาก Armidale ไปทางทิศใต้ประมาณ 20 กิโลเมตร วันนี้เป็นวันฉลองครบ 150 ปีของการก่อตั้งเมือง มีงานเดินขบวนพาเหรดของชาวเมือง แล้วก็มีกิจกรรมอีกมากมายให้นักท่องเที่ยวได้สนุกสนานกันครับ

งานฉลอง 150 ปีนี้มีชื่อว่า "The Thunderbolt Country Fair and Talent Quest" ซึ่งจัดขึ้นในวันเสาร์และอาทิตย์ที่ 3-4 กันยายนนี้เอง ครั้งนี้รวบรวมพลพรรครักเอยกันได้ 7 ชีวิต ขับรถ 2 คันราวๆ ครึ่งชั่วโมงก็ถึงที่หมายโดยสวัสดิภาพ

Thunderbolt เป็นชื่อของขุนโจรชื่อดังของเมืองนี้ ซึ่งหลังจากที่อ่านแล้วแปลประวัติแกแบบมั่วๆ ก็เข้าใจไปว่าตาลุงคนนี้เป็นโจรขโมยม้า ปล้นโน่นปล้นนี่ และทำตัวเป็นศัตรูกับรัฐบาล โดยส่วนที่แตกต่างจากโจรทั่วไปคือ ลุงคนนี้ไม่เคยฆ่าคน และเวลาขโมยม้าจะเลือกแต่ม้าเกรดเอเท่านั้น อ่านแล้วก็ยังงงๆ ว่าแล้วจะมาเคารพเทิดทูนกันยกให้ Uralla เป็น Thunderbolt Country ไปทำไม แถมยังสร้างอนุสาวรีย์ให้อีกต่างหาก ใครสนใจก็ลองไปอ่านประวัติของขุนโจรคนนี้กันได้ ที่นี่ ครับ

ตัวงานหลักๆ ก็คือการเดินขบวนพาเหรดที่ประกอบไปด้วยรถโบราณสมัยเจ้าคุณปู่ รถม้า ขบวนปี่สก๊อต รถขนเด็กอนุบาล รถขนคนชรา รถขนแม่ชี รถซิ่ง แม้กระทั่งขบวนรถดับเพลิงก็ยังเสร่อมากับเค้าด้วย เรียกว่าอะไรของเมืองนี่ที่วิ่งได้โดนจับมาร่วมขบวนกันหมด ดูแล้วฮาดีครับ


หลังจากขบวนพาเหรดที่ยาวประมาณครึ่งชั่วโมงจบลง ก๊วนกะเหรี่ยงไทยก็ไม่รู้จะทำอะไร จะกลับบ้านเลยก็ออกจะเร็วไปหน่อย อุตส่าห์ถ่อมาถึง Uralla แล้วก็เลยตกลงใจกันรวดไปเที่ยวโบสถ์แห่งหนึ่งที่มีชื่อเสียงในย่านเดียวกันซักหน่อย

ขับรถไปอีกประมาณ 11 กิโลเมตรก็ไปถึงโบสถ์ Gostwyck Chapel ซึ่งขึ้นชื่อลือชาในด้านความสวยงาม เนื่องจากโบสถ์นี้จะถูกปกคลุมไปด้วยต้น Boston Ivy ที่จะทำให้โบสถ์เป็นสีเขียวสดในช่วงฤดูใบไม้ผลิ และเป็นสีแดงสดในช่วงฤดูใบไม้ร่วง เจ้าหน้าที่ฝรั่งที่ศูนย์ข้อมูลท่องเที่ยวก็เชียร์ให้ไปถ่ายรูปเพราะว่าตอนนี้เป็นช่วงปลายฤดูหนาว ต้นไม้ที่คลุมโบสถ์ก็น่าจะเขียวสวยแล้ว


แต่พอไปถึงจริงปรากฏว่าต้น Ivy ที่ขึ้นชื่อลือชา ยังแห้งเป็นซากด้วยฤทธิ์ของฤดูหนาวที่ยาวนานเป็นพิเศษของปีนี้ ยังไม่เห็นใบใหม่งอกออกมาเลยซักใบ โบสถ์ที่น่าจะสวยเลยมีสารรูปเยี่ยงโบสถ์ร้าง ถ่ายรูปออกมาคงไม่เวิร์ค เลยถ่ายรูปวิวแถวๆ นั้นมาแทนไปพลางๆ ก่อน ได้บรรยากาศของเมืองนอกฤดูหนาวดีครับ

และแล้ววันแห่งการพักผ่อนก็หมดไปอีกวัน เหลืออีกแค่วันเดียวก็ต้องกลับไปทำงานแล้ว ~>_<~

01 September 2005

สมาชิกใหม่

วันนี้เป็นฤกษ์งามยามดี เป็นวันที่บ้านหลังเล็กๆ ณ ใจกลางเมือง Armidale หลังนี้ได้ต้อนรับสมาชิกใหม่อีก 1 ท่านครับ

จริงๆ แล้วสมาชิกใหม่ผู้นี้ได้แวะมาพักที่บ้านระยะหนึ่งแล้ว แล้ววันนี้นี่เองที่ได้ทำการตกลงเซ็นสัญญากันเรียบร้อยมาเป็นสมาชิกถาวรของบ้านอย่างเต็มตัว

เพื่อนใหม่ชื่อว่า "คำรณ" ครับ

คำรณ (ย่อมาจาก รนหาที่ตาย) เป็นแมลงวันควายไม่ทราบเพศ บินหลงเข้ามาในบ้านหลังนี้ตั้งแต่วันจันทร์ที่ผ่านมา แล้วก็บินไปๆ มาๆ ไม่ยอมกลับบ้านซักที คาดว่าคงติดใจอาหารไทยฝีมือคุณตุ๋ม พยายามจะไล่ก็แล้ว พยายามจะตบก็แล้ว คำรณผู้ว่องไวก็ยังมีจิตใจยึดมั่นอยากจะขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งในบ้านให้ได้

จนมาวันนี้ หลังจากไปตีสควอชมา เหงื่อออก ตัวเหม็น หัวเหม็น นึกถึงว่าถ้าเป็นที่บ้านเมืองไทยแม่คงไล่ไปอาบน้ำก่อนแล้วค่อยมาคุยกันทีหลัง แต่นี่แทนที่คำรณจะรังเกียจแล้วบินหนีไป กลับกลายเป็นว่าคำรณได้แสดงน้ำใจซึ่งมีอย่างเหลือเฟือโดยการเข้ามาเกาะหัวคุณอี้อย่างสนิทสนม เกาะแสดงสายใยความรักความผูกพันอยู่อย่างนั้นเป็นเวลาหลายวินาที ก่อนที่จะบินไปสำรวจรอบๆ บ้านเป็นนัยว่า "เหนื่อยก็พักผ่อนนะ ไม่ต้องห่วงบ้าน รณจะเฝ้าให้เอง"

สุดท้ายก็ใจอ่อนครับ ใช้มาตรการของรัฐมนตรีประเทศสารขัณฑ์ที่ว่า ถ้าไม่สามารถปราบปรามได้ ก็ทำให้มันถูกกฏหมายซะ ดังนั้นเจ้าของบ้านทั้งสองก็เลยออกวีซ่ายกระดับฐานะคำรณจากแขกเป็นสมาชิกของบ้านในวันนี้เอง

ลองมาทายกันดูนะครับ ว่าคำรณจะมีชีวิตรอดได้อีกกี่วัน ^^