The Intersect

31 October 2005

PPT

เนื่องด้วยหมดมุขไม่รู้จะเขียนอะไรดี ก็เลยมักง่ายหยิบเอา PPT วันงานแต่งงานมาโชว์ให้ดูกันสำหรับคนที่กำลังมีความรัก คนที่กำลังจะแต่งงาน หรือคนที่อยากเก็บไว้ดูเล่น ขนาดใหญ่นิดหน่อย 25M (25,654,466 Bytes) เพราะอัดเพลงอัดรูปลงไปเต็มพิกัด ใครโหลดไหวก็ลองโหลดมาดูได้นะครับ ขอขอบคุณพฤกษ์และบริษัท Wide Information Network สำหรับสถานที่ด้วย

ดาวน์โหลดที่นี่

ขอตัวไปรับมือกับกองทัพเกรียนที่กำลังจู่โจมห้องครัวก่อนครับ ในชีวิตจริงไม่เห็นมันจะปอดแหกอย่างในนิยายเลย ^^"

29 October 2005

พิเศษ

วันนี้เป็นวันพิเศษครับ อะไรๆ ก็ดูแจ่มใส แถมภรรยาที่น่ารักอยู่แล้วยังน่ารักเป็นพิเศษ

หลังจากตื่นเช้าไปหาซื้อแกลบลดราคามากิน คุณสามีก็ขึ้นไปเล่นคอมพิวเตอร์ก๊อกๆ แก๊กๆ ตามประสาคนขี้เกียจในวันเสาร์

ส่วนคุณภรรยาเปิดคอมพิวเตอร์ทิ้งไว้แล้วก็หายไปไหนก็ไม่รู้

ครึ่งชั่วโมงผ่านไป คุณภรรยาก็ยังไม่กลับขึ้นมาบนห้อง

หนึ่งชั่วโมงผ่านไป คุณภรรยาก็ยังหายตัว แต่เริ่มรู้สึกเหมือนได้กลิ่นอะไรหอมๆ ลอยมาชนจมูก มีเสียงกุกๆ กักๆ ในครัว พร้อมกับเสียง วี๊ด ว๊าย เป็นระยะๆ พอชะโงกหน้าลงไปถามว่าจะให้ช่วยมั้ย ก็ได้รับแต่คำตอบว่า ไม่ต้องลงมา อย่ามายุ่ง

สองชั่วโมงผ่านไป ในที่สุดคุณภรรยาก็บอกว่าเรียบร้อยแล้ว

มื้อนี้สุดหรูครับ... ปีกไก่ทอด ไก่ยัดใส้น้ำแดง กับบะกุ๊ดเต๋ซี่โครงหมู (ซี่โครงหมูตุ๋นยาจีน)


อร่อย อิ่ม มีความสุขจังเลย ขอบคุณนะจ๊ะคนดี ^^

28 October 2005

เบา

วันนี้นัดช่าง K-mart ไว้จะเอารถไปเปลี่ยนน้ำมันเครื่องและเช็ค 5,000 กิโลเมตร หลังจากที่พาเจ้ามิตซูบิชิแมกน่าคันนี้ไปตะลอนๆ ถึงบริสเบนมาแล้ว

ตอนที่นัดก็คุยกับช่างซะดิบดี ตกลงราคากันที่ $109 (ราวๆ สามพันห้าร้อยบาท) ความจริงได้ยินตอนแรกก็แทบช็อคแล้วที่ราคาอะไรมันจะมหาโหดปานนั้น

ทำแถวบ้านที่เมืองไทยสองร้อยกว่าบาทเองนะเฟ้ย!

แต่จะทำยังไงได้เพราะขนาดวันนั้นช่วยกันกับคุณช้าง พยายามอยู่ตั้งนานก็ยังไขน๊อตเปลี่ยนน้ำมันเครื่องเองไม่ได้

หลังจากส่งรถตามนัดเสร็จก็กลับมาบ้านนั่งเล่นเว็บเล่นเกมส์ไปเรื่อยๆ วันนี้มันวันเสาร์น้อยนี่นา

สองชั่วโมงผ่านไป โทรศัพท์ลึกลับก็ดังขึ้น อ่อ มาจากอู่ K-mart นี่เอง รถคงเสร็จแล้ว

ที่ไหนได้พอรับโทรศัพท์ คุยไปซักพัก คุณช่างใจดีตรวจรถให้ละเอียดยิบ พร้อมสาธยายรายการซ่อมเพิ่มมาอีก 1 กระบุงใหญ่

ผ้าเบรคหมด ยางสึก โช๊ครั่ว ล้อต้องถ่วง ปิดท้ายด้วยอะไรอีกอย่างก็ไม่รู้ฟังไม่รู้เรื่อง

ค่าซ่อมทั้งหมดคิดเป็นเงิน $549 (ประมาณหนึ่งหมื่นเจ็ดพันกว่าบาท)!!!

โอ้พระเจ้าจอร์จ!!!

ฟังราคาแล้วปากสั่น รีบบอกคุณช่างใจดีไปก่อนที่มันจะตรวจเจอจุดซ่อมมากกว่านี้ "งั้นพี่ทำเฉพาะเบรคก่อนก็แล้วกัน อย่างอื่นไว้วันหลัง" คุณช่างก็ดีใจรีบคำนวณค่าใช้จ่ายให้เสร็จสรรพทันควัน "$309 ครับน้อง" แต่ก็ยังไม่วายคะยั้นคะยอว่าจริงๆ น่าจะซ่อมให้ครบเลยน๊า วันศุกร์อยากหาเงินกินเหล้า

เมืองนอกนี่อะไรมันก็แพง วันก่อนค่าตรวจภรรยา 5 นาที ซัดเข้าไป $121 วันนี้ค่าซ่อมรถชั่วโมงกว่าๆ ปาเข้าไปอีก $309 กระเป๋าเบาไปเลยครับ

เดี๋ยวพรุ่งนี้ไปเหมาแกลบลดราคามากินให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย!

26 October 2005

EPISODE III

KICTHEN WARS: EPISODE III - Revenge of the Mankind
ผ่าสงครามห้องครัววิปโยค บทที่ 3 - มนุษยชาติชำระแค้น

ณ เมืองเล็กๆ บนภูเขาในจักรวาลที่ไกลแสนไกล

กองทัพเกรียนได้แอบเข้ามาแฝงตัวอยู่ ณ บ้านหลังน้อยอย่างลับๆ เพื่อจุดประสงค์ที่แสนชั่วร้าย นั่นก็คือ

ยึดครองบ้าน!

แต่พวกมันยังไม่สามารถทำอะไรได้มากนัก เนื่องจากบ้านหลังน้อยยังมีผู้พิทักษ์ที่เข้มแข็ง

"คำรณ"!!

หากเป็นเมื่อก่อน กองทัพเกรียนไม่มีวันจะเข้ามาแทรกแซงบ้านหลังน้อยได้โดยเด็ดขาด แต่ในวันนี้สถานการณ์ต่างๆ กลับเริ่มพลิกผัน

แผลในใจของแมลงวันหนุ่มน้อยจากการถูกกีดกัน ถึงแม้จะเป็นบาดแผลเล็กๆ แต่ด้วยความอ่อนต่อประสบการณ์และเล่ห์เหลี่ยมของกองทัพเกรียน บาดแผลเพียงเล็กน้อยก็เพียงพอที่จะให้พลังด้านมืดเข้าครอบงำ!

---------------------------------------------------------------

จากแมลงวันหนุ่มน้อยน่ารัก "คำรณ" เริ่มออกอาการก้าวร้าว ไม่เชื่อฟังคู่สามีภรรยาเหมือนก่อน

"คำรณ เปี๊ยนไป๋!!!" ภรรยากล่าวอย่างตกใจ
"ตั้งจิตให้มั่นไว้ อย่าให้พลังด้านมืดครอบงำเจ้าได้" สามีพยายามเตือนสติเจ้าแมลงวันตัวน้อย

แต่.....มันสายไปเสียแล้ว ในที่สุดความเกรียนก็ได้ครอบงำ "คำรณ" จนหมด

จากแมลงวันหนุ่ม "คำรณ" มันอุทิศตัวให้กับด้านมืด และได้ฉายาใหม่ว่าเกรียนลอร์ด "ดาร์ท รณ"

---------------------------------------------------------------

กองทัพเกรียนถือโอกาสบุกเข้ายึดครองบ้านหลังน้อยทันที โดยให้ "ดาร์ท รณ" เป็นแม่ทัพนำหน้า และตีโอบล้อมห้องครัวโดยให้ทัพแมลงวันฝูงใหญ่เริ่มวางไข่ทุกหนทุกแห่ง

ภายในเวลาไม่นาน ไข่แมลงวันก็กลายเป็นหนอน บ้านหลังน้อยที่เคยสงบสุขเปลี่ยนจากเดิมจากหน้ามือเป็นหลังมือ
"ชิ เมะ โจ ได๋" หนอนแมลงวันหลายร้อยตัวประสานเสียงเป็นสัญญาณให้เร่งยึดบ้าน

"ถ้าปล่อยให้มันยึดครองบ้านหลังน้อยได้ ต่อไปพวกมันจะต้องยึดครองโลกอย่างแน่นอน" สามีกล่าว
"แต่ นั่นมัน คำรณ..." ภรรยาขอความเห็นใจให้แมลงวันหนุ่ม แต่ในขณะที่ภรรยาผู้ใจบุญพูดยังไม่ทันขาดคำ

ผัวะ!!

เสียงม้วนหนังสือพิมพ์กระทบฝาผนังหนึ่งครั้ง ศพแมลงวันร่วงลงไปกองกับพื้นถึงห้าศพ สามีประกาศสงครามแล้ว!! "เก้ากระบี่เดียวดาย" แม้ไม่ได้ใช้มานานก็ยังเฉียบคมไม่มีเปลี่ยนแปลง!!!

"ดาร์ท รณ" และเหล่าลิ่วล้อทัพหน้าถูกคลื่นรังสีอำมหิตกระแทก บาดเจ็บสาหัส เมื่อแม่ทัพล้ม ฝูงเกรียนที่เหลือก็แตกกระจายหนีตายกันจ้าละหวั่นเพื่อรักษาชีวิตของตัวเองไว้ก่อน ที่บินได้ก็บินหนีสุดชีวิต ที่คลานได้ก็ค่อยๆ กระดืบหนีไป

คู่สามีภรรยาโล่งใจที่เห็นทัพแมลงวันล่าถอย

"กลับตัวกลับใจ สังคมยังให้อภัย!!" ภรรยาประกาศก้องให้ทัพเกรียนกลับตัว
"เช้าฟาดผัดฟักเย็นฟาดฟักผัด!!!" สามีตะโกนไล่หลังให้ทัพเกรียนงงเล่น

และแล้ว ความสงบสุขก็กลับมาสู่บ้านหลังน้อยอีกครั้งหนึ่ง แต่ความสงบสุขครั้งนี้จะอยู่ได้นานแค่ไหน คงมีแต่สวรรค์เท่านั้นที่รู้

.
..
...
....
.....
ในซอกเล็กๆ ของห้องครัว มีไข่แมลงวันสีดำสนิทฟองหนึ่ง เพียงดูด้วยสายตาก็รู้ได้ทันที่ว่าไข่ฟองนี้ดูดซับพลังด้านมืดอย่างเปี่ยมล้น

ไข่แมลงวันสีดำสนิทฟองนี้เริ่มขยับแล้ว!!

- จบบริบูรณ์ -

24 October 2005

EPISODE II

KICTHEN WARS: EPISODE II - Attack of the Greans
ผ่าสงครามห้องครัววิปโยค บทที่ 2 - กองทัพเกรียนจู่โจม

ณ เมืองเล็กๆ บนภูเขาในจักรวาลที่ไกลแสนไกล

"คำรณ" เติบโตขึ้นเป็นแมลงวันหนุ่มหน้าตาดี ขยันขันแข็ง คล่องแคล่วว่องไง และเชื่อฟังคู่สามีภรรยาเป็นอย่างดี แถมยังช่วยดูแลบ้านให้เสมอเวลาที่สามีภรรยาไม่อยู่

แต่ลึกๆ แล้ว สามีภรรยากลับไม่รู้เลยว่า เริ่มมีสิ่งที่ผิดปกติเกิดขึ้นกับแมลงวันหนุ่มน้อยตัวนี้

ทีละน้อย ทีละน้อย....

"ด้านมืดของมันกำลังเติบใหญ่...ข้ามองเห็น" หนึ่งในสมาชิกสมาคมคนกินข้าวพร้อมดูบางรักซอยเก้าในวันหยุดกล่าว
"พวกท่านแน่ใจจริงๆ หรือว่าจะสามารถควบคุมมันได้" อีกหนึ่งในสมาชิกสมาคมคนกินข้าวพร้อมดูบางรักซอยเก้าในวันหยุดเสริม

"ไม่ต้องห่วง ข้ามั่นใจว่าจะดูแลให้มันเติบโตมาเป็นสมาชิกที่เข้มแข็งได้" ภรรยาแย้งอย่างหนักแน่น
"ให้มันรู้มั่งว่ามากินข้าวบ้านใคร อย่าหือ" สามีแถม

แม้ว่าในที่สุดสมาชิกสมาคมคนกินข้าวพร้อมดูบางรักซอยเก้าในวันหยุดจะลงมติว่าจะยกให้คู่สามีภรรยารับผิดชอบก็ตาม แต่คำพูดทุกคำนั้นได้ทิ่มแทงหัวใจเล็กๆ ของเจ้าแมลงวันหนุ่มที่บินวนไปวนมาอยู่ในที่ประชุมอย่างจัง

"อย่าวิตกไปเลย แมลงวันของข้า" สามีปลอบ
"คอยดูเถอะ ซักวันข้าจักต้องพิสูจน์ตัวเองให้ได้" คำรณพูดอย่างมุ่งมั่น

ในระหว่างที่คู่สามีภรรยากำลังปลอบใจคำรณอยู่นั้น ไม่มีใครสังเกตเลยว่า มีแมลงวันฝูงหนึ่งกำลังจับตามองอยู่ไกลๆ

มันอพยพมาจากที่ไหน เมื่อไหร่ ไม่มีใครรู้!

ฝูงแมลงวันหัวเกรียน!!


(กรุณามองส่วนขาวๆ ตรงกลางให้เป็นรูปแมลงวัน)

โปรดติดตามตอนต่อไป...

22 October 2005

EPISODE I

KICTHEN WARS: EPISODE I - The Phantom Menace
ผ่าสงครามห้องครัววิปโยค บทที่ 1 - ภัยซ่อนเร้น

ณ เมืองเล็กๆ บนภูเขาในจักรวาลที่ไกลแสนไกล

สามีภรรยาคู่หนึ่ง อาศัยอยู่ในบ้านหลังน้อยอย่างมีความสุขตามปกติสามัญชนทั่วไป มีเพื่อนฝูงมากมาย ถึงแม้อากาศนอกบ้างจะหนาวเย็นเพียงใด แต่ภายในบ้านไม่เคยขาดความรักความอบอุ่นเลย

จนกระทั่งวันหนึ่ง แมลงวันทารกตัวหนึ่งได้พลัดหลงเข้ามาในบ้านด้วยท่าทางหิวโหยและอ่อนแรง

"ข้ารู้สึกได้... ทารกนี้เปี่ยมไปด้วยความสามารถเหนือแมลงวันปกติทั่วไป ข้าเกรงว่าหากมันหลงเข้าสู้ด้านมืด หายนะจักบังเกิด" สามีกล่าว

"แต่ข้ากลับมั่นใจว่า หากเราให้การดูแลมันอย่างจริงใจ สั่งสอนอบรมมันด้วยความรัก มันจะเติบใหญ่เป็นแมลงวันที่ดีได้" ภรรยาแย้ง

หลังจากปรึกษากันเป็นเวลานาน ด้วยเมตตาธรรม ในที่สุดสามีภรรยาก็ยอมรับแมลงวันทารกตัวนี้เข้าเป็นสมาชิกคนที่สามของบ้านหลังน้อย และได้ตั้งชื่อให้กับมันว่า

"คำรณ"


โปรดติดตามตอนต่อไป...

20 October 2005

เกรียน

ช่วงนี้มีคำคำหนึ่งที่กำลังได้รับความนิยมในหมู่คนเล่นเว็บบอร์ดและเกมส์ออนไลน์ ไม่รู้ว่าจะเคยได้ยินกันหรือเปล่าครับกับคำว่า "เกรียน"

วันก่อนไปเจอกระทู้สนุกๆ จาก pantip.com เลยก๊อปและปรับแต่งมาแบ่งปันกันใน blog ยาวหน่อยแต่อ่านแล้วจะรู้แจ้งถึง "กฏของเกรียน (Grean's Law)" ต้นตอของทฤษฏีอยู่ที่ pramool.com ครับ

-----------------------------------------------------------------------------
ภาษาไทยวันละคำวันนี้ขอเสนอคำว่า เกรียน หากเปิดหาคำนี้ใน พจนานุกรรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 หน้า 141 จะพบว่าถูกนิยามความหมายไว้ 3 ความหมายด้วยกันดังนี้

เกรียน ๑ [เกรียน] ว. สั้นเกือบติดหนังหัว ผิวหนังหรือ พื้นที่ เช่น ผมเกรียน หมาขนเกรียน หญ้าเกรียน
เกรียน ๒ [เกรียน] ดู เลี่ยน ๑.
เกรียน ๓ [เกรียน] น. แป้งซึ่งนวดด้วยน้ำร้อนแล้วไม่น่ายเป็นเม็ดปนอยู่ เม็ดนั้นเรียกว่า เกรียน; เรียกปลายข้าวขนาดเล็กว่า ข้าวปลายเกรียน

แต่วันนี้ผมไม่ได้มาพูดถึงคำนี้ตามที่พจนานุกรรมให้นิยามไว้หรอกนะครับ แต่ผมขอพูดถึงมันในแง่มุมของมนุษย์ไซเบอร์ กันดีกว่าเราจะมาค้นหาความหมายของมันกันและเมื่อรู้ความหมายแล้วอย่าลืมสำรวจตัวเองด้วยนะว่าคุณ "เกรียน" หรือเปล่า

ต้นกำเนิดแห่ง "เกรียน"
"เกรียน" คำนี้มีต้นกำเนิดมาจากที่ใดไม่มีหลักฐานระบุชี้ชัดได้ แต่ที่แน่ๆ บนศิลาจารึก หลักไหนๆ ก็คงไม่มีคำๆ นี้ปรากฏอยู่เป็นแน่ ผู้คร่ำหวอดในวงการณ์เกมบางคนบอกว่า พบเห็นคำนี้ครั้งแรกมาจากเกมออนไลน์ที่มีผู้นิยมเล่นสูงสุดเกมหนึ่ง ส่วนผู้คร่ำหวอดในวงการณ์บอร์ดบอกว่าเห็นครั้งแรกในเว็บซื้อขายแลกเปลี่ยนที่มีผู้ใช้มากที่สุดแห่งหนึ่ง ผมจึงไม่สามารถอ้างอิงได้ว่ามันมีต้นกำเนิดจากที่ใดกันแน่ รู้แต่เพียงว่าวันนี้มันถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลาย

การขยายตัวของ "เกรียน"
"เกรียน" ไม่ใช่คำด่าพร่ำเพรื่อเหมือนอย่างคำด่าอื่นๆ ที่เราคุ้นเคยมาตั้งแต่สมัยพ่อขุนรามคำแห่ง แต่เป็นคำที่ใช้ เฉพาะเจาะจงสำหรับกลุ่มคนประเภทหนึ่ง กลุ่มคนกลุ่มนี้เป็นกลุ่มคนพิเศษนักวิชาการบางท่านบอกว่า เป็นอาการของคนที่เสพหญ้ามากเกินไป จนคอโรฟิวในหญ้าไปอุดตันสมอง จนส่งผลให้การทำงานของสมองซีกขวา ซึ่งเป็นสมองด้านของเหตุผลและการเรียนรู้ หดตัวลง ในขณะที่สมองซีกซ้ายที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการใช้อารมณ์ขยายตัวใหญ่ขึ้น จึงส่งผลให้คนกลุ่มนี้ใช้แต่อารมณ์มากกว่าเหตุผลและการวิเคราะห์ไตร่ตรอง ดังจะพบพฤติกรรมดังกล่าวได้บ่อยๆ ในเกมออนไลน์ หรือตามเว็บบอร์ดทั่วไป สาเหตุที่ทำให้คำนี้เกิดการใช้อย่างแพร่หลายมากขึ้นไม่ใช่เพราะมันถูกนำมาใช้เป็นคำแฟชั่นหากแต่กลุ่มคนประเภทดังกล่าวขยายตัวมากขึ้นและลุกลามอย่างรวดเร็วจนยากที่จะหยุดยั้งได้ต่างหาก

กลุ่มที่อยู่ในสภาวะ "เกรียน"
หลายคนอาจจะเข้าใจผิดจนเหมารวมไปเลยว่า "เกรียน" คือ กลุ่มเด็ก ตั้งแต่ ป.1 จนถึง มัธยมปลาย ที่ตัดผมสั้นเกรียน สาเหตุที่หลายคนตีความแบบนั้นอาจจะเป็นด้วยลักษณะทางกายภาพที่โดดเด่นคือทรงผมที่เลี่ยนเกรียนติดหนังหัว ซึ่งความจริงแล้วตาม "กฎของ เกรียน" หรือ "เกรียน's Law" นั้นลักษณะดังกล่าวเป็นเพียงรากศัพท์ของคำว่า เกรียน เท่านั้นเอง หากแต่ในความเป็นจริง ตามหลักของ "เกรียน's Law" คือ "ความ 'เกรียน' ไม่จำกัด ทรงผม อายุ เพศ หรือ ฐานะ ทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมในความเกรียนเหมือนกันหมด" ดังนั้นจึงพอจะสรุปได้ว่า สภาวะเกรียน เป็นสภาวะของพฤติกรรม ทางความคิด หาใช่ลักษณะทางกายภาพอย่างที่หลายคนเข้าใจกันไม่

ทำไมต้อง "เกรียน"
หลังจากที่ได้ทำการศึกษาและค้นคว้าเป็นเวลาหลายวันผมได้พบว่า คำเหยียดสติปัญญาคำนี้เกิดขึ้นด้วยสาเหตุที่ว่า กลุ่มคนที่อยู่ในสภาวะเกรียนส่วนใหญ่จะเป็นเด็ก และเป็นกลุ่มเด็กที่เล่นเกมออนไลน์ อาจจะด้วยเพราะเกมออนไลน์ในบ้านเรา เปิดกว้างมากจนเกินไป จนเกิดการกระจุกตัวทางการแสดงออกในสถานที่เดียวกัน จนเมื่อเด็กๆ เกิดการคลุกคลีกับพฤติกรรมไม่เหมาะสมบ่อยๆ จึงดูดซึมพฤติกรรมเลวร้ายเหล่านั้นมาใช้โดยไม่มีคนคอยให้คำแนะนำ โดยพฤติกรรมที่เราจะพบเห็นได้จากเด็กที่อยู่ในสภาวะเกรียนก็คือ การกระทำที่ไร้ความคิด พฤติกรรมไร้เหตุผล พฤติกรรมก้าวร้าวทางคำพูดและความคิด เมื่อเข้าสู่สภาวะเกรียนสมองซีกซ้ายจะขยายตัวอย่างรวดเร็ว จนบางครั้งคนที่อยู่ข้างๆ ต้องเข้าระงับสติด้วยการ เบิร์ดกระบาล ซีกซ้ายซะหนึ่งที ก่อนที่อาการจะลุกลามถึงขั้น "โคบ้า" ถ้าเป็นพวกวิกฤติหนักๆ ก็อาจจะกลายเป็น "กระบือบ้า" ได้เหมือนกัน

อาการที่เรียกว่า "เกรียน"
  • กลุ่ม "เกรียน" มักจะมีความเชื่อมั่นตัวเองสูงในจินตนาการ แต่ปฏิบัติตัวตรงกันข้าม อยาก 'เทพ' แต่ทำตัว '(เซ็นเซอร์)' เกรียนประเภทนี้มีคนให้นิยามจำแนกออกมาเป็น กลุ่ม เทพเกรียน หรือ King of เกรียน หรือ เกรียน เหนือ เกรียน
  • กลุ่ม "เกรียน" มักจะมีความอดทนต่อสิ่งเร้าภายนอกน้อยกว่าบุคคลปกติ และควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ค่อยได้ มักแสดงออกทางคำพูด มากกว่าทางความคิด หรือทีเรียกว่า "พูดโดยไม่คิด" ในบางรายจะชอบด่าทอผู้อื่นแบบไร้เหตุผล โดยเชื่อมั่นว่าตัวเองถูกเสมอ จนบางครั้งก้าวล่วงไปถึงบุพการีของผู้อื่น
  • ชาว "เกรียน" จะมีความสุขไปกับการ ด่าคนแบบไร้ เหตุผล และอดีนาลีนของชาวเกรียนจะสูบฉีดรุนแรงขึ้นเมื่อถูกด่าตอบ ชาวเกรียนมีพฤติกรรมที่ชอบเรียกร้องความสนใจ ดังจะพบได้ตามเว็บบอร์ด ในกระทู้ดักควายต่างๆ พอเห็นคนเข้ามาด่าก็นั่งยิ้มชื่นใจ จนกลายเป็นค่านิยมเสพติดของพวกเค้าไปแล้ว
  • อาการหนึ่งที่เห็นได้ชัดจาก กลุ่ม "เกรียน" คือจะเป็นกลุ่มคนที่มี IQ และ EQ ต่ำ เนื่องจากไม่ค่อยชอบใช้ความคิด ชอบใช้แต่อารมณ์ สมองไม่สามารถดูดซึมเหตุผลเข้าไปได้ แต่ถ้าเป็นเรื่องปลุกเร้าอารมณ์ก้าวร้าวจะตื่นตัวในทันที
จะหลีกเลี่ยงสภาวะ "เกรียน" อย่างไร
สภาวะเกรียนสามารถป้องกันได้โดยการสร้าง "ภูมิคุ้มกันโรคเกรียน" การแบ่งเวลาในการใช้ชีวิตประจำวันเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างภูมิคุ้มกันโรคเกรียน การอ่านหนังสือ สะสมความรู้ ใช้สมองซีกขวาในการตัดสินใจ คิดวิเคราะห์ต่างๆ รู้จักระงับอารมณ์ การเป็นคนมีเหตุผล เปิดโอกาสในการรับฟังผู้อื่น เหล่านี้คือผู้ที่จะสามารถหลุดพ้นสภาวะเกรียนได้ นักวิชากรหลายท่านบอกว่า สภาวะเกรียนในเด็กจะหมดไปเมื่อพวกเค้าบรรลุนิติภาวะ แต่ในทัศนะของผมแล้ว การจะหลุดพ้นสภาวะเกรียนได้คุณจะต้องบรรลุนิติภาวะทางความคิด ไม่ใช่อายุ เพราะอย่าลืมว่า ความเกรียนมีอิสระเสรี สามารถเข้าสู่ทุกคนได้ หากคุณมีพฤติกรรมต่างๆ ดังที่ผมได้กล่าวมาแล้วนั้นโปรดระลึกว่า สภาวะเกรียนได้ย่างกรายมาสู่คุณแล้ว อย่าปล่อยให้มันฝังรากเข้าสู่กมลสันดารของเราได้ รีบสะบัดมันให้หลุดพ้น ก่อนที่ชื่อของเราจะถูกเปลี่ยนเป็น "ไอ่เกรียน"
-----------------------------------------------------------------------------

18 October 2005

วัดดวง

หมู่นี้อากาศอาร์มิเดลเข้าสู่ช่วงวัยทอง เอาแน่เอานอนอะไรไม่ได้เลยครับ บทจะร้อนก็ร้อนตับแตก บทจะหนาวก็หนาวตับแข็ง แล้วก็ฝนตกไม่เป็นเวร่ำเวลา วางแผนจะทำอะไรลำบากมาก

ที่สำคัญก็คือเรื่องซักผ้าแหละครับ จะไม่ซักก็ไม่ได้ จะซักก็กลัวฝน ยิ่งสัปดาห์ที่แล้วฝนตกเกือบทั้งสัปดาห์ เลยต้องเล็งพยากรณ์อากาศดีๆ ว่าจะมีวันไหนแดดออกบ้าง เมื่อวันเสาร์ไล่เช็คพยากรณ์อากาศจากทุกสำนัก มีความเห็นตรงกันว่าวันอังคาร (วันนี้) จะเป็นวันเดียวที่มีแดด นอกนั้นวันอื่นๆ มีแต่ฝนตก พายุ ฯลฯ

วันจันทร์ตอนหัวค่ำก็เช็คพยากรณ์อากาศอีกรอบ เพื่อความชัวร์ว่าฝนจะไม่ตก แล้วก็ได้ข่าวดีที่พยากรณ์อากาศทุกสำนักเห็นตรงกันว่าวันอังคารแดดออกแน่นอน

ตื่นเช้าวันอังคารก็เลยรีบลงไปซักผ้า ระหว่างที่ปล่อยเครื่องซักผ้าปั่นผ้าอยู่ก็ขึ้นมาเล่นเน็ทดูโน่นดูนี่ตามระเบียบ แล้วก็รู้สึกเอะใจ เอ ลองเข้าไปดูพยากรณ์อากาศอีกซักรอบดีมั้ย เพื่อความมั่นใจ

ก๊อกๆ แก๊กๆ เปิดเว็บพยากรณ์อากาศ

จ๊าก!!!

ฝน!!!

แม่เจ้า จากเมื่อคืนทุกสำนักเห็นตรงกันว่าแดดออก มาตอนเช้าทุกสำนักเปลี่ยนคำพยากรณ์ว่ามีฝนเยี่ยวแมว (Drizzle) ซะแล้ว

ผ้าก็ซักไปแล้ว ทำยังไงดี ถ้าไม่ตากก็อาจต้องรอไปลุ้นอาทิตย์หน้า ไม่มีเสื้อผ้าใส่อีก

เอาฟะ ยังไงก็คงต้องตาก วัดดวงละกัน!

16 October 2005

เรื่องบนเตียง ภาค 2

ก่อนนอน
ไม่ว่าจะทำงานดึกขนาดไหน เราก็จะเข้านอนพร้อมกัน
แปดโมงครึ่ง
คุณสามีตื่นก่อน พร้อมกับปลุกคุณภรรยาที่กำลังนอนอยู่อย่างมีความสุข เก้าโมง
คุณสามีกลับมาปลุกคุณภรรยาอีกครั้งเก้าโมงครึ่ง
คุณสามีกลับมาปลุกคุณภรรยา...อีกครั้ง

สิบเอ็ดโมงกว่าๆ
เสียงก๊อกๆ แก๊กๆ ดังขึ้น คุณภรรยาเปิดประตูเข้ามาทักทายคุณสามี


ก็ปลุกแล้วนะ จริงจริ๊ง ^^"

15 October 2005

เรื่องบนเตียง ภาค 1

ก่อนนอน
นอนกอดกัน ภรรยาหนุนไหล่ กอดพุงสามีแบบหลวมๆ สามีนอนแบบสบายๆ

ก่อนตื่นนอน
ภรรยานอนแบบสบายๆ สามีโดนถีบเกือบตกเตียง

วันหลังเราเปลี่ยนมานอนเตียงเดี่ยวดีกว่ามั้ย ^^"

13 October 2005

จ๊าก

หลังจากที่หลับหูหลับตาอ่านหนังสือมั่วอยู่เกือบสามเดือน ตอนนี้ก็เริ่มคลำเป้าเจอบ้างแล้ว สัปดาห์ก่อนก็เลยเสนอหัวข้อที่สนใจเป็นบทคัดย่อแนวความคิดและแนวทางวิจัยให้ซาจี๊ลองเอาไปอ่านดู 8 หัวข้อด้วยกัน

และแล้ววันนี้ก็มีประชุมรายงานความก้าวหน้าประจำสัปดาห์กับซาจี๊ตามปกติครับ ไม่รู้ท่านอาจารย์ที่ปรึกษาผู้น่ารักไปกินยาปลุกที่ไหนมา ร่ายซะยาวกับแนวความคิดทั้ง 8 ที่ส่งให้เมื่อสัปดาห์ก่อน อันนี้ดีนะน่าสนใจ อันนี้ใช้ได้ อันนี้ไม่เหมาะจะเป็นงานวิจัยหลักแต่เหมาะจะเป็นงานสนับสนุน อันนี้วิจัยยากอย่าไปทำเลย สรุปว่า 8 หัวข้อ เอามาใช้ได้จริงซะ 3 เอามาใช้สนับสนุนได้อีก 3 แล้วก็ไม่คุ้มวิจัยอีก 2

ฟังดูดีครับที่อาจารย์พอใจกับงาน แต่หลังจากคุยลงลึกไปอีกหน่อยนี่สิ

"ทำได้ดี เดี๋ยวประชุมกลุ่มคิวต่อไปออกไปพูดละกัน"

มามุขเดิมอีกแล้ว!!!

คนอื่นยังพูดไม่ครบรอบเลย จะให้พ้มลุยอีกแล้วเหรอ ^^"

กำหนดการบรรยายหน้าชั้นประชุมกลุ่ม 3 พฤศจิกายน สงสัยต้องเตรียมข้อมูลอย่างหนักซะแล้ว เพราะครั้งก่อนคนบรรยายเป็นระดับอาจารย์ยังโดนอัดซะซีด แล้วนักศึกษาอย่างข้าพเจ้ามันจะไปเหลืออะไร ถ้าฐานไม่แน่นจริงมีหวังเละเป็นโจ๊กแน่เลย ในวงการวิชาการ หน้าตาดีช่วยอะไรไม่ได้ซะด้วย

แกล้งป่วยดีมั้ยเนี่ยเรา ^^"

11 October 2005

เพื่อนสนิท

ระยะนี้มีแต่คนพูดถึงหนังเรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็นใน pantip.com หรือแม้แต่เพื่อนบ้านของ project-ile หลังนี้ตั้งหลายคน (แอบเข้าไปอ่านหมดแหละขอบอก) จากที่เห็นหน้าหนังเป็นหนังกุ๊กกิ๊กวัยรุ่นธรรมดาก็เลยทำให้เริ่มอยากดูขึ้นมา

อยากดูหนังฝีมือของผู้กำกับ "แฟนฉัน" หนังไทยที่ผมชอบมากที่สุด
อยากดูฝีมือการแสดงของนางเอกที่เป็นเด็กวิศวะ ทั้งๆ ที่ปีที่แล้วยังนั่งใส่เสื้อช็อปมอซอกินข้าวอยู่ที่โรงอาหารคณะ แต่วันนี้กลายเป็นนางเอกจอเงินไปซะแล้ว
อยากดูบรรยากาศสวยๆ ของบ้านเรา ทั้งภาคเหนือและภาคใต้
อยากรำลึกถึงความหลังตอนที่จีบคุณตุ๋มใหม่ๆ
อยากรำลึกถึงความซื่อบื้อของตัวเองตอนแรกรุ่น (ตอนนี้ยังเป็นวัยรุ่นตอนปลายอยู่)
อยากฟังเพลงโปรดในอดีต


ทำไงดีน้อ อยากดูจัง แต่คงต้องรออีกนานกว่าจะมีให้โหลดทางอินเตอร์เน็ต ขนาดหนัง "ต้มยำกุ้ง" ที่ออกโรงไปตั้งปีมะโว้แล้วตอนนี้ยังไม่มีออกมาให้โหลดเลย

คุณเคยแอบรัก "เพื่อน" มั้ย
Sorry, your browser doesn't support the embedding of multimedia.

10 October 2005

บ๊องส์

นั่งเขียน Blog เกี่ยวกับการจัดเรตติ้งของทีวีออสเตรเลียอยู่ประมาณครึ่งชั่วโมง แถมหาข้อมูลจาก Wikipedia มาประกอบด้วย ข้อมูลแน่นปึ้ก อัดมุขที่คิดว่าฮาลงไปเพียบ

โม้ไปประมาณ 40 บรรทัด เกี่ยวกับเรตติ้งทั้งหมดที่ออสเตรเลียใช้ ตั้งแต่ G, PG, M, MA 15+, AV 15+, R 18+ ไปจนถึง X

อ่านทบทวนอีกรอบว่าคนอ่านจะรู้เรื่องหรือเปล่า มีสะกดผิดไหมหนอ

อืม ก็เรียบร้อยดี คนอ่านคงอ่านไปยิ้มไป ใช้ได้ๆ

กดปุ่ม Publish Post เพื่อให้ Blogger จัดการส่งขึ้นเว็บซะ

.
..
...
....
.....
......
ผ่านไป 10 กว่าวินาที ก็ปรากฏข้อความชวนสยองขึ้น

"Blog Not Found....."

จ๊าก ที่ข้าพเจ้าพิมพ์มา อันตรธานหายสาบสูญไปหมดซะแล้ว -_-''''

ปกติพอกด Publish Post แล้ว Blogger จะมีระบบเซฟข้อความให้โดยอัตโนมัติ ถ้ามีปัญหาอะไรก็สามารถกู้คืนมาได้

แต่วันนี้ มันหายไปหมดเลยครับ ไม่เหลืออะไรเลย แหลกสลายลงไปกับตา -_-'''''

ไว้มีอารมณ์ค่อยเขียนใหม่แล้วกัน ฮ่วย..!

09 October 2005

ทีวี

ทีวีออสเตรเลียนี่ช่างไม่ค่อยมีอะไรน่าดูเสียเลย

วันธรรมดาปกติช่วงเช้าจะเป็นรายการเด็ก ช่วงบ่ายถึงเย็นก็จะเป็นรายการทำอาหาร สารคดี ทอล์กโชว์ประหลาดๆ หัวค่ำบางช่องค่อยสนุกหน่อยเพราะจะมีเรียลลิตี้โชว์ หรือซีรีย์จากอเมริกาให้ดู ดึกอีกนิดบางทีก็จะมีหนังเก่าๆ ฉาย เวลาดูต้องคอยปัดหยากไย่ไปด้วยเพราะมันเก่ามาก

ส่วนวันเสาร์อาทิตย์ก็ไม่ได้จะดีไปกว่ากันเลยครับ ช่วงเช้าเปิดมาก็เจอแต่รายการเด็กเล็ก ช่วงบ่ายมีแต่กีฬา แต่ไม่เคยจะเจอกีฬาที่ชาวโลกเค้าเล่นกันเพราะบ่ายเมื่อไหร่ก็...

ฟุตบอลออสเตรเลีย (Australian Rule Football) !!
คริกเก็ต (Cricket) !!!!

เจ้าออสซี่ฟุตบอลนี่ยังโอเคว่ามีบางคนชอบ แต่คริกเก็ตนี่นะ ฉายให้ดูอยู่ได้ น่าเบื่อแถมยืดยาด กีฬาอะไรแข่งกันเป็นอาทิตย์กว่าจะจบนัด เแล้วดูมันแต่งตัวกันซิ เห่ยที่สุด!!

ช่วงหัวค่ำถึงดึกวันเสาร์อาทิตย์นี่ค่อยยังชั่วหน่อยเพราะปกติจะมีหนังค่อนข้างใหม่ให้ดูบ้าง เฮ้อ....

แต่ที่คล้ายกับทีวีบ้านเราก็คือก่อนสถานีจะปิด จะมีรายการขายของครับ!

หลักการตลาดเหมือนรายการขายของบ้านเราไม่มีผิดเพี้ยน สามารถบรรยายสรรพคุณสินค้าห่วยแตกได้เป็นชั่วโมง ต่างกันนิดหน่อยที่พิธีกรไม่ใช่จอร์จกับซาร่าที่พูดไทยชัดแจ๋ว แต่เป็นบักกร๊วกที่ไหนก็ไม่รู้

ดูไปขำไป นึกถึงเครื่องดูดฝุ่นพลังเสือเทอร์โบไทเกอร์บ้านเราที่ดูดลูกโบว์ลิ่งได้!!

โอ้วพระเจ้ายอดมันจอร์จมาก!! โอ้วใช่เล้ยซาร่า!!!!

06 October 2005

เขียว

ฤดูหนาวคงผ่านไปแล้วจริงๆ ครับ ตอนนี้อากาศกำลังดี กลางวันแดดจ้าจนบางทีร้อน ส่วนกลางคืนก็เย็นๆ พอดีห่มผ้านอนหลับสบาย

ถนนหนทางก็สวยกว่าเดิม ต้นไม้เปลี่ยนจากสีน้ำตาลเทาๆ แห้งๆ เป็นสีเขียว หญ้าที่ช่วงเดือนสองเดือนก่อนเหลืองก็เปลี่ยนเป็นเขียว ตอนนี้อาร์มิเดลเกือบจะเขียวไปทั้งเมืองแล้วครับ

พระอาทิตย์ก็ดูเหมือนจะขึ้นเร็วกว่าแต่ก่อน แปดโมงเช้าก็สว่างไปทั่วจนบางทีทนปวดฉี่ไม่ไหวต้องตื่น

จากที่ต้องใส่เสื้อกันหนาวหลายๆ ชั้น สาวๆ ที่นี่ก็เริ่มนุ่งน้อยห่มน้อย คนที่หุ่นดีหน่อยก็ดูดี แต่บางคนหุ่นน้องๆ ช้าง พุงเพิงปลิ้นออกมาก็ไม่รู้จักอายก็ยังเดินอวดให้ชาวบ้านขำเล่น

ยินดีต้อนรับเข้าอยู่ฤดูใบไม้ผลิครับ ดีใจจะได้กลับมาใส่รองเท้าแตะเป็นหลักแล้ว ^^

04 October 2005

รูปถ่าย

วันนี้แทบไม่ได้ทำงานเลยเนื่องจากสนุกกับการเลือกและ Upload รูปถ่ายขึ้นเว็บครับ เนื่องจากรูปแต่ละรูปใหญ่ๆ ความละเอียดสูงทั้งนั้นก็เลยเสียเวลาปรับขนาดแล้วก็หมุนให้ถูกทิศทางนิดหน่อย ใช้เวลาเยอะพอดู

ทำเป็นพูดดีไป จริงๆ แล้วก็คืออู้งานนั่นเอง ^^"

รวมแล้วตอนนี้มีรูปถ่ายอยู่ทั้งหมด 12 อัลบั้ม ตกอยู่ 300 กว่ารูป เข้าไปชมได้ตามสะดวกที่ลิงค์ด้านล่าง หรือด้านขวามือครับ

Gallery

03 October 2005

วาดรูป

นั่งคิดงานเบื่อๆ ก็เลยลองวาดรูปเล่นหลังจากไม่ได้วาดรูปด้วย Photoshop มานานมากๆ นั่งวาดไปวาดมาอยู่ชั่วโมงกว่า รู้สึกว่าจะได้รับอิทธิพลของหนุงหนิงมาเยอะเหมือนกันแฮะเรา ^^"


ถ้าคิดงานมันง่ายแล้วก็เร็วเหมือนวาดรูปก็ดีสิน้อ

02 October 2005

โมนาจี๊

สัปดาห์ที่แล้วซาจี๊ติดธุระ 2 วัน เป็นเรื่องให้ต้องเลื่อนนัดนักศึกษากันจ้าละหวั่น คาดว่าก็คงเพราะมีประชุมเช้าจรดเย็นตามวิสัยของผู้บริหารทั่วไปในเมื่อซาจี๊มีตำแหน่งเป็นถึงหัวหน้าภาควิชา (Head of School)

ไปๆ มาๆ เปิดทีวีดู The Simpsons จบ ก็มีรายการแข่งขันตอบปัญหาของเด็กออสเตรเลียขึ้นมา ชื่อรายการ Australia's Brainiest Kids เนื่องจากไม่มีอะไรดูก็เลยกะว่าจะนั่งดูเด็กๆ ตอบปัญหาซักนิดหน่อย

นั่งเล่นเว็บไป ฟังเด็กแนะนำตัวไป มีเด็กมาจากหลายที่ครับ ซิดนีย์ นิวคาสเซิล เมลเบิร์น แล้วก็มาหูผึ่งเมื่อได้ยินว่าคนสุดท้ายมาจาก อาร์มิเดล!

ชาวอาร์มิเดลก็เชียร์ชาวอาร์มิเดลด้วยกันสิครับ ^_^

เงยหน้าขึ้นมาดูทีวีว่าเด็กน้อยจากอาร์มิเดลหน้าตาเป็นอย่างไร ก็ถึงกับตะลึง

แขก!

เด็กแขก!!

แถมยังชื่อว่า โมนา ซาจีฟ!!!!!

แขกนามสกุล "ซาจีฟ" ในอาร์มิเดล จะมีใครอีกนอกจากท่านอาจารย์ที่ปรึกษาที่น่ารักของผมกับภรรยา ศาสตราจารย์ซาจี๊ แน่นอน!

ลูกซาจี๊ โตเป็นสาวแล้ว แถมยังเก่งขนาดที่ได้รับเลือกเข้ามาแข่งในรายการเด็กฉลาดชาติเจริญของออสเตรเลียด้วย

หนอย หนอย นึกว่าติดประชุม ที่แท้หนีไปเชียร์ลูกสาวแข่งตอบปัญหานี่เอง น่ารักจริงๆ

งานนี้เชียร์ขาดใจครับ!!!

รายการ Australia's Brainiest Kids มีเด็กเข้าแข่งขัน 9 คน รายการประกอบด้วยกันอยู่ 3 ช่วง ช่วงแรกตอบคำถามความรู้รอบตัวตอบถูกได้ 1 คะแนนจำนวนประมาณ 10 ข้อ แล้วคัดเหลือ 6 คน ในรอบสองทั้ง 6 คนจะตอบคำถามสั้นๆ จากหมวดคำถามที่ทางรายการกำหนด แล้วคัดเอาเด็กที่เก่งที่สุด 3 คนออกมาแข่งหาผู้ชนะ


โมนาจี๊ (ชื่อย่อของเด็กหญิงโมนา ซาจีฟ) ผ่านรอบแรกด้วยคะแนนนำอันดับ 1 แต่กลับมาพลาดในช่วงที่ 2 ทำให้ตกรอบไปอย่างน่าเสียดาย T-T
ทีวีถ่ายภาพซาจี๊ที่คอยนั่งลุ้นตัวโก่งอยู่ในกลุ่มผู้ปกครองเป็นระยะๆ ดังใหญ่แล้วอาจารย์เรา

เดี๋ยวพฤหัสนี้มีประชุมคงได้มีแซวอาจารย์กันหน่อยแล้วครับ ^^