The Intersect

28 December 2005

มหาโหด

พ่อกับแม่มาอยู่อาร์มิเดลได้สองอาทิตย์กว่าๆ คงเริ่มจะเซ็งกับเมืองเล็กๆ ที่ไม่ค่อยมีอะไรเมืองนี้ เลยไปหาซื้อรถจักรยานมือสองมาจะได้ปั่นเที่ยวรอบเมืองครับ

อาทิตย์ที่แล้วก็เลยไปตบรถจักรยานมือสองมาสองคันจาก Garage Sale ราคาตั้งไว้คันละ $10 แต่โดนพ่อต่อเหลือสองคัน $15 ดูคุณภาพรถกับราคาแล้วคุ้มมากเลย

แต่จะขี่จักรยานที่ประเทศนี้ต้องใส่หมวกกันน็อค ไม่งั้นโดนตำรวจจับ พ่อกับแม่ก็เลยไปหาซื้อหมวกมา ปรากฏว่าราคาหมวกใบเดียวแพงกว่าจักรยานสองคันรวมกันซะอีก กลายเป็นว่าหมวกสองใบราคารวมกันเกือบๆ $40

แล้วก็มาค้นพบอีกว่าที่ล้อหลังจักรยานคันนึงมีรอยปรินิดหน่อย แต่ก็ยังอยู่ในสภาพยังขี่ได้ ก็เลยตกลงกันว่าจะใช้ไปพลางๆ ก่อน แล้วค่อยไปหายางใหม่เปลี่ยนอีกที

หลังจากหยุดคริสต์มาสไปหลายวัน วันนี้ร้านต่างๆ ก็เริ่มเปิดให้บริการ พ่อก็เลยเอาจักรยานไปถามราคาเปลี่ยนยางครับ

ราคายางจักรยานที่นี่ก็ไม่ต่างจากบ้านเรามา เส้นละ $15-20 เป็นเงินไทยก็สี่ห้าร้อยบาท แพงหน่อยแต่ก็พอรับได้

แต่ราคาค่าแรงเปลี่ยนยางนี่สิ มหาโหด!

ค่ายาง $15 ค่าเปลี่ยนยาง $50!!!

จะบ้าเรอะ แถวบ้านเอาชะแลงงัดๆ แล้วยัดยางใส่เข้าไป สูบลมก็เสร็จแล้ว จะขูดรีดกันไปถึงไหน ถ้าเปลี่ยนยางแพงขนาดนี้สู้ซื้อคันใหม่เอี่ยมเลยไม่ดีกว่าเรอะ

พอรู้ราคา พ่อสะบัดก้นเดินออกจากร้านทันที ไม่ง้อฝรั่งหน้าเลือดแล้ว

สรุปว่าไม่ป่งไม่เปลี่ยนมันแล้วยางบ้านี่ ถ้าขี่ๆ ไปแล้วยางมันแตก ก็ทิ้งถังขยะเลย สะใจครับ -"-

27 December 2005

หยุดยาว

ช่วงคริสต์มาสถึงปีใหม่นี่ฝรั่งหยุดยาวครับ ยาวกว่าบ้านเราหยุดสงกรานต์เป็นไหนๆ

ยิ่งเมืองเล็กๆ อย่างอาร์มิเดลด้วยแล้ว ร้านค้าใหญ่เล็กก็นัดกันหยุดหมด พวกซุปเปอร์มาร์เก็ตอย่าง Coles หรือ Woolworth หยุด 2 วัน ส่วนร้านเล็กๆ ส่วนมากปิดยาวไปถึงกลางเดือนมกราคมปีหน้า

มหาวิทยาลัยยังปิดเลยครับ วันนี้ขับรถไปคณะมา ทั้งมหาวิทยาลัยมีรถจอดอยู่ไม่ถึง 10 คัน แถมตึกยังล็อคประตูหน้าทำให้ต้องเข้าประตูเล็กๆ ด้านหลัง (พยายามหลีกเลี่ยงคำว่า "ประตูหลัง" เพราะเดี๋ยวพวกมารจะแซว)

นั่งอ่านเปเปอร์ไปหลับไปไม่มีอะไรเข้าสมองเลยจนถึงเย็น กำลังจะเดินกลับบ้านก็เจอกับพี่ยาม

พี่ยามเดินเข้ามาทำหน้าตกใจ "เข้าตึกมาได้ยังไงครับ ผมล็อคหมดแล้วนะ"
คุณภรรยาตอบ "เข้ามาทางด้านหลังค่ะ มันเปิดอยู่"
พี่ยามทำหน้าเซ็งๆ เล็กน้อย แล้วแนะนำแกมขับไล่ "งั้นกลับได้แล้วนะครับ เดี๋ยวจะล็อคประตูแล้ว" พูดจบก็วิ่งลงไปเปิดประตูให้แล้วเชิญคู่สามีภรรยาชาวไทยออกจากตึก

ท่าทางพี่ยามจะต้องเหนื่อยอีกหลายยกเพราะยังมีนักศึกษาอยู่อีกอย่างน้อยคนหรือสองคนในตึก ไม่รู้ว่าวันหยุดอย่างนี้จะทำงานหรือดูเว็บโป๊

สุขสันต์วันคริสต์มาส และสวัสดีปีใหม่ครับ ^^

25 December 2005

Tamworth

ห่างจากบ้านลงไปทางทิศใต้ประมาณ 100 กิโลเมตรมีเมืองขนาดเล็กอีกเมืองหนึ่งที่ค่อนข้างจะเป็นที่รู้จักกันดีของคนแถบนี้

Tamworth เป็นเมืองที่ได้ชื่อว่าเป็นเมืองแห่งดนตรี นอกจากนั้นคุณภรรยายังชมนักชมหนาว่าอาหารไทยอร่อยมากๆ ฟังลูกยุมาหลายทีแล้วก็เลยถือโอกาสเนื่องในวันเสาร์ก่อนคริสต์มาส พาครอบครัวใหญ่ขับรถลงไปเที่ยวกันครับ

Uralla

ก่อนจะถึง Tamworth ก็แวะเมือง Uralla ที่ห่างออกไปแค่ 20 กว่ากิโลเมตรก่อน พร้อมกับถ่ายรูปกับเสือสายฟ้า (Captain Thunderbolt) ขุนโจรผู้ยิ่งใหญ่ของเมืองเล็กๆ แห่งนี้ แล้วก็แวะไปเที่ยว Gostwyck Chapel โบสถ์ที่ปกคลุมไปด้วยต้นไม้ที่อยู่เลยจากตัวเมืองประมาณสิบกว่ากิโลเมตร จำได้ว่าครั้งก่อนที่มาเที่ยวกันเป็นช่วงปลายฤดูหนาว ต้นไม้ที่คลุมโบสถ์อยู่ก็ยังแห้งเหมือนพญาไร้ใบ แต่มาครั้งนี้เขียวครึ้มไปทั้งโบสถ์ เดี๋ยวปีหน้าฤดูใบไม้ร่วงต้องกลับมาอีกเพราะโบสถ์แห่งเดียวกันนี้จะกลายเป็นสีเหลืองแดงสวยครับ

ขับรถต่อไปอีกไม่กี่อึดใจก็ถึง Tamworth ตอนเที่ยงพอดี ก็เลยได้แวะเข้าไปกินอาหารไทยร้านหรู นับว่าเป็นโชคดีแบบสุดๆ เพราะปกติร้านนี้จะปิดตอนกลางวัน แต่วันนี้เป็นวันพิเศษเนื่องจากมีแขกจัดงานปาร์ตี้วันเกิดอยู่ ก็เลยรวดเปิดร้านซะ นอกจากนั้นร้านนี้ยังจะหยุดคริสต์มาสในวันรุ่งขึ้นยาวไปถึงกลางเดือนมกราคมอีกด้วย ถ้ามาช้าไปอีกนิดและไม่ประจวบเหมาะกับปาร์ตี้ก็คงอดแน่นอน อาหารก็อร่อยสมใจอยาก

Tamworth

สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจของ Tamworth มีอยู่ไม่มากนัก ที่เห็นแล้วชอบใจก็น่าจะเป็นเจ้ากีตาร์ยักษ์ตัวนี้แหละครับที่ตั้งตระหง่านรอรับแขกผู้มาเยือนให้มาถ่ายรูปเป็นที่ระลึก โชคดีที่วันนี้ฟ้าใสเมฆสวย ก็เลยได้รูปดีๆ มาฝากกันครับ ^^

23 December 2005

ลุงขี้เมา

กำลังยืนเลือกของราคาถูกที่ Salvation Army อยู่ ก็มีลุงท่าทางขี้เมาทำหน้าแดงๆ เดินมาทักทาย
"หนีห่าว"

ใจก็นึกว่า มาอีกละ ไอ้พวกฝรั่งร้อนวิชา แค่นี้ก็แยกไม่ออกว่าคนจีนคนไทย แถมยังหน้าตาขี้เมาอีก แต่ด้วยความที่อารมณ์กำลังดีๆ ก็เลยตอบกลับไปอย่างสุภาพ
"Sorry, I'm not a Chinese." (โทษทีครับลุง ผมไม่ใช่คนจีน)
"Oh! Where are you from?" (อ่าวเรอะ งั้นเอ็งมาจากไหนล่ะ)
"Thailand." (ไทยแลนด์ครับลุง)

ลุงนิ่งไปซักพัก แล้วพูดภาษาไทยสำเนียงออสซี่
"ค๊อบคุนขรั่บ" (ขอบคุณครับ)

ผมนิ่งไปซักพัก ทำไมเมืองนี้ฝรั่งมันพูดไทยได้หลายคนจัง คราวก่อนก็ไปเจอสาวน้อยที่โรงหนังคนนึงที่ประมาณว่าเคยไปเรียนที่โคราช พูดปร๋อเลย มาวันนี้ตาลุงนี่ก็พูดได้อีกละ ถึงจะไม่ชัดเลยก็เหอะ
"That's correct." (โหลุงพูดไทยได้ด้วย)
"Haha" ลุงหัวเราะแล้วเดินหายไปตามประสาคนเมา ส่วนผมก็หันกลับไปดูของลดราคาเหมือนเดิม

~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~
ผ่านไปประมาณ 5 นาที
~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~

ตาลุงคนเดิมเดินกลับมา ท่าทางเมาเหมือนเดิม แต่คราวนี้เดินรี่เข้ามาหาผมเลย
"I cannot remember. Krub is for a man, right?" (เฮ้ยไอ้น้อง ผู้ชายนี่ใช้ 'ครับ' ใช่มะ)
"Yes, Krub is for a man. Ka is for a women" (ผู้ชายใช้ 'ครับ' ผู้หญิงใช้ 'ค่ะ' ครับลุง)
"Haha" ลุงหัวเราะแล้วนิ่งไปพักนึง

"Anyway, English is still the best." (ยังไงข้าก็ว่าภาษาอังกฤษนี่เจ๋งสุดแล้วหละ)

อ่าวลุง เมามาจากไหนอยู่ๆ ก็มาเปรี้ยวแถวนี้ ภาษาอังกฤษเนี่ยนะเจ๋งสุด
"No, no, no, no, I don't think so." (เฮ่ยๆๆๆ ลุงไปกันใหญ่แล้ว ผมไม่เห็นด้วยนะ -"-)

แล้วฝรั่งสูงอายุท่าทางขี้เมากับวัยรุ่นไทยหน้าตาดีทั้งสองคนก็มองหน้ากันพักหนึ่ง แล้วก็พูดขึ้นมาพร้อมกันก่อนที่จะเดินแยกกันไปคนละทิศคนละทางว่า
"Whatever." (เออ ช่างแม่มเหอะ -"-)

21 December 2005

ทัวร์เมือง

อยู่อาร์มิเดลมา 6 เดือน เรียกได้ว่าถ้าเป็นดาราท้องก็คงคลอดลูกไปแล้ว ยังไม่เคยไปร่วมเที่ยวกับทัวร์ที่จัดขึ้นโดยเมืองนี้เลยครับ มาคราวนี้ที่พ่อกับแม่มาเยี่ยมก็เลยถือโอกาสไปแจมกับเค้าหน่อย

ขบวนทัวร์อาร์มิเดล เปิดให้ผู้สนใจเข้าร่วมได้ทุกวัน รอบหนึ่งกินเวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ไม่เก็บเงิน แต่ก็ขอให้ลูกทัวร์บริจาคค่าน้ำมันตามเหมาะสม

รถที่ใช้เดินทางเป็นรถบัสขนาดเล็ก นั่งได้ประมาณ 25 คน คนขับก็เป็นลุงที่เกษียณอายุแล้วไม่มีอะไรทำเลยมานำเที่ยวเอาขำๆ ประจวบเหมาะกับที่มัคคุเทศก์ติดธุระ ลุงโชเฟอร์เลยอาสานำเที่ยวเองแถมบรรยายเสร็จสรรพ


คณะทัวร์ประกอบด้วยผู้คนนานาชาติ ทั้งคนท้องถิ่นเอง คนอังกฤษ คนเดนมาร์ก แล้วก็คนไทย หนึ่งในนั้นเป็นคุณยายแก่ๆ คนหนึ่ง ที่ดูแล้วแก่ขนาดหวาดเสียวว่าถ้ารถเบรคแรงๆ ให้คุณยายตกใจ แกอาจจะหัวใจวายเสียชีวิตได้ ต้องนั่งลุ้นตั้งแต่ขึ้นรถจนวินาทีสุดท้ายให้ทุกชีวิตสามารถกลับบ้านได้อย่างปลอดภัย

สิบโมงเช้า รถทัวร์หวานเย็นก็เริ่มออกเดินทาง วนเมืองไปเรื่อยๆ ลุงคนขับรถเก่งมากที่พูดให้เมืองที่ดูเหมือนจะไม่มีอะไรเมืองนี้กลับกลายเป็นน่าสนใจขึ้นมาได้ เสียอย่างเดียวที่บางเรื่องก็โม้เพลินไปหน่อยแถมยังใช้ตลกออสซี่บ่อย คนไทยฟังแล้วไม่เข้าไช


เวลาเกือบสามชั่วโมงผ่านไปอย่างมีสาระครับ คณะทัวร์วนดูโบสถ์ สวนสาธารณะ สิ่งก่อสร้างเก่าๆ สถานีรถไฟ และไปจบที่มหาวิทยาลัย ระหว่างทางกลับลุงคนขับรถมีการโชว์พลังความรู้ด้านธรณีวิทยาด้วย ไม่รู้ซะแล้วว่ามีศาสตราจารย์ด๊อกเตอร์ด้านธรณีวิทยาจากไทยแลนด์ฟังแล้วนั่งอมยิ้มอยู่หลังรถ

ในที่สุดคณะทัวร์ทุกชีวิตก็กลับถึงสถานีโดยสวัสดิภาพ คุณแม่บริจาคช่วยค่าน้ำมันไป $15 แล้วก็เดินกลับบ้านอย่างมีความสุขครับ ^^

18 December 2005

3,600

RMIT (Royal Melbourne Institute of Technology) จัดพิธีรับปริญญาเมื่อวันพุธที่ 14 ธันวาคมที่ผ่านมาครับ ก่อนหน้านั้น 1 วันจะมีการจัดในบัณฑิตเดินขบวนพาเหรดเล็กๆ กลางเมืองเมลเบิร์น ส่วนพิธีจริงก็จัดได้อย่างยิ่งใหญ่ใน Telstar Dome มีคนมาร่วมแสดงความดีใจกับความสำเร็จของเหล่าบัณฑิตรวมแล้วไม่ต่ำกว่า 20,000 คนครับ

ชุดครุยปริญญาเอกของ RMIT เป็นสีดำคาดแดง พร้อมหมวกทรงประหลาดๆ ใส่แล้วดูตลก แต่รวมๆ แล้วก็สวยดี ได้ยินอาจารย์ที่ปรึกษาของอู้บอกติดตลกไว้ว่า ชุดครุยนี่ ยิ่งสีเยอะเท่าไหร่ ความเจ๋งของปริญญาก็น้อยลงเท่านั้น (ฮา)

ปีนี้มีนักศึกษาจบปริญญาเอก 105 คน อู้เป็นหนึ่งในสองหรือสามคนไทยที่ได้รับปริญญาเอก ตอนรับใบปริญญามีการฉายภาพออกมอนิเตอร์ใหญ่เห็นกันทั้งสนามกีฬา เท่มากๆ

หลังจากรับปริญญาเสร็จ สมาชิกในครอบครัวก็ตกลงใจจะเลื่อนวันเดินทางกลับไป 1 วัน เพื่อไปเที่ยวถนนชื่อดัง Great Ocean Road

Great Ocean Road เป็นชื่อถนนสายชมวิวทางทิศตะวันตกของเมลเบิร์น ระยะทางไกลประมาณหนึ่งร้อยกว่ากิโลเมตร เป็นถนนเลียบทะเลสลับกับป่าเขา ไฮไลท์ของถนนเส้นนี้อยู่ที่แท่งหิน 12 Apostles ซึ่งเกิดจากการกัดเซาะของน้ำทะเล น่าเสียดายนิดหน่อยที่ตอนไปถึงเมฆครึ้มมาก รูปถ่ายออกมาฟ้าไม่ค่อยใส เลยเอารูปทิวทัศน์แถบข้างเคียงมาฝากแทน ^^"

หลังจากเที่ยวกันเหน็ดเหนื่อยก็ได้เวลากลับบ้าน อู้แยกตัวกลับประเทศไทยก่อนเพราะมีสอนทุกวัน ส่วนป๊ะกับม๊ะติดรถกลับมาที่อาร์มิเดลด้วย และก็คงจะใช้เวลาช่วงลาพักร้อนประมาณหนึ่งเดือนนี้เที่ยวเมืองแถบนี้ให้ทั่ว แล้วก็จะขับรถขึ้นไปแถบบริสเบนซักหน่อย

รวมระยะทางทั้งหมดในการเดินทางไปกลับเมลเบิร์นครั้งนี้ กว่า 3,600 กิโลเมตร กลับถึงบ้านโดยสวัสดิภาพครับ ^^

12 December 2005

เมลเบิร์น

เดินทางไกลหนึ่งพันสี่ร้อยกว่ากิโลเมตร ขนาดช่วยกันขับรถ 2 วัน ก็ยังเหนื่อยใช่ย่อย รายละเอียดเรื่องราวการเดินทางไปอ่านกันสนุกๆ ได้ที่ Talk About Muji's Life ครับ

เมลเบิร์น เมืองหลวงของรัฐวิคตอเรียแห่งนี้ เป็นเมืองที่มีเอกลักษณ์ประจำตัวหลายอย่าง แต่ที่เห็นชัดที่สุดก็เรื่องชีวิตบนท้องถนน

ถนนเมลเบิร์นช่างสับสนวุ่นวายยิ่งนัก!!

ใครยังไม่เคยมาสัมผัสอาจจินตนาการยากสักหน่อยว่าชีวิตบนท้องถนนที่ต้องคอยระวังไฟเขียวไฟแดงทุกห้าสิบถึงหนึ่งร้อยเมตรมันเป็นอย่างไร แต่สำหรับกะเหรี่ยงอาร์มิเดล ขอบอกว่าน่ารำคาญมากๆ ซิดนีย์กับบริสเบนยังไม่เห็นจะอาการหนักขนาดนี้เลย

จากเมืองที่ทั้งเมืองมีไฟจราจรแค่ 2 จุด มาเจอแบบนี้เข้า กลายเป็นโรคเกลียดไฟแดงไปเลยครับ

นอกจากไฟแดงที่น่าหงุดหงิดใจแล้ว เมลเบิร์นยังมีรถรางคอยให้บริการรับส่งทั่วทั้งเมือง

ในแง่ของชาวเมืองมันก็คงสะดวกดี แต่ในแง่ของนักท่องเที่ยว มันยิ่งทวีความน่าเบื่อขึ้นอีกหลายเท่าตัว

ไหนจะต้องหงุดหงิดกับไฟจราจร ไหนจะต้องระวังคนข้ามถนน ไหนจะต้องคอยหลบรถที่จอดข้างทาง นี่ยังต้องสอดส่ายสายตาระวังรถรางที่ใช้ถนนร่วมกันกับรถยนต์อีกต่างหาก คงต้องใช้เวลาหลายวันซักหน่อยกว่าจะชิน แต่พอชินก็คงได้เวลากลับพอดี

ข้อดีของเมลเบิร์นก็เช่นเดียวกับเมืองใหญ่ทั่วไปที่มีสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจมากมาย มีพิพิธภัณฑ์หลายที่ ตึกสูงๆ ทะเล ย่านคนเอเชีย แล้วก็อาหารนานาชาติมากมาย ร้านอาหารไทยนี่มีแทบจะทุกถนน

บางคนก็ชอบอยู่เมืองใหญ่ แต่ผมขออยู่เมืองเล็กๆ เงียบๆ แบบอาร์มิเดลมีความสุขกว่ากันเยอะเลย ^^

10 December 2005

หาย

อาจจะหายไปชั่วคราวซักระยะนะครับเพราะจะไปงานรับปริญญาของเจ้าน้องชายที่เมลเบิร์น ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสได้ใช้เน็ตรึเปล่า ไว้เจอกันอาทิตย์หน้าครับ ^^

07 December 2005

เกลี้ยง

ตอนนี้ค่าจ้างเด็กเสิร์ฟที่ร้านอาหารไทยเพิ่มขึ้นจากวันละ $25 เป็น $30 แล้วครับ ก็ถือว่าน่าทำขึ้นมาเยอะเลย โดยเฉพาะช่วงปลายปีที่รายจ่ายบานตะไทอย่างนี้

นับวันทำงานทั้งหมด ก็ได้รวม 6 วัน เป็นอัตราเก่า 2 วัน ที่เหลือเป็นอัตราใหม่ รวมแล้วก็ได้ (2*25) + (4*30) = $170 ก็ตกประมาณห้าพันกว่าบาท

กะว่าจะเอาไว้ซื้อทีวีดีๆ ซักเครื่องมาไว้ต้อนรับครอบครัวที่กำลังจะมาแวะพักผ่อนช่วงกลางเดือนซะหน่อย ที่ไหนได้

วันนี้ไปติดต่อ K-Mart เรื่องเปลี่ยนยางรถก่อนเดินทางไปเมลเบิร์นครับ

ค่ายาง เส้นละ $89 ค่าตั้งศูนย์ถ่วงล้อ $45 รวมยางหน้า 2 เส้นกับถ่วงล้อซัดเข้าไป $223 ขาดตัว

ทำงานร้านไทยหลังขดหลังแข็งมา 6 วัน เกลี้ยงภายในเวลาไม่กี่นาที

แกลบจ๋าอยู่ไหน....

05 December 2005

วันพ่อ

เนื่องในโอกาศวันที่ 5 ธันวาคม วันพ่อแห่งชาติ ขอคุณพระศรีรัตนตรัยช่วยคุ้มครองดูแล ป๊ะ ม๊ะ อู้ อากุง อาผ่อ แม่ลือ ญาติผู้ใหญ่ และเพื่อนๆ ทุกคน ให้มีแต่ความสุขความเจริญ สุขภาพแข็งแรงด้วยครับ

ลูกๆ อยู่ทางนี้จะพยายามตั้งใจเรียน ไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ ^^

04 December 2005

ปลายปี

เข้าสู่ช่วงปลายปีแล้ว เหล่านักเรียนนอกก็มีแต่คนจะกลับบ้านกัน สองอาทิตย์บ้าง หนึ่งเดือนบ้าง ตามผลบุญผลกรรมที่ได้กระทำมา ส่วนคนที่เมืองไทยก็เตรียมหยุดหลายวันติดกัน ฉลองปีใหม่กันหัวราน้ำ

อิจฉาก็อิจฉา แต่นึกๆ ไปก็ยังไม่ค่อยเท่าไหร่ เพราะอาทิตย์หน้า ครอบครัวของผมจะบินมาเมลเบิร์นเพื่อร่วมงานวันรับปริญญาของเจ้าน้องชายครับ ^^

อาจารย์อู้ อายุ 27 ปี (แก่กว่าพี่ชายตัวเองไป 3 ปี) จบปริญญาเอกเป็นที่เรียบร้อย และจะเข้ารับปริญญาที่มหาวิทยาลัย RMIT ในวันพุธที่ 14 ธันวาคมนี้ งานนี้ชาวอาร์มิเดลก็เลยถือโอกาสลงไปเที่ยวเมลเบิร์นด้วย

หลังจากรับปริญญาเสร็จ อู้ซึ่งเป็นอาจารย์ใหม่งานรัดตัวก็จะบินกลับบ้าน ส่วนพ่อกับแม่ซึ่งเป็นอาจารย์อาวุโสตุนวันลาไว้เยอะก็จะแวะมาเที่ยวอาร์มิเดลต่อ คงทำให้เมืองเหงาๆ เมืองนี้ครึกครื้นขึ้นมาอีกเยอะ แล้วถ้ามีเวลาก็อาจจะแวะขึ้นไปเที่ยวบริสเบนด้วย

คุณช้างคุณหนุงหนิงเตรียมตัวไว้ให้ดี อย่าเพิ่งหนีไปไหนละกัน ^^

ป.ล. ขอแสดงความยินดีกับเพื่อนแจ๊ค เพื่อนจอว์ และเพื่อนตูด ที่สละโสดกันต้อนรับหน้าหนาวปีนี้ รีบๆ ทำหลานมาให้อุ้มหน่อยนะพวก

01 December 2005

แก๊ส

เช้านี้ตื่นมาพร้อมกับความโกลาหลครับ เนื่องจากครัวที่รักทรยศ

แก๊สหมด!!

แต่แก๊สจะหมดได้ยังไงในเมื่อบ้านหลังนี้เป็นแก๊สท่อ หรือว่าสิ่งที่เคยคุยไว้กับคุณภรรยามาหลายอาทิตย์จะเป็นจริงซะแล้ว

โดนตัดแก๊ส!!!

มันก็น่าจะโดนตัดอยู่หรอกครับ เพราะคุณภรรยาบอกว่าอยู่บ้านหลังนี้มาตั้งแต่เดือนมีนาคม จนป่านนี้ก็ยังไม่เคยได้รับใบเรียกเก็บเงินค่าแก๊สเลยซักเหรียญ

นับๆ ดูแล้วมันก็เป็นเวลาตั้ง 7 เดือนแล้ว เงินที่เคยจ่ายก็มีแต่ค่ามัดจำ $150 คำนวณคร่าวๆ ค่าแก๊สน่าจะตกเดือนละ $40-50 ซึ่งถ้าบริษัทหักออกจากมัดจำ เงินจำนวณนี้ก็น่าจะหมดไปตั้งนานแล้ว

โดนตัดแก๊ส!!!

มันจะเป็นอย่างอื่นไปได้ยังไงถ้าไม่โดนตัดแก๊ส แต่เอ๊ะมันเป็นความผิดของเราเหรอที่เราไม่ได้จ่าย ก็ไม่มีใบเรียกเก็บเงินมานี่นาใครจะไปตรัสรู้ว่าต้องจ่ายเงินเท่าไหร่ จ่ายยังไง จ่ายเมื่อไหร่ จ่ายที่ไหน

ออสเตรเลียนี่จ่ายค่าไฟ 3 เดือนครั้งครับ ค่าโทรศัพท์เหมือนบ้านเราคือเดือนละครั้ง ส่วนค่าแก๊สนี่ไม่รู้เหมือนกันว่าเค้าจะเก็บยังไง แต่มันก็ปกติถ้าลูกค้าไม่จ่ายแล้วบริษัทจะหยุดให้บริการ แถมนี่ยังประจวบเหมาะเป็นวันที่ 1 ธันวาคมอีก ขึ้นรอบเดือนใหม่พอดี

โดนตัดแก๊ส!!!

ไม่เป็นไร โดนตัดก็บากหน้าไปขอต่อใหม่ได้ หน้าด้านซะอย่างไม่กลัวอยู่แล้ว ว่าแล้วสองสามีภรรยาก็รีบขับรถไปยังบริษัทแก๊สทันที

พอถึงบริษัทแก๊สปุ๊บ ก็มีลุงอ้วนพนักงานออกมาต้อนรับด้วยท่าทางอิดโรย แล้วถามว่ามีอะไรให้ช่วยมั้ย

คุณสามีก็เลยถามไปว่า แก๊สที่บ้านมีปัญหา ก็เลยมาติดต่อบริษัทหน่อย ไม่มีแก๊สทำกับข้าวไม่ได้

ลุงอ้วนยิ้มแห้งๆ แล้วบอกสิ่งที่ทำให้คนถามอึ้งไปหลายวินาที

"ตอนนี้อาร์มิเดลทั้งเมืองใช้แก๊สไม่ได้เลย เพราะเมื่อเช้ามีต้นไม้ใหญ่ล้มทับท่อเดินแก๊สหลัก ตอนนี้กำลังแก้ไขกันอยู่ อย่างเร็วน่าจะเสร็จพรุ่งนี้เย็นๆ ต้องขอโทษด้วย เมื่อกี้ก็มีร้านอาหารจีนมาถามเหมือนกัน ยังไงถ้าซ่อมเสร็จจะรีบแจ้งให้ทราบเลยครับ"

คุณภรรยากำลังจะเอ่ยปากถามต่อว่าตอนนี้ที่บ้านไม่ได้จ่ายค่าแก๊สมาเจ็ดเดือนแล้ว จะให้ทำยังไงดี แต่ยังไม่ทันได้พูดอะไรก็ถูกยับยั้งโดยรังสีอำมหิตของคุณสามี

"ไม่ต้องบอก ถ้ามันไม่เก็บ ตูก็ไม่จ่าย" สามีส่งสายตาบอกความนัย

และแล้วสองสามีภรรยาก็ขับรถกลับบ้านอย่างสบายใจ

อาร์มิเดลนี่บ้านนอกจริงๆ ครับ วันก่อนฝนตกหนัก ไฟดับ โทรศัพท์เดี้ยง มาวันนี้แก๊สเจ๊งอีก พรุ่งนี้จะมีอะไรให้ลุ้นอีกมั้ยเนี่ย ^^"