ซวย
บ้านที่อาศัยอยู่ตอนนี้มีลักษณะเป็นแฟลตครับ ประกอบไปด้วย 6 ยูนิต มีโรงรถเปิด ทำเลเรียกได้ว่าดีมากเพราะอยู่เกือบใจกลางเมือง เดินไม่ถึง 5 นาทีก็ถึงซุปเปอร์มาร์เก็ต โรงหนัง ธนาคาร และสถานที่ราชการต่างๆ หน้าบ้านก็เป็นสวนขนาดใหญ่เอาไว้ทำกิจกรรมหรือเล่นกีฬากัน
ก็ดูเหมือนว่าน่าจะสงบปลอดภัยดีครับ ถึงแม้บางทีจะมีเสียงอะไรประหลาดๆ ตอนค่ำๆ บ้าง แต่ก็ไม่เคยมีเหตุร้ายอะไร ในขณะที่ส่วนอื่นๆ ของเมือง โดยเฉพาะบริเวณที่มีชนเผ่าพื้นเมืองอยู่ จะมีข่าวโจรขโมยหรือข่าวยกพวกตีกันอยู่บ่อยๆ ไม่รู้ว่าว่างงานกันมากหรือยังไง
เวลาได้ยินว่าเพื่อนคนนั้นคนนี้โดนขโมยขึ้น ก็ยังอดกลัวไม่ได้ว่าซักวันเราจะโดนบ้างหรือเปล่า ถึงแม้จะไม่มีสมบัติมีค่าเท่าไหร่แต่ถ้าโดนขโมยก็คงเจ็บใจน่าดู
ออสเตรเลียฟังดูน่าจะเจริญ แต่จริงๆ แล้วสวัสดิภาพความปลอดภัยทั่วไปก็ไม่ได้จะดีกว่าบ้านเราเท่าไหร่เลยครับ จะว่าไปก็คงเหมือนกันทุกๆ ที่ในโลก ไม่ว่าจะเป็นอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส ก็เป็นอย่างนี้ทั้งนั้น
สองสามวันก่อน ขณะกำลังซักผ้าตอนเช้า เพื่อนบ้านฝรั่งก็เปิดประตูออกมาคุยด้วยครับ
ปกติเพื่อนบ้านคนนี้จะเฮฮาสนุกสนานยิ้มแย้มได้ทั้งวัน แต่วันนี้กลายเป็นทำหน้าเครียด ผมก็เลยแปลกใจถามไปว่ามีอะไรเหรอ เพื่อนก็ตอบมาได้น่าตกใจยิ่ง
"Somebody smashed our car's window last night"
จอดรถอยู่เฉยๆ ตอนกลางคืน ไม่รู้มีมือดีที่ไหนทุบกระจกรถแตก!!
"Our car" เฮ้ย โดนทั้งรถเค้ารถเราเลยเหรอ
จำได้ว่าคืนหนึ่งเมื่อปลายปีที่แล้ว มีใครก็ไม่รู้มือบอนเอาไข่มาปารถที่จอดอยู่บนถนนทั้งสายมาแล้ว ทั้งรถผมรถเค้าก็โดนมาแล้วทั้งคู่ ถ้าคราวนี้จะมีคนบ้าขนาดทุบรถก็คงจะเป็นไปได้เหมือนกัน
ด้วยความตกใจก็รีบวิ่งไปดูที่รถ ปรากฏว่ารถที่โดนทุบเป็นรถเค้าคันเดียว คันอื่นยังสุขภาพดีอยู่
ที่แท้ "Our car" คือรถของครอบครัวเค้านั่นเอง ค่อยยังชั่วแฮะ
แต่ที่ประหลาดก็คือรถเค้ากับรถของผม ก็จอดข้างกัน คืนนั้นมีรถจอดเรียงกัน 3 คัน รถของเค้าอยู่ตรงกลางมีรถผมและบ้านข้างๆ ขนาบอยู่ แต่รถของเค้ากลับเป็นคันเดียวที่โดนทุบ แถมยังทุบเหมือนทุบเล่นๆ ไม่ได้ตั้งใจจะขโมยของอะไรในรถแม้แต่น้อย
สงสัยจะเป็นคราวซวยของเค้าจริงๆ ปกติถ้ามีคนมือบอน อยากจะทุบรถเล่น มันก็น่าจะทุบคันที่อยู่ด้านข้างถึงจะถูก แล้วคันที่น่าทุบที่สุดก็น่าจะเป็นรถผมนี่แหละ
หรือว่าคนทุบมาทุบตอนที่คุณภรรยาไปรับผมที่ทำงานร้านอาหารไทยพอดีก็ไม่ทราบได้ เลยทำให้รอดไปอย่างหวุดหวิด
ถึงแม้กระจกที่แตกจะเป็นบานเล็ก แต่ขี้หมูขี้หมาราคาซ่อมก็คงไม่หนี $200 อยู่เฉยๆ ก็เสียทั้งเงินทั้งอารมณ์
ครั้งนี้รอดตัว แต่ขออย่าให้มีครั้งหน้าเลยครับ
ก็ดูเหมือนว่าน่าจะสงบปลอดภัยดีครับ ถึงแม้บางทีจะมีเสียงอะไรประหลาดๆ ตอนค่ำๆ บ้าง แต่ก็ไม่เคยมีเหตุร้ายอะไร ในขณะที่ส่วนอื่นๆ ของเมือง โดยเฉพาะบริเวณที่มีชนเผ่าพื้นเมืองอยู่ จะมีข่าวโจรขโมยหรือข่าวยกพวกตีกันอยู่บ่อยๆ ไม่รู้ว่าว่างงานกันมากหรือยังไง
เวลาได้ยินว่าเพื่อนคนนั้นคนนี้โดนขโมยขึ้น ก็ยังอดกลัวไม่ได้ว่าซักวันเราจะโดนบ้างหรือเปล่า ถึงแม้จะไม่มีสมบัติมีค่าเท่าไหร่แต่ถ้าโดนขโมยก็คงเจ็บใจน่าดู
ออสเตรเลียฟังดูน่าจะเจริญ แต่จริงๆ แล้วสวัสดิภาพความปลอดภัยทั่วไปก็ไม่ได้จะดีกว่าบ้านเราเท่าไหร่เลยครับ จะว่าไปก็คงเหมือนกันทุกๆ ที่ในโลก ไม่ว่าจะเป็นอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส ก็เป็นอย่างนี้ทั้งนั้น
สองสามวันก่อน ขณะกำลังซักผ้าตอนเช้า เพื่อนบ้านฝรั่งก็เปิดประตูออกมาคุยด้วยครับ
ปกติเพื่อนบ้านคนนี้จะเฮฮาสนุกสนานยิ้มแย้มได้ทั้งวัน แต่วันนี้กลายเป็นทำหน้าเครียด ผมก็เลยแปลกใจถามไปว่ามีอะไรเหรอ เพื่อนก็ตอบมาได้น่าตกใจยิ่ง
"Somebody smashed our car's window last night"
จอดรถอยู่เฉยๆ ตอนกลางคืน ไม่รู้มีมือดีที่ไหนทุบกระจกรถแตก!!
"Our car" เฮ้ย โดนทั้งรถเค้ารถเราเลยเหรอ
จำได้ว่าคืนหนึ่งเมื่อปลายปีที่แล้ว มีใครก็ไม่รู้มือบอนเอาไข่มาปารถที่จอดอยู่บนถนนทั้งสายมาแล้ว ทั้งรถผมรถเค้าก็โดนมาแล้วทั้งคู่ ถ้าคราวนี้จะมีคนบ้าขนาดทุบรถก็คงจะเป็นไปได้เหมือนกัน
ด้วยความตกใจก็รีบวิ่งไปดูที่รถ ปรากฏว่ารถที่โดนทุบเป็นรถเค้าคันเดียว คันอื่นยังสุขภาพดีอยู่
ที่แท้ "Our car" คือรถของครอบครัวเค้านั่นเอง ค่อยยังชั่วแฮะ
แต่ที่ประหลาดก็คือรถเค้ากับรถของผม ก็จอดข้างกัน คืนนั้นมีรถจอดเรียงกัน 3 คัน รถของเค้าอยู่ตรงกลางมีรถผมและบ้านข้างๆ ขนาบอยู่ แต่รถของเค้ากลับเป็นคันเดียวที่โดนทุบ แถมยังทุบเหมือนทุบเล่นๆ ไม่ได้ตั้งใจจะขโมยของอะไรในรถแม้แต่น้อย
สงสัยจะเป็นคราวซวยของเค้าจริงๆ ปกติถ้ามีคนมือบอน อยากจะทุบรถเล่น มันก็น่าจะทุบคันที่อยู่ด้านข้างถึงจะถูก แล้วคันที่น่าทุบที่สุดก็น่าจะเป็นรถผมนี่แหละหรือว่าคนทุบมาทุบตอนที่คุณภรรยาไปรับผมที่ทำงานร้านอาหารไทยพอดีก็ไม่ทราบได้ เลยทำให้รอดไปอย่างหวุดหวิด
ถึงแม้กระจกที่แตกจะเป็นบานเล็ก แต่ขี้หมูขี้หมาราคาซ่อมก็คงไม่หนี $200 อยู่เฉยๆ ก็เสียทั้งเงินทั้งอารมณ์
ครั้งนี้รอดตัว แต่ขออย่าให้มีครั้งหน้าเลยครับ



3 Comments:
สงสัยว่าการมาของ น้องอิ๊ คงช่วยให้คุณพ่อคุณแม่รอดพ้นความซวยมาได้
By
พฤกษ์, at March 11, 2006 1:36 AM
น้องอิ๊ น้องอิ๊
By
k, at March 11, 2006 1:54 AM
เอ๋ ใครคือ น้องอิ๊ คะ
By
Mujira, at March 11, 2006 10:39 AM
Post a Comment
<< Home