The Intersect

26 February 2006

ใหม่

เปลี่ยน Template ใหม่ต้อนรับฟุตบอลโลกครับ

ตั้งเดือนมิถุนาโน่นแน่ะ อีกนานเลยน๊อกว่าจะได้ดู ^^"

24 February 2006

ยุบสภา!

ข่าวใหญ่ประเด็นร้อนที่สุดช่วงนี้คงจะไม่มีอะไรเกินไปกว่านี้อีกแล้วครับ

ยุบสภา!

นายกทักษิณทั้งนั่งยันนอนยันว่าเอาไว้ชาติหน้าตอนบ่ายๆ ถึงจะยุบ ถึงจะลาออก

เอ ทำไมชาติหน้าตอนบ่ายๆ มาถึงเร็วจังเลยหนอ

งานนี้เดากันลำบากครับว่าหลังจาก 60 วันเลือกตั้งใหม่ใครจะได้เข้ามาเป็นเสียงข้างมากในสภา

พ่อบอกว่าคราวนี้ไม่แน่ว่าทักษิณจะกลับมาได้เพราะทำแสบไว้เยอะ แต่ผมเองยังคิดว่าไทยรักไทยก็ยังน่าจะได้เสียงมากที่สุดเหมือนเดิม แต่จำนวน สส. คงลดลงไปโขเหมือนกัน

ฝ่ายประชาธิปัตย์ที่นั่งรอตาเป็นมันอยู่นานสองนาน ก็คงดีใจจะได้ลุ้นครั้งใหม่อีกรอบ หลังจากอดอยากปากแห้งมานาน

ก็ดีครับ คืนอำนาจให้ประชาชน ให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจ อยากดูเหมือนกันว่างานนี้ใครจะหน้าแตก เหลี่ยม หงอก หล่อ หรือเกรียน

อีก 60 วัน อย่าลืมไปใช้สิทธิ์ครับ ^^

21 February 2006

Winter Olympics

ช่วงนี้ใครเข้าไปหาข้อมูลที่ Google ก็คงจะสังเกตุเห็นว่าโลโก้ดูแปลกตาไป เป็นรูปเกี่ยวกับสกี เสก็ต หิมะ และอื่นๆ อีกมากมาย บางคนโดยเฉพาะที่เมืองไทยคงจะไม่รู้ว่ามีเทศกาลอะไรพิเศษหรือเปล่า ก็เพราะบ้านเราไม่ค่อยสนใจมหกรรมกีฬานี้เท่าไหร่นั่นเองครับ

Winter Olympics หรือโอลิมปิดฤดูหนาว กำลังถูกจัดขึ้นที่เมืองโตริโน่ ประเทศอิตาลี ในช่วงวันที่ 10-26 กุมภาพันธ์นี้ครับ
โอลิมปิกฤดูหนาว ชื่อก็บอกแล้วว่าหนาว เพราะฉะนั้นก็จะเห็นว่ากีฬาแต่ละประเภทจะต้องไปเกี่ยวข้องกับหิมะแล้วก็น้ำแข็ง ก็ไม่น่าแปลกใจที่บ้านเราไม่ให้ความสำคัญเท่าไหร่ จนกว่าซักวันถ้ามีการจัดชกมวยหิมะนั่นแหละคงจะได้ตื่นตัวกับเค้าบ้าง

Winter Olympics ครั้งนี้มีกีฬาทั้งหมด 7 ประเภท 84 เหรียญทองครับ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นกีฬาเน้นแข่งความเร็วหรือความสวยงาม ดูแล้วเข้าใจง่าย

ไม่น่าเชื่อว่าประเทศไทยของเราก็ส่งนักกีฬาเข้าร่วมแข่งขันเหมือนกัน แต่ส่งแค่คนเดียวครับ เท่าที่ได้ยินมานักกีฬาท่านนี้เป็นอาจารย์สอนอยู่ที่สหรัฐอเมริกา อายุ 48 ปี เข้าแข่งในรายการ Ski Cross Country แล้วก็เข้าป้ายเป็นอันดับที่ 97 จาก 99 คน ส่วนอีก 2 คนที่เหลือถอนตัวจากการแข่งขันไปก่อน

ถึงจะได้ที่สุดท้าย แต่ลึกๆ ก็น่าภูมิใจไม่หยอกนะครับ ที่อย่างน้อยก็ได้เห็นธงไตรรงค์ไปโบกสะบัดในงานพิธีเปิดมหกรรมกีฬาครั้งนี้

ดูๆ ไปหลายๆ วันเข้าก็เริ่มรู้สึกว่ากีฬาฤดูหนาวทั้งหลายนี่อันตรายพอดู โดยเฉพาะพวกที่เน้นความเร็วอย่างสเก็ต สกี ล้อเลื่อนหิมะ เห็นชนกันคว่ำไปหลายราย เท่าที่ผ่านมายังไม่มีรายงานนักกีฬาเสียชีวิตแต่ก็ดูหลายคนคงเจ็บเอาการอยู่

ที่ฮาๆ ก็มีอีกหลายอย่างเช่นกันครับ อย่างเช่นสกีบอร์ดหญิงรอบชิงเหรียญทองที่นักกีฬาอเมริกานำห่างหลายสิบเมตร กะว่าเข้าเส้นชัยได้เหรียญทองชัวร์ๆ แล้ว ปรากฏว่าเนินกระโดดสุดท้ายดันทะลึ่งไปเล่นท่าแล้วก็ตกลงมาทรงตัวไม่อยู่คว่ำลงข้างทาง ทำให้โดนอันดับสองมาจากไหนไม่รู้แซงเข้าป้ายได้ทองไปหน้าตาเฉย เห็นภาพตอนแข่งจบร้องไห้ฟูมฟายแต่ก็สงสารไม่ลงเท่าไหร่

ส่วนที่ฮาที่สุดในการแข่งขันครั้งนี้ ถ้าดูไฮไลท์ของทีวีออสซี่จะเห็นทุกวันเลยครับว่าเป็นนักกีฬาสกีกระโดดสูงคนหนึ่ง จำไม่ได้ว่าชาติอะไร แล่นพุ่งลงเนินและกระโดดตีลังกาหลายตลบอย่างสวยงาม แต่อนิจจา คนไปทาง สกีดันพุ่งไปอีกทาง ตกลงมาบนหิมะขาคงแทบหัก ผู้บรรยายภาษาอังกฤษฮาแล้วฮาอีก แล้วก็ตั้งฉายาให้นายคนนี้ว่า Mr.Bean

ก่อนออกตัว หมอนี่ใส่สกีแล้วลืมล็อคครับ ^^"

17 February 2006

ลุ้น

เจ้ามิตซูบิชิแม็กน่า รถยนต์คู่ใจที่ขับไปตะลอนๆ ถึงเมลเบิร์น ซิดนีย์ บริสเบน ถึงเวลาต้องเปลี่ยนน้ำมันเครื่องอีกแล้วครับ

จริงๆ ควรจะไปเปลี่ยนตั้งนานแล้ว แต่นี่แกล้งลืมบ้างแกล้งหลับบ้าง ขับเลยกำหนดเปลี่ยนไปพันกว่ากิโล

ก็มันแพงนี่นา เปลี่ยนครั้งนึงก็ $109 เหรียญ เพราะฝรั่งบวกรวม Package ตรวจเช็คทั่วไปให้อีกด้วย

ที่แย่ก็คือ ยิ่งเช็คก็ยิ่งเจอจุดที่ต้องซ่อมครับ

ครั้งที่แล้วเปลี่ยนน้ำมันเครื่องเสร็จ คุณช่างลิสต์รายการซ่อมให้อีกบานเบอะเลย ทั้งระบบเบรค เกียร์ โช๊ค ยาง สรุปว่าหลังจากเปลี่ยนน้ำมันเครื่องเสร็จไปร้อยกว่าเหรียญ ยังต้องมาจ่ายค่าซ่อมโน่นซ่อมนี่ตามรายการใหม่อีกสามร้อยกว่าเหรียญ บรมโหดจริงๆ

ว่าแล้วก็นึกอิจฉาคุณช้างที่มีลุงหนวดที่เป็นเซียนด้านช่างยนต์อยู่ใกล้ๆ บ้าน เวลาเปลี่ยนน้ำมันเครื่องเองถ้าเกิดอะไรผิดพลาดก็ยังลากลุงมาช่วยแก้ได้

ส่วนที่อาร์มิเดลมีแต่วิศวกรคอมพิวเตอร์ เกษตรกร หมอ ทนาย ถ้าเกิดอะไรผิดพลาดมาก็ตัวใครตัวมันละครับ

ทางที่ดีที่สุดก็คงจะต้องเข้าอู่ฝรั่ง เอาชัวร์ไว้ก่อน

งวดนี้ตอนส่งรถเข้าอู่ก็เลยลุ้นกันสุดตัวครับว่ามันจะตรวจเจอที่เสียอีกกี่รายการ แถมโช๊คซึมครั้งที่แล้วที่ยังไม่ได้ซ่อมก็ไม่รู้จะแย่ลงหรือเปล่า

ตกเย็นไปรับรถ ผลปรากฏว่าผิดคาดจากหน้ามือเป็นหลังมือ

มีรายการเพิ่มเติมแค่รายการเล็กๆ อันเดียว ฟังอาการเป็นภาษาอังกฤษไม่รู้เรื่อง แต่ช่างบอกไม่ร้ายแรงจะซ่อมก็ได้ไม่ซ่อมก็ได้ (บอกมาอย่างนี้จ้างให้ก็ไม่ซ่อม) แถมโช๊คซึมก็ตรวจไม่พบ คาดว่าคงเป็นเพราะรถคันนี้ใช้นาโนเทคโนโลยีทำให้มันสามารถซ่อมตัวเองได้ตามกาลเวลา

ยังไม่หมดครับ โชคสองชั้นก็คือคุณตุ๋มเผอิญโทรไปจองคิวก่อนหน้า 1 วัน ซึ่งทางอู่มีโปรโมชั่นลดราคา 20% วันสุดท้ายพอดี อู่ก็เลยใจดีว่าไหนๆ ก็โทรมาทัน ถึงจะส่งรถวันรุ่งขึ้นก็ยังลดราคาให้

เปลี่ยนน้ำมันเครื่องครั้งนี้เลยประหยัดเงินไปได้ $20 หุหุ

13 February 2006

แรลลี่

สัปดาห์นี้มหาวิทยาลัยเริ่มคึกคักและมีสีสันมากขึ้น เนื่องจากใกล้เปิดภาคการศึกษาใหม่เต็มทน นักศึกษาใหม่ทั้งหลายก็จะมาเข้าร่วมกิจกรรมแนะนำมหาวิทยาลัย ฯลฯ ที่มหาวิทยาลัยเป็นผู้จัด

วันนี้ตอนกำลังขับรถไปมหาวิทยาลัยก็สวนกับกลุ่มนักศึกษาใหม่เดินกันมาเป็นขบวนยาวเหยียด มีป้ายชื่อ แล้วก็มีหมวกทรงประหลาดใส่เหมือนกันหมด คาดว่าคงเป็นการ "รับน้อง" ของรุ่นพี่ๆ

แต่ไม่รู้เหมือนกันนะครับว่าจะมีแยกเป็นรับน้องหอ รับน้องจัดหวัด หรือรับน้องคณะเหมือนบ้านเราหรือเปล่า

ตกเย็นไปทำงานที่ร้าน ปรากฏว่าช่วงประมาณสองทุ่มมีกลุ่มนักศึกษา 4 คนทั้งชายหญิง ใส่เสื้อเหมือนกันหมด เข้ามาส่องๆ ดูเมนูของร้าน

เวลาผ่านไปนานสองนาน ฝรั่งวัยรุ่นทั้ง 4 ก็ยังยืนส่องเมนูอยู่นั่นแหละ พ่อครัวแม่ครัวก็ชักสงสัยมันจะเอายังไงกันแน่ หรือจะขูดเมนูร้านหาหวย

หลังจากนั้นไม่กี่อึดใจ หนึ่งในกลุ่มวัยรุ่นก็เดินเข้ามาแล้วถามว่า "Do you sell Gai Thord?" "ร้านพี่ขายไก่ทอดมั้ยคะ"

ในที่สุดปริศนาก็เฉลยครับ ยำไก่ทอดเป็นหนึ่งในเมนูของร้านไทยครับ ราคา $9.50 แล้วเด็กกลุ่มนี้ก็ต้องสืบราคาของอาหารจานนี้ไปเพื่อตอบคำถามในการแข่งขันแรลลี่รับน้องนั่นเอง

แต่ที่มันยืนงืดกันอยู่นานสองนานก็คงเป็นเพราะว่าในใบคำถามเค้าเขียนทับศัพท์คาราโอเกะเลยว่า Gai Thord ฝรั่งไม่เคยก็เลยหาไม่เจอ ขนาดว่าเมนูนี้เป็นลำดับที่ 3 ในรายการอาหารทั้งหมด อยู่หน้าสุดเลยนะนั่น แล้วก็มีคำว่า Gai Thord ตัวเบ้อเริ่มเห็นกันชัดๆ

ว่างๆ ต้องส่งไปอบรม Pattern Recognition ซะหน่อยดีมั้ยเนี่ย

หลังจากได้คำตอบที่รอคอย แทนที่จะสั่งอะไรกินนิดๆ หน่อยๆ ทั้ง 4 คนก็กล่าวขอบคุณแล้วก็วิ่งหายไป ปล่อยให้พ่อครัวแม่ครัวอมยิ้มในความใสซื่อของเด็กปี 1 ทั้งหลาย

ยังครับยังไม่หมด หลังจากกลุ่มแรก อีกไม่ถึงสิบนาทีก็มีกลุ่มวัยรุ่นชายหญิงอีก 4 คน ใส่เสื้อแบบเดียวกัน มายืนส่องๆ เมนูอีกแล้วครับ

แล้วก็เข้ารูปแบบเดิม ขูดๆ เมนูหน้าร้านซักพักแล้วก็เดินทำหน้างงๆ เข้ามา "Do you sell Gai Thord?"

ได้คำตอบก็ยิ้มแล้วพากันวิ่งออกไป เป็นอย่างนี้วนไปวนมาไม่น่าจะต่ำกว่า 7-8 กลุ่ม จนถึงปิดร้านไปแล้วก็ยังมีบางกลุ่มมาเคาะประตูเพื่อจะถามอีก

แต่ไม่มีใครซื้ออะไรติดมือไปกินบ้างเลย ^^"

น่าจะให้นักศึกษาบ้านเรามาดูงานมั่งนะครับว่ารับน้องให้สร้างสรรค์เค้าทำกันยังไง นอกจากจะสนุกแล้วยังเป็นการประชาสัมพันธ์สถานที่ท่องเที่ยว ร้านค้า และจุดสนใจต่างๆ ในเมืองไปพร้อมๆ กันด้วย ไม่ใช่จับน้องไปว๊ากหรือเต้นท่าอุบาทว์ๆ อย่างเดียว

สัปดาห์หน้าเป็นวันเริ่มภาคการศึกษาใหม่ครับ

10 February 2006

แน่น

หลังจากที่ฝึกทำอาหารให้กับร้านไทยประจำอาร์มิเดลมาหลายวัน ในที่สุดก็ได้ฤกษ์เลื่อนชั้นจากเด็กล้างจานมาเป็นพ่อครัวมือ 1 แล้วครับ

วันนี้เป็นวันแรกที่ได้ประเดิมกับตำแหน่งใหม่ จากที่เมื่อก่อนไปร้านหกโมงเย็น ก็ต้องเปลี่ยนมาไปเป็นคนเปิดร้านตั้งแต่ห้าโมง แล้วก่อนกลับก็ต้องทำความสะอาดร้านให้เสร็จก่อนถึงจะกลับบ้านได้ จากเมื่อก่อนล้างจานเสร็จก็เผ่น วันนี้ก็ต้องกวาดถูพื้นครัวด้วย

ค่าแรงก็เพิ่มจาก $30 เป็น $50 ดูเหมือนเยอะขึ้นแต่จริงๆ ก็ตกชั่วโมงละ $10 เท่าเดิม ^^"

ช่วงนี้ร้านลูกค้าซบเซาครับ อาจจะเป็นเพราะช่วงปิดภาคการศึกษา คนก็เลยไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่ โดยเฉพาะสัปดาห์นี้บางวันพ่อครัวแม่ครัวนั่งตบยุงเล่นเพราะไม่ค่อยมีคน

แต่วันนี้ไม่รู้เกิดอะไรขึ้น ลูกค้ามาเคาะประตูตั้งแต่ร้านยังไม่เปิด ผมนั่งหั่นผักอยู่หลังร้านก็ต้องเปิดร้านก่อนตั้งใจ หลังจากลูกค้าชุดแรกเสร็จ ชุดต่อมาก็เข้ามาเรื่อยๆ

ไหลมาเทมายังกะทำแจกฟรี ^^"

นอกจากลูกค้าจะเยอะแล้ว ยังบังเอิญมีปาร์ตี้เลี้ยงพี่คนไทยที่กำลังจะเดินทางกลับบ้านตามที่คุณตุ๋มเล่าไว้ใน Muji's Life อีก

คิวใบสั่งอาหารก็เลยยาวเป็นหางว่าว แถมไม่พอใบสั่งแต่ละใบมีรายการอาหารเพียบ

พ่อครัวมือใหม่แทบแย่ครับ พลิกกระทะจนปวดแขน ข้าวก็ไม่ได้กินเพราะไม่มีเวลาว่างเลย ยังดีที่มีคุณตุ๋มมาช่วยอยู่หลังครัวไม่งั้น เนื้อ ผักต่างๆ ที่เตรียมไว้คงหมดเพราะหั่นไม่ทัน

ปกติลูกค้าจะหมดประมาณสองทุ่มครึ่ง สามทุ่มก็เริ่มเก็บของแล้ว แต่วันนี้ยาวไปจนสามทุ่มกว่าๆ ลูกค้าก็ยังทะยอยเข้ามาไม่ขาดสาย

งงเหมือนกันว่าเป็นเพราะอะไร กับข้าววันนี้อร่อยกว่าปกติก็คงใช่ แต่อยู่ๆ อร่อยขึ้นมาแล้วคนจะแห่กันมาแน่นร้านขนาดนี้ทันทีภายในวันเดียวก็แปลกไปหน่อย

คิดไปคิดมาก็เลยได้ข้อสรุปครับ คนอ่าน Blog นี้เป็นประจำคงจะเดาได้ไม่ยาก

ลูกค้าเยอะเพราะพ่อครัวหน้าตาดีนั่นเองครับ ^^

06 February 2006

พิการ

ออสเตรเลียก็เป็นเหมือนประเทศเจริญแล้วทั่วไป ที่จะมีระบบอำนวยความสะดวกให้กับคนพิการครบถ้วน

ไปไหนมาไหนก็จะเห็นห้องน้ำสำหรับคนพิการ ลิฟท์สำหรับคนพิการ ทางเดินสำหรับคนพิการ ฯลฯ ได้ทั่วไป

ตอนแรกก็ดูแล้วอยากให้บ้านเรามีแบบนี้บ้าง

แต่หลังๆ ชักเริ่มจะศีลแตกแล้วครับ กับเรื่องไม่เป็นเรื่องอย่างที่จอดรถคนพิการ

ทำไมประเทศนี้ถึงมีที่จอดรถสำหรับคนพิการมากขนาดนี้ มากมายก่ายกอง มากจนเกินพอดี แล้วที่จอดรถพวกนี้ก็ไม่เห็นจะมีใครมาจอดซักที บางครั้งเวลาหาที่จอดรถไม่ได้นานๆ ก็ชักอยากจะสวมรอยเป็นคนพิการบ้าง

แต่ครั้นจะจอดรถแล้วเดินลงมาแล้วแกล้งทำพิการ มือหงิก ปากเบี้ยวๆ ตำรวจเห็นคงจับแน่เพราะตำรวจที่นี่ไม่เคยดูบ้านทรายทอง

หรือหากจะจอดรถแล้วโดนจับ ถ้าแก้ตัวว่าพิการทางสายตา ก็เกรงว่าตำรวจจะซิวโดยไม่ต้องรอให้พูดจบประโยค

พยายามพิเคราะห์ตัวเอง ค้นหาจุดบกพร่องในร่างกาย คิดไปคิดมาก็ปิ๊งออกมาอย่างนึง ไม่รู้ว่าจะใช้ได้ผลหรือเปล่า เอาไว้ถ้าเกิดบ้าขึ้นมาซักวันคงจะลองใช้ดู

ผมพิการทางอายุครับ ^^

02 February 2006

สาย

ช่วงเวลาสองอาทิตย์ที่ผ่านมา ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวผม

ง่วง ง๊วงงงง ง่วง

ปกติก่อนหน้านี้ไม่ว่าจะหนาวแค่ไหน ก็ไม่ค่อยตื่นสายเกินเก้าโมงซักเท่าไหร่

แต่มาช่วงนี้ หกโมงลืมตา อ๊ะยังไม่ถึงเวลา งีบอีกนิดหน่อย ตื่นขึ้นมาอีกทีนู่น สิบโมงเช้า

จริงๆ หน้าร้อนน่าจะตื่นเช้ากว่าหน้าหนาวนะเนี่ย

เมื่อก่อนตื่นก่อนภรรยาทุกวัน แต่เดี๋ยวนี้หลายวันติดๆ กันที่ตื่นมาปรากฏว่าคุณภรรยานั่งทำงานอยู่ชั้นล่างซะแล้ว ^^"

แต่ที่เจ็บใจจริงๆ ก็วันเสาร์อาทิตย์ครับ

ทุกเสาร์อาทิตย์เป็นวันพักผ่อน ไม่ทำงาน ตั้งใจว่าจะตื่นสายๆ ซักสิบเอ็ดโมงหรือเที่ยงให้สะใจ

เอาเข้าจริง เก้าโมงเช้าก็ตื่นประจำ หรือบางวันไปใหญ่แปดโมงก็ตื่นขึ้นมาแล้ว

ที่สำคัญ ไม่รู้เป็นอะไร วันเสาร์อาทิตย์นี่ ตื่นแล้วกลับไปนอน ดันไม่หลับอีกนี่สิครับ เฮ้อ ^^"