เต็มอิ่ม
เมื่อเดือนตุลาคม 2546 มีร้านอาหารในตำนานร้านหนึ่งปรากฏขึ้นกลางเมืองเชียงใหม่ครับ
"เต็มอิ่ม" ตั้งอยู่ในฮิลไซด์คอนโดมิเนียม 4 ตรงข้ามอดีตโรงหนังฟ้าธานี ถนนห้วยแก้ว
เมนูโดดเด่นคือ ข้าวซอยนมสด และ แกงอุ๊กไก่
ข้าวซอยนมสด ใช้นมสดแทนกะทิ กินแล้วนุ่มนวลแถมยังไม่อ้วน ส่วนแกงอุ๊กไก่เป็นไก่นึ่งเครื่องเทศสูตรพิเศษจากแม่สอด
นอกจากนั้นยังมีจานเด็ดอีกหลายจานเช่น แพนงโบราณ พะโล้โบราณ
จริงๆ ก็เป็นแพนงและพะโล้ธรรมดา ส่วนคำว่าโบราณได้มาจากเพราะทำทิ้งไว้ตั้งแต่หลายวันก่อน ฟังอาจดูไม่ดี แต่แพนงพะโล้ค้างคืนนี่มันอร่อยกว่าทำสดๆ นะจะบอกให้ ^^
เวลาผ่านไปสองสามเดือน กราฟลูกค้ายิ่งพุ่งปรี๊ด แต่ดันพุ่งลงซะอย่างงั้น
บางวันแม่ครัวนั่งตบยุงอ่านเพชรพระอุมาได้ 3 เล่มใหญ่เพราะไม่มีคนเข้า
ทำร้านอาหารนี่นึกว่าง่ายๆ แต่จริงๆ ยากกว่าที่คิดเยอะเลยครับ
ยิ่งอากาศร้อนแบบบ้านเรา วัตถุดิบต้องสดใหม่เสมอ ถ้าวันไหนขายไม่ดีจะส่งผลไปถึงวัตถุดิบวันต่อๆ ไปด้วยที่จะเริ่มเน่าเสียได้ง่าย
แถมบ้านเราถ้าอยากซื้อของถูกก็ต้องตื่นเช้าตั้งแต่ไก่โห่ ตีสี่ตีห้า ก็ต้องมีหนึ่งในหุ้นส่วนไปคอยซื้อหมูซื้อผักจากตลาดเช้า
วัตถุดิบบางอย่างราคาก็ไม่คงที่ แถมหาได้ไม่สม่ำเสมอ ถ้าเปลี่ยนไปใช้ยี่ห้ออื่นก็ทำให้รสชาติเปลี่ยนอีก
นอกจากนั้นยังมีค่าตกแต่งร้าน ค่าวัตถุดิบอุปกรณ์ แล้วก็ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าแอร์ จิปาถะอีกเยอะแยะ
สรุปว่าถ้าเงินไม่ถึง สายป่านไม่ยาวจริงๆ นี่มันยืนระยะได้ยากจริงๆ
ช่วงที่ลูกค้าลดลง หุ้นส่วนก็พยายมวิเคราะห์กันว่าเกิดขึ้นจากอะไร ก็มีหลายอย่างที่มีส่วน เช่น ทำเลอับ ที่จอดรถน้อย จำนวนรายการอาหารน้อย อาหารไม่อร่อย ฯลฯ บางอย่างก็แก้ไขได้ บางอย่างก็อยู่นอกเหนือความควบคุม
พอลูกค้าไม่เข้า เงินก็เริ่มขาด พอเงินเริ่มขาด คุณภาพก็เริ่มลด พอคุณภาพลด ลูกค้าก็ยิ่งไม่เข้า ปัญหาวนกันเป็นงูกินหาง
เมื่อปัญหามา ก็ปัญญามี โชคดีที่ได้โอกาสทอง ได้รับติดต่อเข้าไปขายใน Food Center ชั้นล่างของกาดสวนแก้ว
ในปัญหามีโอกาส แต่ในโอกาสก็มีปัญหาเช่นกัน เมื่อกาดสวนแก้วให้เข้าไปขาย แต่ต้องตัดเมนูบางอย่างที่ซ้ำกับร้านที่มีอยู่แล้วออก
นอกจากนั้น จากที่ทำงานตามใจฉัน พอไปเข้าระบบห้างสรรพสินค้า ก็เลยต้องทำตามระบบที่มีอยู่มากมายอีกต่างหาก
ร้านต้องเปิดเวลานี้ปิดเวลานั้น แม่ครัวต้องใส่ยูนิฟอร์มของห้าง ต้องใช้คูปอง แถมเวลาพนักงานกาดสวนแก้วมาซื้อต้องลดราคาและแถมอีกต่างหาก
ปัญหาเก่าหายไป แต่ก็มีปัญหาใหม่เข้ามา เนื่องจากงานขายกับข้าวในห้างนี่ไม่ใช่งานหมูๆ ต้องยืนตลอดทั้งวัน แล้วก็ทำงานไม่มีวันหยุด
เมื่อเจ้าของทำเองไม่ไหว ก็ต้องหาลูกจ้างมาแบ่งเบาภาระ ตอนแรกก็ยังหวังว่าจะทำให้ต่ออายุร้านไปได้อีกเปลาหนึ่ง แต่ใครจะรู้ว่านี่แหละที่จะเป็นฟางเส้นสุดท้าย
แทนที่จะได้ลูกจ้างดีๆ ดันมาเจอลูกจ้างจอมเบี้ยว เดี๋ยวมาสายเดี๋ยวไม่มา แถมยังไม่รู้ทำอีท่าไหนยอดขายที่ทรงๆ กลับทรุดลงไปอีกต่างหาก
พยายามเรียกมากพูดดีๆ เพื่อแก้ปัญหา ให้เกียรติกันทุกอย่าง ลูกจ้างตัวแสบก็ยิ้มๆ ค่ะๆ แต่วันถัดมาก็หายสาบสูญไปเลย
สรุปว่าขายในกาดสวนแก้วได้ไม่กี่เดือน หุ้นส่วนทั้งหลายก็จับมือกันแล้วตกลงกันว่า "เลิกเหอะ ไม่คุ้มเหนื่อยแล้ว"
และแล้ว "เต็มอิ่ม" ก็กลายเป็นตำนานโดยสมบูรณ์แบบ ด้วยประการฉะนี้
"เต็มอิ่ม" ตั้งอยู่ในฮิลไซด์คอนโดมิเนียม 4 ตรงข้ามอดีตโรงหนังฟ้าธานี ถนนห้วยแก้ว

เมนูโดดเด่นคือ ข้าวซอยนมสด และ แกงอุ๊กไก่
ข้าวซอยนมสด ใช้นมสดแทนกะทิ กินแล้วนุ่มนวลแถมยังไม่อ้วน ส่วนแกงอุ๊กไก่เป็นไก่นึ่งเครื่องเทศสูตรพิเศษจากแม่สอด
นอกจากนั้นยังมีจานเด็ดอีกหลายจานเช่น แพนงโบราณ พะโล้โบราณ
จริงๆ ก็เป็นแพนงและพะโล้ธรรมดา ส่วนคำว่าโบราณได้มาจากเพราะทำทิ้งไว้ตั้งแต่หลายวันก่อน ฟังอาจดูไม่ดี แต่แพนงพะโล้ค้างคืนนี่มันอร่อยกว่าทำสดๆ นะจะบอกให้ ^^

เวลาผ่านไปสองสามเดือน กราฟลูกค้ายิ่งพุ่งปรี๊ด แต่ดันพุ่งลงซะอย่างงั้น
บางวันแม่ครัวนั่งตบยุงอ่านเพชรพระอุมาได้ 3 เล่มใหญ่เพราะไม่มีคนเข้า
ทำร้านอาหารนี่นึกว่าง่ายๆ แต่จริงๆ ยากกว่าที่คิดเยอะเลยครับ
ยิ่งอากาศร้อนแบบบ้านเรา วัตถุดิบต้องสดใหม่เสมอ ถ้าวันไหนขายไม่ดีจะส่งผลไปถึงวัตถุดิบวันต่อๆ ไปด้วยที่จะเริ่มเน่าเสียได้ง่าย
แถมบ้านเราถ้าอยากซื้อของถูกก็ต้องตื่นเช้าตั้งแต่ไก่โห่ ตีสี่ตีห้า ก็ต้องมีหนึ่งในหุ้นส่วนไปคอยซื้อหมูซื้อผักจากตลาดเช้า
วัตถุดิบบางอย่างราคาก็ไม่คงที่ แถมหาได้ไม่สม่ำเสมอ ถ้าเปลี่ยนไปใช้ยี่ห้ออื่นก็ทำให้รสชาติเปลี่ยนอีก
นอกจากนั้นยังมีค่าตกแต่งร้าน ค่าวัตถุดิบอุปกรณ์ แล้วก็ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าแอร์ จิปาถะอีกเยอะแยะ
สรุปว่าถ้าเงินไม่ถึง สายป่านไม่ยาวจริงๆ นี่มันยืนระยะได้ยากจริงๆ
ช่วงที่ลูกค้าลดลง หุ้นส่วนก็พยายมวิเคราะห์กันว่าเกิดขึ้นจากอะไร ก็มีหลายอย่างที่มีส่วน เช่น ทำเลอับ ที่จอดรถน้อย จำนวนรายการอาหารน้อย อาหารไม่อร่อย ฯลฯ บางอย่างก็แก้ไขได้ บางอย่างก็อยู่นอกเหนือความควบคุม
พอลูกค้าไม่เข้า เงินก็เริ่มขาด พอเงินเริ่มขาด คุณภาพก็เริ่มลด พอคุณภาพลด ลูกค้าก็ยิ่งไม่เข้า ปัญหาวนกันเป็นงูกินหาง
เมื่อปัญหามา ก็ปัญญามี โชคดีที่ได้โอกาสทอง ได้รับติดต่อเข้าไปขายใน Food Center ชั้นล่างของกาดสวนแก้ว
ในปัญหามีโอกาส แต่ในโอกาสก็มีปัญหาเช่นกัน เมื่อกาดสวนแก้วให้เข้าไปขาย แต่ต้องตัดเมนูบางอย่างที่ซ้ำกับร้านที่มีอยู่แล้วออก
นอกจากนั้น จากที่ทำงานตามใจฉัน พอไปเข้าระบบห้างสรรพสินค้า ก็เลยต้องทำตามระบบที่มีอยู่มากมายอีกต่างหาก
ร้านต้องเปิดเวลานี้ปิดเวลานั้น แม่ครัวต้องใส่ยูนิฟอร์มของห้าง ต้องใช้คูปอง แถมเวลาพนักงานกาดสวนแก้วมาซื้อต้องลดราคาและแถมอีกต่างหาก
ปัญหาเก่าหายไป แต่ก็มีปัญหาใหม่เข้ามา เนื่องจากงานขายกับข้าวในห้างนี่ไม่ใช่งานหมูๆ ต้องยืนตลอดทั้งวัน แล้วก็ทำงานไม่มีวันหยุด
เมื่อเจ้าของทำเองไม่ไหว ก็ต้องหาลูกจ้างมาแบ่งเบาภาระ ตอนแรกก็ยังหวังว่าจะทำให้ต่ออายุร้านไปได้อีกเปลาหนึ่ง แต่ใครจะรู้ว่านี่แหละที่จะเป็นฟางเส้นสุดท้าย
แทนที่จะได้ลูกจ้างดีๆ ดันมาเจอลูกจ้างจอมเบี้ยว เดี๋ยวมาสายเดี๋ยวไม่มา แถมยังไม่รู้ทำอีท่าไหนยอดขายที่ทรงๆ กลับทรุดลงไปอีกต่างหาก
พยายามเรียกมากพูดดีๆ เพื่อแก้ปัญหา ให้เกียรติกันทุกอย่าง ลูกจ้างตัวแสบก็ยิ้มๆ ค่ะๆ แต่วันถัดมาก็หายสาบสูญไปเลย
สรุปว่าขายในกาดสวนแก้วได้ไม่กี่เดือน หุ้นส่วนทั้งหลายก็จับมือกันแล้วตกลงกันว่า "เลิกเหอะ ไม่คุ้มเหนื่อยแล้ว"
และแล้ว "เต็มอิ่ม" ก็กลายเป็นตำนานโดยสมบูรณ์แบบ ด้วยประการฉะนี้


