The Intersect

29 June 2006

เต็มอิ่ม

เมื่อเดือนตุลาคม 2546 มีร้านอาหารในตำนานร้านหนึ่งปรากฏขึ้นกลางเมืองเชียงใหม่ครับ

"เต็มอิ่ม" ตั้งอยู่ในฮิลไซด์คอนโดมิเนียม 4 ตรงข้ามอดีตโรงหนังฟ้าธานี ถนนห้วยแก้ว

คอนเซปต์ของร้านมีอยู่ว่า "อาหารอร่อย หุ้นส่วนหน้าตาดี"

เมนูโดดเด่นคือ ข้าวซอยนมสด และ แกงอุ๊กไก่

ข้าวซอยนมสด ใช้นมสดแทนกะทิ กินแล้วนุ่มนวลแถมยังไม่อ้วน ส่วนแกงอุ๊กไก่เป็นไก่นึ่งเครื่องเทศสูตรพิเศษจากแม่สอด

นอกจากนั้นยังมีจานเด็ดอีกหลายจานเช่น แพนงโบราณ พะโล้โบราณ

จริงๆ ก็เป็นแพนงและพะโล้ธรรมดา ส่วนคำว่าโบราณได้มาจากเพราะทำทิ้งไว้ตั้งแต่หลายวันก่อน ฟังอาจดูไม่ดี แต่แพนงพะโล้ค้างคืนนี่มันอร่อยกว่าทำสดๆ นะจะบอกให้ ^^

ช่วงแรกเปิดร้านใหม่ขายดีเป็นเทน้ำเทท่าครับ ญาติพี่น้อง มิตรสหาย คนรู้จัก คนแปลกหน้า อุดหนุนคึกคัก ทำกันมือเป็นระวิง

เวลาผ่านไปสองสามเดือน กราฟลูกค้ายิ่งพุ่งปรี๊ด แต่ดันพุ่งลงซะอย่างงั้น

บางวันแม่ครัวนั่งตบยุงอ่านเพชรพระอุมาได้ 3 เล่มใหญ่เพราะไม่มีคนเข้า

ทำร้านอาหารนี่นึกว่าง่ายๆ แต่จริงๆ ยากกว่าที่คิดเยอะเลยครับ

ยิ่งอากาศร้อนแบบบ้านเรา วัตถุดิบต้องสดใหม่เสมอ ถ้าวันไหนขายไม่ดีจะส่งผลไปถึงวัตถุดิบวันต่อๆ ไปด้วยที่จะเริ่มเน่าเสียได้ง่าย

แถมบ้านเราถ้าอยากซื้อของถูกก็ต้องตื่นเช้าตั้งแต่ไก่โห่ ตีสี่ตีห้า ก็ต้องมีหนึ่งในหุ้นส่วนไปคอยซื้อหมูซื้อผักจากตลาดเช้า

วัตถุดิบบางอย่างราคาก็ไม่คงที่ แถมหาได้ไม่สม่ำเสมอ ถ้าเปลี่ยนไปใช้ยี่ห้ออื่นก็ทำให้รสชาติเปลี่ยนอีก

นอกจากนั้นยังมีค่าตกแต่งร้าน ค่าวัตถุดิบอุปกรณ์ แล้วก็ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าแอร์ จิปาถะอีกเยอะแยะ

สรุปว่าถ้าเงินไม่ถึง สายป่านไม่ยาวจริงๆ นี่มันยืนระยะได้ยากจริงๆ

ช่วงที่ลูกค้าลดลง หุ้นส่วนก็พยายมวิเคราะห์กันว่าเกิดขึ้นจากอะไร ก็มีหลายอย่างที่มีส่วน เช่น ทำเลอับ ที่จอดรถน้อย จำนวนรายการอาหารน้อย อาหารไม่อร่อย ฯลฯ บางอย่างก็แก้ไขได้ บางอย่างก็อยู่นอกเหนือความควบคุม

พอลูกค้าไม่เข้า เงินก็เริ่มขาด พอเงินเริ่มขาด คุณภาพก็เริ่มลด พอคุณภาพลด ลูกค้าก็ยิ่งไม่เข้า ปัญหาวนกันเป็นงูกินหาง

เมื่อปัญหามา ก็ปัญญามี โชคดีที่ได้โอกาสทอง ได้รับติดต่อเข้าไปขายใน Food Center ชั้นล่างของกาดสวนแก้ว

ในปัญหามีโอกาส แต่ในโอกาสก็มีปัญหาเช่นกัน เมื่อกาดสวนแก้วให้เข้าไปขาย แต่ต้องตัดเมนูบางอย่างที่ซ้ำกับร้านที่มีอยู่แล้วออก

นอกจากนั้น จากที่ทำงานตามใจฉัน พอไปเข้าระบบห้างสรรพสินค้า ก็เลยต้องทำตามระบบที่มีอยู่มากมายอีกต่างหาก

ร้านต้องเปิดเวลานี้ปิดเวลานั้น แม่ครัวต้องใส่ยูนิฟอร์มของห้าง ต้องใช้คูปอง แถมเวลาพนักงานกาดสวนแก้วมาซื้อต้องลดราคาและแถมอีกต่างหาก

ปัญหาเก่าหายไป แต่ก็มีปัญหาใหม่เข้ามา เนื่องจากงานขายกับข้าวในห้างนี่ไม่ใช่งานหมูๆ ต้องยืนตลอดทั้งวัน แล้วก็ทำงานไม่มีวันหยุด

เมื่อเจ้าของทำเองไม่ไหว ก็ต้องหาลูกจ้างมาแบ่งเบาภาระ ตอนแรกก็ยังหวังว่าจะทำให้ต่ออายุร้านไปได้อีกเปลาหนึ่ง แต่ใครจะรู้ว่านี่แหละที่จะเป็นฟางเส้นสุดท้าย

แทนที่จะได้ลูกจ้างดีๆ ดันมาเจอลูกจ้างจอมเบี้ยว เดี๋ยวมาสายเดี๋ยวไม่มา แถมยังไม่รู้ทำอีท่าไหนยอดขายที่ทรงๆ กลับทรุดลงไปอีกต่างหาก

พยายามเรียกมากพูดดีๆ เพื่อแก้ปัญหา ให้เกียรติกันทุกอย่าง ลูกจ้างตัวแสบก็ยิ้มๆ ค่ะๆ แต่วันถัดมาก็หายสาบสูญไปเลย

สรุปว่าขายในกาดสวนแก้วได้ไม่กี่เดือน หุ้นส่วนทั้งหลายก็จับมือกันแล้วตกลงกันว่า "เลิกเหอะ ไม่คุ้มเหนื่อยแล้ว"

และแล้ว "เต็มอิ่ม" ก็กลายเป็นตำนานโดยสมบูรณ์แบบ ด้วยประการฉะนี้

23 June 2006

กรรมการห้ามไก่

ฟุตบอลโลกกำลังอยู่ในช่วงสุดท้ายของการแข่งขันรอบแบ่งกลุ่ม ทุกทีมต่างก็เตะกันแบบลืมเจ็บลืมตายเพื่อจะได้เข้าไปแข่งกันต่อในรอบแพ้คัดออก

หลายทีมเต็งก็เข้ารอบไปอย่างสบายเกือก หลายทีมก็ต้องรอลุ้นถึงนัดสุดท้าย หลายทีมก็ตกรอบไปทั้งๆ ที่โชว์ฟอร์มได้ดีทุกนัด

ปัจจัยแห่งชัยชนะมันก็มีหลายอย่างครับ ทั้งฝีมือ แผน โชค และอื่นๆ อีกมากมาย

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นมันก็มีปัจจัยอีกอย่างหนึ่งที่นักกีฬาไม่สามารถควบคุมได้ และมันก็อาจส่งผลกับผลการแข่งขันอย่างเหลือเชื่อ

สิ่งมีชีวิตที่ถือนกหวีดวิ่งอยู่กลางสนาม ที่ถูกเรียกว่า กรรมการ นั่นแหละครับ

เมื่อคืนนั่งถ่างตาถึงเจ็ดโมงเช้าเพื่อดูนัดวัดดวงระหว่างออสเตรเลียกับโครเอเชีย โครเอเชียต้องชนะเท่านั้น ส่วนออสเตรเลียต้องการแค่เสมอก็จะเข้ารอบ

ฟอร์มทั้งสองทีมสูสีกัน ออสเตรเลียออกจะดีกว่าหน่อยๆ ด้วยซ้ำ เพราะโครเอเชียยังไม่เคยยิงใครได้เลยในบอลโลกครั้งนี้ ทั้งบราซิลและญี่ปุ่น

ไปๆ มาๆ โครเอเชียออกนำก่อน เหล่า Socceroos ก็เลยต้องวิ่งหูดับตับไหม้เพื่อทำประตูตีคืน

เกิดเรื่องต่างๆ ขึ้นมากมายในเกมส์ ทั้งจุดโทษ ใบเหลือง ใบแดง มากมายในการแข่งขัน

จริงๆ ผมเชียร์โครเอเชีย เพราะหมั่นไส้ฝรั่งออสซี่ที่นี่ชื่นชมทีมตัวเองกันซะเหลือเกิน ทั้งๆ ที่แมตช์ชนะญี่ปุ่นก็ได้โชคช่วยมหาศาลที่ญี่ปุ่นหมดแรงเขื่อนแตกเสียสามเม็ดในช่วงสิบนาทีสุดท้าย ส่วนนัดแพ้บราซิลก็เห็นกันชัดๆ ว่าสู้ไม่ได้ทุกประตูทั้งๆ ที่บราซิลก็ไม่ใช่ว่าจะเล่นได้ดี

แต่นัดเมื่อคืนนี้ ชาวคณะออสซี่สวมหัวใจจิงโจ้สู้จริงๆ ครับ วิ่งกันไม่เหน็ดเหนื่อยทั้งเกมส์ ถ้ามีการให้คะแนนก็สมควรเป็นผู้ชนะด้วยประการทั้งปวง

โครเอเชียซะอีกที่อุตส่าห์ได้นำถึงสองครั้ง แต่พอนำปุ๊บแทนที่จะเล่นให้เป็นระบบกลับกลายเป็นเล่นบอลวัด เอาแต่เตะบอลทิ้ง รอล่อเป้าให้ออสเตรเลียบุกกลับ

แต่ฟุตบอลเป็นเกมส์ที่ใช้ประตูตัดสิน ใครทำประตูได้มากกว่าก็ชนะ

ลูกแรกที่โครเอเชียยิงได้เป็นฟรีคิกสวยมาก ถัดจากนั้นออสเตรเลียตีเสมอจากลูกโทษที่โครเอเชียทำแฮนด์บอลที่ไม่ค่อยชัดเจนเท่าไหร่ในเขตโทษ ถัดจากนั้นโครเอเชียก็ออกนำออกไปอีกด้วยลูกยิงมั่วๆ ผ่านผู้รักษาประตูกะหลั่วของออสเตรเลียเข้าไปอย่างน่าเขกหัว

หลังจากนั้นความห่วยของกรรมการก็เข้ามามีผลอย่างมากกับเกมส์ครับ

ออสเตรเลียควรจะได้จุดโทษอีกครั้งในช่วงท้ายของเกมส์ เนื่องจากผู้เล่นโครเอเชียคนเดิมที่ทำเสียจุดโทษในครึ่งแรกทำแฮนด์บอลในลักษณะเดิมอีก แต่ทั้งๆ ที่ครั้งนี้เห็นชัดกว่าเดิม กรรมการกลับไม่เป่าจุดโทษ

Socceroos กลับมาตีเสมอได้จากลูกที่จริงๆ แล้วล้ำหน้า แถมยังล้ำตั้ง 2 คน ซึ่งกรรมการก็มองไม่เห็น ลูกนี้เองที่ทำให้ออสเตรเลียหลุดเข้ารอบต่อไปจนได้

ขอเหน็บนิดนึงว่าสื่อออสซี่นี่ก็ส่งเสริมความหลงตัวเองกันเต็มที่เหมือนกัน ตอนออกข่าวรายงานผลฟุตบอลนี่เน้นมากเรื่องได้แฮนด์บอลแล้วไม่ได้จุดโทษ แต่ไม่มีซักข่าวที่รายงานว่าลูกตีเสมอลูกสุดท้ายเป็นลูกล้ำหน้า แถมยังมีการโม้ว่าช็อคโลกที่เข้ารอบสองไปได้ ทั้งๆ ที่ในกลุ่มนอกจากบราซิลมีแต่ทีมเกรดบี นัดหน้าเจออิตาลี คงจะได้รู้กันซักทีว่าของจริงหรือของปลอม

นอกจากนั้นกรรมการท่านนี้ยังบ้าพลังไล่แจกใบเหลืองใบแดงซะจนผู้เล่นหงุดหงิดกันไปหมด ลูกฟาล์วขนาดกระโดดถีบผู้รักษาประตูยังไม่ได้ใบเหลือง แต่กลับมาได้ใบเหลืองในการเถียงกรรมการเล็กๆ น้อยๆ ซะงั้น โดนไล่ออกกันไป 3 คนในช่วง 5 นาทีสุดท้าย หนึ่งในผู้เล่นโครเอเชียโดนใบเหลืองไป 3 ใบ ใบแดง 1 ใบ

เกิดมาดูฟุตบอลไม่รู้กี่ร้อยนัด เพิ่งเห็นว่ามีผู้เล่นโดนใบเหลืองได้ตั้ง 3 ใบกว่าจะโดนใบแดงก็วันนี้

นั่งดูฟุตบอลไปคุยกับพฤกษ์กับพฤษภ์ทาง MSN ไป หัวเราะกันอยู่สามคนว่ามันตัดสินแต่ละอย่างไม่ได้เรื่องเลย

Graham Poll กรรมการนัดนี้ เป็นที่รู้ๆ กันครับว่าตัดสินอยู่ที่อังกฤษ ตัดสินได้ห่วย มีข้อกังขาแทบทุกนัด

พอได้มาตัดสินบอลโลก เห็นนักกีฬาระเบิดฟอร์มกันอย่างสนุกสนาน สงสัยพี่แกก็เลยอยากดังมั่ง ก็เลยตัดสินมั่วซั่วตามสไตล์ซะเต็มที่ ถ้าเปลี่ยนกรรมการออสเตรเลียอาจจะตกรอบก็ได้

อีตากรรมการคนนี้ แถวบ้านเราเรียก "กรรมการห้ามไก่" ครับ

ฉายานี้ได้มาเพราะว่า เหมาะที่จะไปห้ามไก่ชน มากกว่ามาตัดสินฟุตบอล ^^"

16 June 2006

เปื่อย

ผลพวงจากการดูฟุตบอลโลกแทบจะทุกนัดเริ่มส่งผลซะแล้วครับ ก็ไม่น่าแปลกอะไรเพราะเวลาออสเตรเลียเร็วกว่าเมืองไทยไป 4 ชั่วโมง แมชต์แรกเริ่มเตะก็ห้าทุ่มจบตีหนึ่ง แมชต์ที่สองตีสองจบตีสี่ แมชต์ที่สามตีห้าจบเจ็ดโมงเช้า

เวลานอนเลยเปลี่ยนไปเยอะจากเมื่อก่อนนอนตั้งแต่เที่ยงคืนตีหนึ่ง กลายเป็นตีสี่บ้าง เจ็ดโมงเช้าบ้าง

เวลานอนน้อยเยอะลงแต่เวลาตื่นใกล้เคียงกับเดิม ก็คงไม่แปลกที่จะง่วงนอน

ช่วงสองสามวันแรกก็แค่ง่วงๆ นิดหน่อย แต่หลังๆ มานี่เริ่มจะมีอาการแทรกซ้อนซะแล้วครับ

ง่วง เบลอ มึน แถมยังท้องเสียอีกต่างหาก

จะเลิกดูก็ทำใจไม่ได้เพราะทีมใหญ่ๆ แมชต์มันส์ๆ ก็ยังมีให้ดูกันอยู่ทุกคืน ดูแต่ไฮไลท์มันไม่ได้อารมณ์

ปลายสัปดาห์หน้าการแข่งขันแบ่งกลุ่มรอบแรกจะจบลง ถ้าจำไม่ผิดดูเหมือนมันจะเตะกันดึกเข้าไปอีก

สงสัยได้กลายสภาพเป็นซอมบี้แพนด้าเต็มตัวแน่ๆ เลยครับ -_-

11 June 2006

Kick Off!

มหกรรมฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของมนุษยชาติได้เริ่มขึ้นแล้วครับ

จากหลายร้อยประเทศ เหลือแค่ 32 ทีมที่แข็งแกร่งที่สุด มาวัดทั้งฝีมือ ทั้งโชคชะตากันบนสนามหญ้าสีเขียว ณ ประเทศเยอรมัน

ฟุตบอลลูกกลมๆ ยิ่งต้องหาผู้ชนะภายใน 1 เดือนอย่างนี้ ยิ่งต้องใช้ทั้งความอึด ดวง เทคโนโลยี และปัจจัยอีกหลายอย่างเข้าสู้กัน

เนื่องจากผู้ชนะมีได้เพียงหนึ่งเดียว

4 ปีที่แล้ว ทีมเต็งแชมป์จ๋าอย่างฝรั่งเศสกับอาร์เจนตินา ต่างกอดคอกันตกรอบแรกทั้งคู่ไปแล้ว ในขณะที่ญี่ปุ่นกับเกาหลีเข้าถึงรอบลึกๆ แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการของวงการฟุตบอลทั่วโลกที่ช่องว่างกำลังแคบลงเรื่อยๆ

ปีนี้ตัวเต็งก็ยังเหมือนเดิมครับ แชมป์เก่าบราซิล ฝรั่งเศส อาร์เจนตินา ฮอลแลนด์ แล้วก็อาจจะมีตัวสอดแทรกอย่างอังกฤษ อิตาลี ที่มีดาราลูกหนังหลายคนน่าจับตามอง

แต่ก็ไม่แน่ว่าตัวเต็งเหล่านี้จะเป็นแชมป์ เพราะฟุตบอลยุโรปเมื่อ 2 ปีก่อน ม้านอกสายตาอย่างกรีซก็ผงาดขึ้นมาเป็นแชมป์ได้อย่างเหนือความคาดหมายมาแล้ว

เหล่า Socceroos ของออสเตรเลียก็หมายมั่นปั้นมือจะเข้าไปทำเซอร์ไพร์สรอบลึกๆ ให้ได้ แต่ผมว่าคงตกรอบแรก

เชียร์ฟุตบอลกันให้สนุกนะครับ ^^

05 June 2006

1G

ผมชอบทำงานอยู่ที่บ้านมากกว่าไปทำงานที่มหาวิทยาลัยเนื่องจากหลายสาเหตุด้วยกัน เช่น การเดินทาง อาหารการกิน และความสะดวกในอีกหลายด้าน

ห้องทำงานของผมกับคุณตุ๋ม อยู่คนละตึกกับห้องทำงานของจี๊ เพราะฉะนั้นต่อให้ไปแช่อยู่ที่ห้องทำงาน 24 ชั่วโมง 7 วัน ยังไงก็จะมีโอกาสเจอจี๊แค่อาทิตย์ละครั้ง ถ้าอยากเจอมากกว่านั้นก็ต้องนัดพิเศษ

แต่ปัญหาใหญ่ที่สุดในการทำงานที่มหาวิทยาลัย พูดไปคงจะมีแต่คนหัวเราะเยาะ

สิทธิการใช้ Internet นั่นเองครับ

University of New England จำกัดสิทธิการใช้ Internet ต่อปีของนักศึกษาปริญญาเอกวิจัยไว้แค่ 1GB เท่ากับนักศึกษาปริญญาตรีทั่วไป

1GB!!! ถ้าใช้เกินต้องจ่ายค่าปรับ!!!

ใครนึกภาพไม่ออก ก็ลองคิดดูเล่นๆ ว่าหนัง VCD ที่เราดูๆ กันอยู่ เรื่องหนึ่งก็ตก 2 แผ่น รวมๆ แล้วก็ประมาณ 1.4GB

ทั้งปี ให้ใช้เน็ตได้น้อยกว่าปริมาณหนัง 1 เรื่อง!

ยิ่งมหาวิทยาลัยค่อนข้างไกลความเจริญแบบนี้ ห้องสมุดก็เล็ก หนังสือก็น้อยแถมยังเก่า ฐานข้อมูลต่างๆ อะไรก็ไม่สมบูรณ์ เวลาต้องการหาบทความงานวิจัยใหม่ๆ โดยเฉพาะยิ่งเรียนด้านคอมพิวเตอร์ที่ต้องวิ่งตามเทคโนโลยีกันซี่โครงบาน นักศึกษาก็ต้องเข้าไปหาเองใน Internet เป็นหลัก

แค่หน้า Search ข้อมูลของ IEEE ที่เป็นหนึ่งในห้องสมุดบทความใหญ่ที่สุดของโลก ก็ซัดเข้าไปแล้ว 200KB และจะแสดงผลแค่ครั้งละ 25 บทความ หมายความว่าทั้งปีถ้าผมค้นหาเฉพาะ "ชื่อบทความ" อย่างเดียว ผมจะสามารถค้นหาได้แค่ 5,000 ครั้ง

ถ้ามีการโหลดบทความมาอ่านด้วย ก็แทบไม่ต้องจินตนาการเลยว่าจะเหลือโควต้าให้ค้นหาข้อมูลได้อีกกี่ครั้ง

นี่ยังไม่นับค่าสมาชิกฐานข้อมูลอิเลกทรอนิกส์ทั้งหลาย ที่นักศึกษาต้องเป็นคนจ่ายเอง เพราะมหาวิทยาลัยไม่ได้เป็นสมาชิกฐานข้อมูลใดๆ ทั้งสิ้น

โชคยังดีที่ได้ความช่วยเหลือจาก ตาปื๊ด จึงทำให้สามารถซิกแซกโหลดบทความต่างๆ มาอ้างอิงได้ ไม่อย่างงั้นชีวิตคงลำบากกว่านี้มาก

วันก่อนเข้าไปตรวจสอบสถิติการใช้งานดู อยากจะหัวเราะก๊ากออกมาให้ดังๆ เมื่อเห็นว่า สถิติการใช้งานของผมในช่วง 5 เดือนที่ผ่านมา ปาเข้าไปแล้ว 500MB

500MB จากการค้นหาข้อมูลวิจัยเป็นหลัก แล้วก็มีใช้ Hotmail ใช้ MSN แล้วก็เข้า Pantip และเว็บอื่นๆ บ้าง

ปริมาณการใช้อินเตอร์เน็ตของผมที่มหาวิทยาลัยคือ อาทิตย์ละ 1-2 วัน วันละ 0-2 ชั่วโมง

ถ้าไปมหาวิทยาลัยทุกวัน ป่านนี้จ่ายค่าใช้ Internet ตูดบานแน่!

เมื่อปีที่แล้ว มหาวิทยาลัยมีแบบสอบถามเกี่ยวกับปัญหาที่เจอในการทำวิจัย ผมบ่นเรื่องนี้เรื่องเดียวไปจนหมดหน้ากระดาษ แล้วปีต่อๆ ไปก็จะบ่นอีกอย่างแน่นอน ถึงแม้ว่าจะรู้อยู่แก่ใจว่ามันคงช่วยอะไรไม่ได้ เพราะคาดว่าผู้ออกนโยบายไม่ใช่คนแต่เป็นวัว

ถามนักศึกษาคนอื่นทั้งรุ่นพี่รุ่นน้อง ก็ได้ความรู้ว่าย่างเข้ามิถุนายน หลายคนเริ่มต้องจ่ายค่าปรับกันแล้ว หลายคนก็แอบเอา User ของรุ่นพี่ที่จบไปแล้วมาใช้แทนไปพลางๆ

ก็คงทำได้แค่บ่น แล้วก็ดิ้นรนกันต่อไปครับ ^^

03 June 2006

เตะ

ขณะนี้คุณตุ๋มของเราท้องยื่นออกมาอย่างเห็นได้ชัดแล้วครับ แถมยังแหลมเปี๊ยบอีกต่างหาก ตรงตามลักษณะที่โบราณว่าถ้ามีลูกชายพุงแม่จะแหลมเป๊ะเลย

เจ้าตัวเล็กที่ตอนนี้ยังไม่ได้ตั้งชื่อ ก็ยังถูกเรียกด้วยโค้ดเนมแปลกๆ ไปเรื่อย เช่น "แตงโม" "เดล" "ไอซ์" แล้วแต่ใครจะชอบชื่อแบบไหน

ชื่ออะไรก็ยังไม่สำคัญกับเท่าที่รู้ว่า ตอนนี้ เจ้าตัวเล็กเริ่มดิ้นแรงอย่างเห็นได้ชัดแล้วครับ

เมื่อก่อนคุณแม่มือใหม่จะเป็นคนบอกว่า ตอนนี้มีตัวอะไรไม่รู้กำลังดุ๊กๆ ดิ๊กๆ อยู่ในท้อง เอามือจับดูก็ไม่รู้สึกอะไร

แต่เดี๋ยวนี้ เกือบทุกมื้อหลังอาหาร ผมจะมีกิจวัตรเพิ่มขึ้นมาหนึ่งอย่าง

นั่นก็คือ เอามือไปแตะท้องของคุณตุ๋มเบาๆ เพื่อรับสัมผัสดุ๊กดิ๊กของเจ้าตัวน้อย

บางวันก็ดุ๊กๆ ดิ๊กๆ เบาๆ แต่บางวันก็รู้สึกเหมือนโดน "ตุ้บ" แรงๆ

นี่มันเตะแล้ว ไม่ใช่ดิ้น ^^"

คุณตุ๋มบอกว่า อายุครรภ์ 5 เดือน เด็กต้องดิ้นทุกชั่วโมง ชั่วโมงละสิบกว่าครั้ง ถึงจะแสดงว่าเด็กแข็งแรงดี

แม่ของผมก็บอกไว้ว่า ตอนนี้เริ่มดิ้นรู้สึกได้ อีกซักพักจะเริ่มมีแขนมีขาปูดออกมาตามหน้าท้องคุณตุ๋มอีกต่างหาก

ปูดมาเมื่อไหร่ท่าทางคงสนุกน่าดูเลย ไว้จะแอบถ่ายรูปมาให้ดูกันนะครับ