The Intersect

30 September 2006

แพง

ในที่สุดอาร์มิเดลก็มีร้านอาหารไทยสองร้านแล้วครับ

ร้าน "ยิ้มไทย" ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ที่ตั้งก็อยู่ติดกับร้าน "วันบาทไทย" ที่ครองตลาดมานาน

ก่อนหน้านี้รู้ข้อมูลแค่ร้านใหม่เป็นร้านนั่งกิน ส่วนร้านเก่าเป็นร้าน Take Away

หลังจากที่ได้ไปลองชิมมาแล้ว ก็เลยได้ความรู้เพิ่มเติมอีกหลายอย่าง

ร้านใหม่อาหารรสชาติอร่อยแบบไทยๆ ร้านเก่าอาหารรสชาติอร่อยแบบเอาใจฝรั่งบ้านนอก

เชื่อได้ว่าคนไทยส่วนใหญ่จะถูกปากรสชาติอาหารร้านใหม่มากกว่าร้านเก่า

แล้วยิ่งร้านใหม่มีแม่ครัวประจำ รสชาติก็น่าจะคงเดิมตลอดเวลา ต่างกับร้านเก่าที่เปลี่ยนคนทำอาหารมาตลอด จากชุดแม่ครัวผู้ก่อตั้ง มาเป็นนักศึกษามือสมัครเล่น แล้วมาเป็นพ่อครัวใหม่คนเก่า แล้วมาเป็นแม่ครัวใหม่ที่ทำงานได้ไม่ถึงเดือน จนระยะหลังเจ้าของร้านต้องกระเตงลูกน้อยมาทำเอง

เคยแซวๆ กันว่าอาหารร้านเก่ามีพัฒนาการอยู่ตลอดเวลา ลูกค้ามาสามครั้งสั่งอาหารอย่างเดิมก็จะได้ลิ้มลองรสชาติใหม่ๆ ทั้งสามครั้ง ^^

ล่าสุดแม่ครัวผู้ก่อตั้งร้านบินกลับมาแล้วครับ ก็หวังว่าธุรกิจน่าจะกลับสู่ความสงบสุขอีกครั้ง เป็นที่พึ่งให้กับคนไทยตาดำๆ ในเมืองเล็กๆ เมืองนี้

สาเหตุที่นักเรียนไทยยังคงต้องพึ่งร้านเก่าเหมือนเดิม ก็เนื่องจากร้านใหม่ราคาอาหารแพงเหลือเกินครับ แถมยังไม่มีลดให้คนไทยอีกต่างหาก

คาดว่าร้านใหม่คงไม่ได้เล็งกลุ่มนักเรียนไทยจนๆ เป็นลูกค้าหลัก ซึ่งก็ไม่ได้แปลกอะไร

แต่สำหรับพวกผม จะให้กินอาหารราคาแพงกว่าร้านเก่าอย่างน้อย 1.5-2 เท่า ถึงแม้จะถูกปากมากกว่า แต่ให้บ่อยคงไม่ไหว

แค่ร้านเก่า ยังนานๆ ไปทีเลย เพราะร้านจีนราคาถูกกว่า ^^"

เห็นใจนักเรียนไทยคนอื่นเหมือนกัน กับทางเลือกที่หวังไว้เยอะ กลับมาเจอของแพงเอาซะนี่

ส่วนตัวผม ไม่กระทบอะไรมากครับ นานๆ ทีถึงจะกินข้าวนอกบ้านอยู่แล้ว

ก็คุณภรรยาทำกับข้าวเก่ง ได้กินอร่อยทุกมื้ออยู่แล้วนี่นา ^^

25 September 2006

นิ่ง

ช่วงนี้มีแต่เรื่องยุ่งๆ ครับ แล้วก็เป็นเรื่องส่วนตัวทั้งนั้นเลย

จากที่เคยทำงานได้ทุกวัน วันละนิดละหน่อย เดี๋ยวนี้ในหนึ่งสัปดาห์ก็ต้องมีวิ่งเข้าวิ่งออกโรงพยาบาล ไปตรวจเจ้าตัวเล็กมั่ง ตรวจคุณแม่มั่ง

สัปดาห์ที่แล้วก็วิ่งไปวิ่งมาเดินเอกสารขอต่อเวลาเรียนและลาคลอดให้กับคุณภรรยา ล่าสุดได้ยืดไปอีก 6 เดือน ถึงมีนาคมปีหน้าแล้ว

ส่วนงาน ตอนนี้จี๊ก็บอกว่า Literature Review เยอะพอแล้ว เริ่มวางแผนการทำวิจัยได้

เผอิญเรื่องที่ผมวิจัยจะเน้นด้านการบริหาร ก็เลยจะไม่มีการเขียนโปรแกรมเหมือนชาวบ้านทั่วไป แต่จะออกไปแนวสัมภาษณ์และออกแบบสอบถามเพื่อหาทางแก้ไขปัญหาตามกรอบที่วางไว้

นึกไปก็ยังหวั่นๆ ว่าจะหาข้อมูลได้พอหรือเปล่า เพราะเรื่องที่ทำอยู่ถือว่าค่อนข้างใหม่ แล้วก็ผ่าเหล่าคอมพิวเตอร์อยู่ไม่น้อยเลย

พอเรื่องส่วนตัวเยอะ ก็เลยส่งผลให้งานนิ่ง สงบ ไม่ขยับ มาสองอาทิตย์แล้ว

นี่ยังนึกภาพไม่ออกเลยว่าพอเจ้าตัวเล็กลืมตาดูโลกแล้ว คุณพ่อกับคุณแม่มือใหม่จะต้องยุ่งขนาดไหน

ถ้าความสงบสยบความเคลื่อนไหวได้จริงก็คงจะดีนะครับ ^^

21 September 2006

เศร้า

เช้าวันพุธที่ 20 กันยายน 2549 ผมแปลกใจมากที่มีหน้าต่าง msn เด้งขึ้นมา 10 อันพอดิบพอดี

ปกติผมเปิดเครื่องทิ้งไว้เกือบทุกคืน จึงไม่แปลกที่จะมีคนทักเข้ามาเรื่อยๆ แต่อย่างมากก็แค่ 2-3 คน เลยแปลกใจที่เอทำไมวันนี้ป๊อบเป็นพิเศษ

พอเปิดหน้าต่างขึ้นมาก็ถึงได้รู้ว่า มันเอาเข้าแล้ว

"รัฐประหาร คือล้มรัฐบาล แต่ไม่เปลี่ยนระบบการปกครอง" พฤษภ์ บุญมา (2549)

จริงๆ คืนก่อนหน้านั้น เชษฐ์ บอกผมมาแล้วทาง msn ว่ามีข่าวว่าทหารจะปฏิวัติ แต่ผมฟังแล้วยังรู้สึกว่าไม่น่าจริงมั้ง จะบ้าเหรอ

"ปฏิวัติ คือ เปลี่ยนแปลงระบบการปกครอง" พฤษภ์ บุญมา (2549)

ไม่รู้ว่าสุดท้ายตอนนี้เป็นปฏิวัติหรือรัฐประหาร รู้แต่ว่าคนกลุ่มหนึ่งที่มีปืนมีรถถังอยู่ในมือ ฉีกรัฐธรรมนูญที่ได้มาจากเลือดเนื้อของชาวบ้านอย่างเราๆ เมื่อปี 2540 ทิ้งเรียบร้อยแล้ว

ผมถามตัวเองอยู่หลายหนว่าทำไมคนกลุ่มนี้ถึงรอให้ถึงเลือกตั้งไม่ได้

อีกแค่อึดใจเดียวอำนาจก็จะกลับสู่ประชาชน ทำไมไม่สู้กันตามกติกา

กกต. ชุดใหม่ก็สะอาดสมใจแล้ว ประชาชนจะเป็นคนเลือกผู้นำด้วยตัวเอง ทำไมถึงรอไม่ได้

ในประเทศที่เจริญแล้ว ในระบอบประชาธิปไตย การเลือกตั้งขอแค่ชนะแค่เสียงเดียวก็ถือว่าชนะ เสียงของคนส่วนใหญ่สำคัญที่สุด

ทำไมถึงไม่กล้ารอเลือกตั้ง เพราะรู้ว่าต้องแพ้ต้องเสียอำนาจแน่นอนใช่มั้ย แล้วทำไมถึงจะแพ้ ครั้งที่แล้วโทษกรรมการ โทษโปรแกรมการแข่งขัน ครั้งนี้จะโทษอะไร

ผมยอมรับว่าการยึดอำนาจก็ถือว่าเป็นทางออกทางหนึ่งที่จะช่วยให้สถานการณ์แย่ๆ ช่วงนี้ผ่านพ้นไป

แต่มันเป็นทางออกที่ห่วยที่สุด

แล้วต่อไปประเทศชาติจะเป็นยังไง ใครมีกำลังทหารก็ยึดอำนาจได้ตลอดเวลา มันถูกต้องแล้วเหรอครับ

ผมไม่เชื่อว่าประชาชนส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการยึดอำนาจ

ถ้าจำกันไม่ได้ พฤษภาทมิฬก็เริ่มด้วยเหตุการณ์น่ารักๆ ชาวบ้านไปถ่ายรูปกับทหาร รถถัง มีการเอาข้าวเอาน้ำมาให้ตอนแดดร้อน ยิ้มแย้มแจ่มใส แบบครั้งนี้แหละครับ

แล้วสุดท้ายมันจบลงยังไงก็อย่างที่รู้ๆ กันอยู่

ทหารกลุ่มนี้คงไม่โง่ขนาดที่จะไม่ใช้เหตุการณ์ครั้งนั้นเป็นบทเรียน แต่สถานการณ์ก็ยังไม่น่าไว้วางใจ

คงต้องดูกันไปยาวๆ ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป

เพื่อหลีกเลี่ยงความรุนแรง ก็หวังว่าประชาชนส่วนใหญ่จะตามน้ำไปก่อน แล้วค่อยชี้ชะตาบ้านเมืองอีกทีตอนอำนาจกลับมาอยู่ในมือของพวกเรา

ถึงแม้มันจะเป็นอำนาจที่ซักวันนึงก็อาจจะมีคนถือปืนมาจี้เอาไปจากเราอีกก็ตาม

แล้วที่กล่าวหาว่าทักษิณคอรัปชั่นเหลือเกิน คอรัปชั่นขนาดที่ไม่เคยมีนายกหน้าไหนกล้าทำมาก่อน ตอนนี้ทักษิณหมดอำนาจแล้ว ก็ขอความกรุณาสาวไส้ออกมาให้หมด อันไหนที่เป็นจริงก็ยึดทรัพย์ซะให้เกลี้ยง

แต่เท่าที่ฟังมา เหตุผลในการยึดอำนาจมันข้างๆ คูๆ เหลือเกิน

ในขณะที่ห้ามประชาชนชุมนุมทางการเมือง ห้ามวิพากษ์วิจารณ์ คนที่สร้างความแตกแยกให้ประเทศอีกคนนึงกลับยังลอยหน้าลอยตา แถมยังได้รับอนุญาตให้จัดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ได้อีกต่างหาก

แหม่ เลือกปฏิบัติกันจริงๆ

งานนี้คงต้องดูไปอีกยาวครับ เพราะสุดท้าย

"ผู้ชนะ" จะเป็นคนบันทึกประวัติศาสตร์นั่นเอง

20 September 2006

เซ็ง

เซ็งครับ..

15 September 2006

กวน

ได้ Fw mail มาจากน้องที่เคยทำงานด้วยกัน เป็น Fw mail ที่ชอบมากที่สุดในช่วงหลายๆ เดือนมานี่เลยครับ

1. จงขยายสมการดังกล่าว

equation


2. จงถอดรากที่สองของสมการดังกล่าว

equation


3. จงแก้สมการดังกล่าว

equation


4. จงหาผลลัพธ์ของสมการดังกล่าว

equation


5. จงหาค่า x

equation

13 September 2006

งง

เส้นทางจากมหาวิทยาลัยถึงบ้าน ขับรถใช้เวลาประมาณ 5-6 นาทีผ่านวงเวียนไม่กี่อัน ไม่มีไฟเขียวไฟแดงให้รำคาญใจ

โดยปกติแล้วเป็นเส้นทางนี้เป็นเส้นทางที่สงบสุขมากครับ เพราะถนนกว้าง ขับรถง่าย วิวสวย

แต่เมื่อวานนี้ไม่รู้เกิดอาเภทอะไรขึ้น

ชายสองคนใส่เครื่องแบบสีฟ้ายืนกลางถนนโบกมือหยอยๆ เรียกให้จอดรถ

ตำรวจ!!

"เมืองนี้มีตำรวจด้วยเหรอเนี่ย" ผมคิดในใจ

"ฉิบหายแล้ว ตูขับรถผิดกฏตรงไหนหรือเปล่าเนี่ย" ผมคิดในใจต่อ

ค่าปรับมาตรฐานประมาณ $200 (6,000 บาท) ที่มีนักเรียนไทยหลายคนโดนมาแล้วจากการขับเร็วเกินพิกัด 50 กม/ชม บ้าง ลืมใส่เข็มขัดนิรภัยบ้าง ทำให้ผมใจไม่สู้ดีนัก

เข็มขัดนิรภัยก็ใส่แล้ว มันจะเรียกทำไมฟะ หรือเพราะเมื่อกี้เหยียบมาประมาณ 55 กม/ชม เกินมานิดหน่อย แต่ปกติเค้าอะลุ้มอะล่วยให้ถึง 60 กม/ชม นี่นา หรือว่าเพราะคนขับหน้าอ่อนเกินไปตำรวจคิดว่าอายุไม่ถึง 18

แต่ทำไงได้ครับ มันเรียก เราก็ต้องจอด

จอดรถปุ๊บ อีตาตำรวจก็เดินตรงเข้ามาที่หน้าต่างคนขับ พูดอะไรไม่รู้เรื่อง แล้วก็ยื่นกล่องอะไรไม่รู้สีดำๆ คล้ายๆ วิทยุเข้ามาในรถ

สำเนียงออสซี่แท้มันฟังยากเหลือเกิน หลังจากขอ "พาร์ด๊อน" ไปสองสามรอบ ก็เริ่มเข้าใจว่ามันจะขอดูใบขับขี่ และ..

ขอตรวจแอลกอฮอล์!!!

โอ้แม่เจ้า พี่ครับ จะมาตรวจหาแมวน้ำอะไรกันกลางวันแสกๆ แบบนี้ ทีวันศุกร์ค่ำๆ ฝรั่งปาร์ตี้เมากันเละเทะพี่ไม่โผล่

ยื่นใบขับขี่อินเตอร์ให้ตำรวจดู ตำรวจก็ทำหน้างงๆ ซักพัก พลิกไปพลิกมาแล้วชม เอ้อใบขับขี่ยูเจ๋งดี

แล้วผมก็ถามว่าตรวจแอลกอฮอล์จะเอาไง จะให้ลงรถด้วยมั้ย ตำรวจก็บอกไม่เป็นไร อยู่ในนั้นแหละ แล้วยื่นกล่องสีดำๆ เข้ามาในรถอีกครั้ง

"นับ 1-10" มันบอก

ตกลงจะตรวจแอลกอฮอล์หรือตรวจแม้วล่ะเนี่ย เคยได้ยินกันไหมครับนิทานเรื่อง "ก้าสิเจะ..ก้าสิแปะ..ก้าสิก้า...เจะสิ" กับ "ร้อเพลช่าม่าเป...โสน้าหน้า"

"1..2..3..4.." ผมนับ

"โอเคใช้ได้แล้ว ขอบคุณมาก ไว้เจอกันใหม่" ตำรวจพูดพลางดึงกล่องดำๆ ถอยออกไป

เออ ง่ายดีครับ แล้วก็ตรงไปตรงมา

นึกถึงตำรวจบ้านเรา รถจอดปุ๊บ พี่แกต้องเดินวนรอบรถก่อน 1 รอบ ทำเป็นดูโน่นดูนี่

ไม่รู้ว่าเดินวนขู่ เดินวนหาเรื่องจับ หรือจะเดินวนถ่วงเวลาให้เราพับแบงค์ร้อยเป็นก้อนเล็กๆ กันหนอ ^^"

10 September 2006

เล็ก

อีก 4 สัปดาห์กว่าจะถึงกำหนดคลอด แต่คุณพ่อคุณแม่คู่นี้ซักผ้าเตรียมไว้ให้เจ้าตัวเล็กกันแล้ว

ตากผ้า

เห่อกันไปมั้ยเนี่ย ^^"

06 September 2006

ชมพู

ปลายฤดูหนาวแล้ว อาร์มิเดลก็เริ่มมีชีวิตชีวามากขึ้น ต้นไม้เริ่มผลิใบ หญ้าเริ่มเขียว เอวเริ่มลอย

ระหว่างทางจากบ้านไปมหาวิทยาลัยจะมีกลุ่มต้นไม้หน้าตาประหลาดอยู่ประปราย ในช่วงหน้าหนาวทั้งดอกทั้งใบก็ร่วงโกร๋นหมดทั้งต้น

แต่ไม่กี่วันมานี้ ดอกไม้สีชมพูก็บานสะพรั่งเต็มต้นไปหมด

Armidale

สวยจนห้ามใจไม่ไหว เลยขอคุณแม่มือใหม่มาเป็นนางแบบจำเป็นซักหน่อย

Armidale

แว่วๆ ว่าต้นดอกชมพูนี่มันจะออกดอกแป๊บเดียว เดี๋ยวก็ร่วงหมดกลายเป็นใบเขียวๆ แทน น่าเสียดายอยู่นิดๆ

Armidale

อยากให้อากาศเป็นอย่างนี้ตลอดไปจังครับ ^^

03 September 2006

Fw:

ได้ Forward Mail มาอีกแล้ว

----------------------------------------
ถึง เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ คือว่า ในวันที่ 1 พฤษจิกายนนี้ พวกเราสาวก msn ทุกคนจะต้องเสียเงินค่าที่เป็นสาวก....ขอย้ำว่า ทุกคน! นอกเสียจากว่า เราจะส่งข้อความฉบับนี้ต่อไป อย่างน้อย 18 contacts ใน msn listของคุณ นี่ไม่ใช่เรื่องตลกหรือเรื่องไม่จริง แต่ถ้าใครไม่เชื่อก็เข้าไปที่ (http://news.bbc.co.uk/1/hi/business/1189119.stm) ยังไงก็แล้วแต่ ถ้าคุณส่งข้อความนี้ไปให้เพื่อนคุณอย่างน้อย 18 คน msn ของคุณจะกลายมาเป็นสีน้ำเงิน ด้วยความหวังดี ไม่อยากให้คนเสียตัง
----------------------------------------

คน Forward ล่าสุด เป็นลูกศิษย์เมเจอร์คอมพ์ครับ คนนี้ตอนนี้รีไทร์ไปแล้วแต่ก็ยังติดต่อกันอยู่บ้าง

รู้สึกดีใจ ที่มีคนเป็นห่วง แต่ก็รู้สึกเซ็งเช่นกันที่เชื่อเรื่องแบบนี้เข้าไปได้

ยิ่งรู้สึกตลกเข้าไปอีกเมื่อเห็น list ของ email ที่ส่งต่อๆ กันมา ยาวหลายร้อยอัน ถ้านับดีๆ อาจจะถึงพัน

ถ้ามีวิจารณญาณซักหน่อยก็น่าจะพอรู้ว่า Forward mail ส่วนมากมันความน่าเชื่อถือต่ำเหลือเกิน

แหม่ อุตส่าห์มี Link จากBBC สร้างความน่าเชื่อถืออีกต่างหากนะเนี่ย

ถ้ายอมลำบากคลิกเข้าไปดูหน่อยก็คงรู้ว่า เนื้อข่าวอันนี้มันเป็นของตั้งแต่ 5 ปีที่แล้ว แล้ว msn ก็จะเก็บเงินจริงกับเฉพาะบริการระดับสูงบางอย่าง ที่จ้างให้ก็ไม่มีใครใช้

เชื่อได้ว่ามีไม่ถึง 10% คลิกเข้าไปดู และพวกที่คลิกเข้าไปดูก็คงมีแค่ 10% ที่ได้อ่าน ไม่งั้นผมคงไม่ได้รับ Forward mail แนวนี้ไม่ต่ำกว่า 10 ครั้งแล้ว

แหล่งข่าวมาจากไหนก็ไม่รู้ ความจริงมีซักกี่เปอร์เซนต์ก็ไม่คิด เค้าบอกอะไรก็เชื่อหมด พวกนี้มันน่าจับไปกู้ชาติจริงๆ

อ่านเสร็จแล้วอย่าลืม Forward blog นี้ไปยังคนที่คุณรู้จัก 18 คนนะครับ ถ้าทุกคนช่วยกัน Forward ได้ถึงหนึ่งหมื่นครั้งเมื่อไหร่...

ท่านผู้ใหญ่บ้านของเราก็จะตามหารักแท้เจอซักที ^^

01 September 2006

ปิ๋ว

อาทิตย์ก่อนมีอีเมล์ร่อนมาหานักศึกษาบัณฑิตศึกษาทุกคนในมหาวิทยาลัยครับ

"มีบริษัทต้องการจ้างนักศึกษาทำงานนอกเวลาในส่วนของ Programming และ Web Design ผู้มีความสามารถด้านภาษา Perl และ PHP จะได้รับพิจารณาเป็นกรณีพิเศษ"

งานคือเงิน เงินคืองาน ผมก็เลยไม่รอช้าที่จะส่ง CV ของตัวเองไปลองสมัครดู กะว่าถ้าได้งานนี้มาจะได้เก็บเงินซื้อนมให้ลูกกิน

จบมาแล้ว 10 ปี ทำงานมาแล้ว 5 บริษัท เริ่มตั้งแต่วิศวกรต๊อกต๋อยชงกาแฟยกจอคอมพิวเตอร์ มาถึงเป็นผู้จัดการโครงการฐานข้อมูลหลายล้านบาท ก่อนจะย้ายมาเป็นอาจารย์ เรียกว่าประสบการณ์ก็เยอะพอดู

แต่ประสบการณ์จะออกแนวจับฉ่าย รู้ไปเกือบทุกเรื่องแต่ไม่เก่งซักเรื่อง อาศัยบริหารปัญหาและความกะล่อนส่วนตัวเอาตัวรอดไปได้วันๆ ^^

ส่ง CV ไปแค่วันเดียว ก็มีโทรศัพท์ดังขึ้น แล้วก็เป็นดั่งที่คาดไว้ครับ ปลาติดเบ็ดโทรมาขอให้ไปสัมภาษณ์งานเช้าวันศุกร์

พอถึงเวลานัด ผมก็ลากคุณภรรยาลงจากเตียง ขับรถออกไปทางนอกเมืองประมาณ 5 กิโลเมตร ถึงบริษัทที่นัดหมายกันไว้

จริงๆ มันคือบ้านคนนั่นเอง เจ้าของบริษัทก็เจ้าของบ้าน ส่วนนักวิเคราะห์ระบบก็ควบสองเก้าอี้เป็นแม่บ้านไปด้วย

โอ้ นี่มัน... อุตสาหกรรมในครัวเรือน ชัดๆ

ที่ตั้งบริษัทอยู่ชั้นสองครับ จริงๆ มันก็คือห้องทำงานธรรมดาห้องหนึ่ง ระหว่างเดินขึ้นบันไดก็ได้ยินเสียงเด็กน้อยร้องไห้ดังออกมาจากหลังประตูฝั่งตรงข้าม

โอ้ นี่มัน... อุตสาหกรรมในครัวเรือน ชัดๆ

หลังจากแนะนำตัวกันเล็กน้อย เจ้าของบริษัทก็เริ่มซักถามว่าเป็นไงมาไง เคยทำงานประเภทไหน เขียนโปรแกรมอะไรเป็นมั่ง ซึ่งก็ไม่มีปัญหาอะไร จริงมั่งโม้มั่งก็ตอบเค้าไป

คุยจบ เจ้าของบริษัทเผยอมุมปากยิ้มอย่างเลือดเย็น แล้วยื่นกระดาษให้แผ่นนึง บอกว่า ลองเขียนโปรแกรมให้ดูหน่อยนะ อยากรู้ว่าเก่งแค่ไหน

เจอแบบนี้ก็จ๊ากสิครับ สไตล์การเขียนโปรแกรมของผมมันคือเอาของเดิมที่ดีอยู่แล้วมาแก้มาแปะ มีปัญหาอะไรก็เปิดเน็ตหาวิธีแก้ ไม่เคยเปลืองที่ว่างในสมองเก็บ command อะไรทั้งสิ้น

โชคยังดีที่เจ้าของบริษัทเห็นท่าทางไปไม่รอด ก็เลยเอาคู่มือให้เปิดอ่าน ผมก็เลยพอถูๆ ไถๆ ไปได้บ้าง

เขียนเสร็จก็มีการถามคำถามตลบหลังนิดหน่อย ประมาณว่าถ้าต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของข้อมูลด้วยจะแก้ไขยังไงให้ดีขึ้น

เอ่อ ประทานโทษครับพี่ กรูไม่รู้ -"-

ยังไม่พอ มีการถามคำถามตบท้ายด้วยการเอาชุด command ประหลาดๆ มาให้ดู แล้วถามว่ามันเอาไว้ทำอะไร

เอ่อ ประทานโทษครับพี่ กรูไม่รู้ -"-

จริงๆ คำถามพวกนี้ก็ไม่ถึงกับโหดนรกแตกอะไร ถ้าเป็นเทพอย่าง ปื๊ด หรือ พฤกษ์ คงจะตอบได้ไม่ยาก แต่เนื่องจากผมเป็นพวกจับฉ่ายอย่างที่บอกไว้ข้างต้น ก็เลยออกอาการงืด

ก่อนร่ำลา เจ้าของบริษัทบอกว่า ตอนนี้กำลังสัมภาษณ์อยู่หลายคน ไว้อาทิตย์หน้าจะสรุปว่าจะจ้างใคร แล้วจะติดต่อกลับอีกทีนะ

ความหมายการพูดแบบนี้สามารถสร้างความหวังได้ แต่จากประสบการณ์ที่เคยใช้มุขนี้มาเหมือนกัน มันแปลว่า ไปหางานที่อื่นเหอะน้อง

แถมท้ายอีกนิดด้วยประโยคสุดท้ายของการร่ำลาที่จบด้วย "Bye bye" ไม่ใช่ "See you later"

จึงสรุปได้ประมาณว่า งานนี้ ปิ๋ว ครับ ^^"