The Intersect

28 June 2007

More

ช่วงนี้อากาศอาร์มิเดลหนาวมากครับ ฝนตกทุกวัน หนาวๆ แฉะๆ ช่างไม่เอื้ออำนวยต่อการเรียนหนังสือเลย

อยู่ๆ ผมก็นึกถึงคำขวัญคำหนึ่งขึ้นมา รู้สึกว่าถูกใจแมงขี้เกียจในหัวใจเป็นอย่างมาก

"The more I study, the more I know.
The more I know, the more I forget.
The more I forget, the less I know.
So, why study?"

"ยิ่งเรียนมากขึ้นเท่าไหร่ ก็ยิ่งรู้มากขึ้นเท่านั้น
ยิ่งรู้มากขึ้นเท่าไหร่ ก็ยิ่งลืมมากขึ้นเท่านั้น
ยิ่งลืมมากขึ้นเท่าไหร่ ก็ยิ่งรู้น้อยลงเท่านั้น
แล้วตูจะเรียนไปทำไมฟะ -*-"

ดูแลสุขภาพกันให้ดีนะครับ ได้ข่าวว่าช่วงนี้ทั้งโรงพยาบาลทั้งคลีนิคคนใช้บริการเยอะมาก...

เพราะหน้าแหกสีข้างถลอกเรื่องแม้วซิตี้ ^^

20 June 2007

ชื่อ

วันก่อนนั่งคุยเล่นกับคุณภรรยา ว่าถ้ามีลูกอีกคนจะตั้งชื่อเล่นว่าอะไร

น้องอาร์ม ได้ชื่อมาจากเมือง อาร์มิเดล ก็สมเหตุสมผลดีอยู่

จริงๆ แล้วก็ไม่รู้จะรีบพูดกันเรื่องชื่อลูกคนที่สองไปทำไม เพราะอย่างน้อยก็คงต้องรอให้ผมเรียนจบก่อนถึงจะค่อยคิด

แล้วถึงเวลามีขึ้นมา ก็ยังไม่รู้อีกว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายอีกต่างหาก

คุยกันไปคุยกันมา ก็ไม่ได้ข้อสรุปอะไร แล้วอยู่ๆ ก็เปลี่ยนเรื่องจากที่ว่าจะตั้งชื่อลูกว่าอะไร กลายเป็นห้ามตั้งชื่อลูกว่าอะไรไปซะนี่

เนื่องจากผมกับภรรยาเรียนด้วยกันมาตั้งแต่สมัยมัธยมปลาย เพื่อนฝูงที่รู้จักกันก็เป็นกลุ่มเดียวกัน

ก็เลยได้เห็นกันว่า เพื่อนหลายๆ คนที่ชื่อค่อนข้างโหล แทนที่เพื่อนจะเรียกชื่อเล่น ก็จะกลายเป็นเรียก "ฉายา" แทน

สมัยมัธยมปลายมีเพื่อนห้องเดียวกันชื่อ "เอ" ถึง 3 คน แต่ไม่มีใครเรียกมันว่าเอซักคน

คนนึงโดนเรียกว่า "ยุ่น" คนนึงเป็น "เตี๋ยว" คนนึงเป็น "เต่า"

เพื่อนชื่อ "เอก" ก็โดนเรียกว่า "ตูด" ชื่อ "เอ้" ก็กลายเป็น "บรอนโต"

นอกจากนี้ก็ยังมีอีกหลายต่อหลายคนที่เพื่อนบางคนไม่รู้จักแม้กระทั่งชื่อเล่นจริงๆ ด้วยซ้ำ

นึกไปนึกว่าก็มีอีกชื่อนึงที่แปลกเหลือเกินว่ามันเกี่ยวข้องกันได้ยังไง

เพื่อนสมัยเรียนมัธยมต้นคนนึงชื่อว่า "เอ็ด" แต่เพื่อนเรียกมันว่า "ควาย"

พอเข้ามหาวิทยาลัย ก็มีรุ่นน้องคนนึงที่ชื่อคล้ายกันว่า "เอ็ดดี้" แล้วก็ถูกเพื่อนเรียกว่า "ควาย" เช่นกัน

ลองนึกภาพดูว่าถ้านั่งดูทีวีอยู่ที่บ้าน แล้วมีโทรศัพท์โทรมา เสียงแหบๆ แตกๆ แบบวัยรุ่น ลอยมาตามสายว่า "ขอพูดกับควายหน่อยครับ"

ถ้าเจอแบบนี้จะตอบยังไงดีหนอ "บ้านนี้ไม่มีควายครับ" หรือว่า "จะคุยกับควายตัวไหนดีครับ"

จริงๆ แล้วจะว่าไป ต่อให้ชื่อว่าอะไรก็ตาม ถึงเวลาถ้าจะโดนเพื่อนล้อเพื่อนแซว ก็คงรอดได้ยากแหละครับ

แต่ยังไงก็ตาม มีชื่อหนึ่งที่ผมกับภรรยาจะไม่มีทางจะตั้งให้ลูกเป็นอันขาด เพราะรู้ว่าถ้าตั้งไปจะต้องโดนล้อเป็นมั่นคง

นั่นก็คือชื่อว่า "เค" ครับ

เพราะร้อยทั้งร้อย เด็กชายเค เมื่อโตมาเป็นวัยรุ่น

ก็จะถูกเพื่อนเรียกเป็น "ไอ้ด่วย" อย่างแน่นอน

15 June 2007

ลุง

ได้ยินข่าวเศร้าจากเมืองไทย ว่าตำนานแห่งกาดจันทร์กุมาร ที่พึ่งยามยากของเหล่านักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ "ลุงว๊าก" จากโลกนี้ไปเสียแล้วครับ

ลุงว๊าก เป็นร้านที่ดังที่สุดในตลาดร้านอาหารแห่งนี้ ด้วยลีลาการรับออร์เดอร์แบบซาดิสม์ไม่เหมือนใครของแก บวกกับความจำที่เป็นเลิศ และรสชาติก๋วยเตี๋ยวที่อร่อยถูกใจลูกค้า

ก๋วยเตี๋ยวต้มยำลุงว๊ากเป็นที่โปรดปรานของผมและเพื่อนอีกหลายๆ คนที่ทำโปรเจคตอนสมัยเรียนปี 4 จนดึกดื่น

ทุกครั้งที่ผมไปกินร้านลุง ผมก็จะสั่ง "หมี่ขาวยำสุด 1 ที่" แล้วก็จะได้ หมี่ขาวต้มยำขนาดพิเศษสุด ถ้วยละ 30 บาท (มั้ง) มานั่งกินอย่างเอร็ดอร่อย ชามเดียวอิ่มไปทั้งคืน

ลักษณะเด่นอีกอย่างของก๋วยเตี๋ยวลุงคือจะมีอะไรก็ไม่รู้คล้ายปาท่องโก๋ตัวเล็กๆ กรอบๆ โรยหน้ามาเพิ่มความกรุบกรับของก๋วยเตี๋ยว ทำให้นอกจากจะอร่อยแล้วยังเคี้ยวมันส์เป็นพิเศษ เพื่อนบางคนติดใจขนาดไปเมื่อไหร่ก็จะสั่งไอ้กรอบๆ นี่มากินต่างหากทุกที

สิ่งที่พิเศษสุดของร้านลุงก็คือ ทุกวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ของทุกปี ลุงจะทำก๋วยเตี๋ยวให้ลูกค้ากิน ฟรี! ไม่อั้น! ไม่ได้เป็นเพราะลุงบ้าวันวาเลนไทน์ตามฝรั่งแต่อย่างใด แต่เป็นการฉลองวันเกิดให้ "เจ๊ใหญ่" เมียลุงต่างหาก

หลังจากที่ผมกับเพื่อนๆ จบปริญญาตรี ต่างคนก็ต่างทำงาน หลายคนต้องไปทำงานที่กรุงเทพ ส่วนคนที่อยู่เชียงใหม่ถ้าไม่ได้ทำงานใกล้มหาวิทยาลัยก็ไม่ค่อยได้มีโอกาสไปกินร้านลุงบ่อยเท่าไหร่ เรียกว่าห่างกันไปหลายปี

แต่ไม่น่าเชื่อครับ สองปีก่อน วันที่เพื่อนๆ จากกรุงเทพเดินทางขึ้นมาเชียงใหม่เพื่อร่วมงานแต่งงานของผม พวกเราก็ได้ไปรำลึกความหลังที่ร้านลุงอีกครั้ง

ลุงเดินมาที่โต๊ะ ฉีกยิ้ม รับออร์เดอร์ แล้วก็สั่งเจ๊ลวกก๋วยเตี๋ยวตามปกติ

แต่พอสั่งเสร็จ ลุงก็ว๊ากต่อด้วยว่า "เอาออกมาเร็วๆ โต๊ะนี้ลูกค้าเก่า"

ผ่านไปสิบกว่าปี พวกผมจำลุงได้คงไม่แปลก แต่ลุงก็ยังจำพวกผมได้ พวกผมดีใจนะ

วันนั้นลุงยังแข็งแรง เสียงยังดังเหมือนเดิม แต่ก็ได้ข่าวมาแว่วๆ เหมือนกันว่าลุงป่วยเป็นมะเร็ง

วันนี้ลุงไม่อยู่แล้ว ไม่รู้ว่าเจ๊ยังจะสานต่อกิจการหรือเปล่า คิดว่าวันสองวันนี้ ท่านผู้ใหญ่อีหลี ที่กำลังจะกลับเมืองไทยคงจะมาแจ้งข่าวให้ฟังกัน

หลับให้สบายนะครับลุง

11 June 2007

สลับ

วันนี้กษิตชลคนน่อยอายุครบ 8 เดือนพอดีครับ

เลี้ยงเจ้าตัวเล็กมาตั้งแต่เกิด อยู่ด้วยกัน 24 ชั่วโมงทุกวัน จนเดี๋ยวนี้ต้องอยู่คนละประเทศ จะได้เจอหน้ากันก็นานๆ ครั้ง ก็รู้สึกเหงาๆ อยู่ไม่น้อย

กลางคืนนอนหลับสบายไม่ต้องตื่นมาปลอบมาให้นมก็จริง แต่มันก็รู้สึกเหมือนอะไรบางอย่างขาดไป

ช่วงหลังแม้จะไม่ได้เจอตัวจริง แต่ที่ดูจากรูปที่ทางบ้านส่งมาให้ ก็รู้สึกว่าน้องอาร์มมีพัฒนาการขึ้นหลายอย่างเชียวครับ

ทั้งหน้าที่ดูยาวขึ้น แขนขายาวขึ้น เริ่มพยายามออกเสียง หัดยืน แล้วก็คลานได้ไวขนาดที่วิ่งไล่จับแทบไม่ทันแล้ว

คุณแม่ผู้ใจดีก็ชอบเหลือเกินที่จะเปรียบเทียบพัฒนาการของคุณลูกกับลูกๆ ของเพื่อนๆ ไม่ว่าจะเป็น น้องวินนิ่ง น้องรอย ฯลฯ ที่อายุไล่เลี่ยกัน

ดูแล้วก็มาเปรียบเทียบโน่นเปรียบเทียบนี่ อันนี้ลูกเราเร็ว อันนี้ลูกเราช้า

แต่ที่ค่อนข้างเห็นชัดอย่างหนึ่ง แล้วก็ได้รับการยืนยันจากรุ่นพี่นักเรียนไทยที่เป็นหมอ ว่าเด็กผู้ชายกับเด็กผู้หญิงจะมีพัฒนาการไม่เท่ากัน

ช่วงแรกเกิด เด็กผู้หญิงจะเร็วกว่าผู้ชาย ตั้งแต่การพูด การคลาน การเดิน แต่หลังจากนั้นไม่นาน เด็กผู้ชายก็จะแซงเด็กผู้หญิงในการพัฒนาการหลายๆ ด้าน

พอย่างเข้าวัยรุ่น เด็กผู้หญิงก็จะกลับมาพัฒนาการเร็วกว่าเด็กผู้ชายอีกครั้ง จะเห็นว่าช่วงนั้นเด็กผู้หญิงจะสูงเร็วกว่าเด็กผู้ชายมาก แต่ก็ไม่นานอีกเช่นกันที่เด็กผู้ชายจะกลับมาตามทัน แล้วหลังจากนั้นพัฒนาการก็จะค่อนข้างคงที่ไปเรื่อยๆ

สรุปการพัฒนาการจากนายแพทย์สมาชิกแพทยสภาจบลงแค่นี้ แต่ผมว่าจริงๆ แล้วมันไม่ได้หยุดแค่นั้นหรอก

เพราะพัฒนาการขั้นสุดท้ายก็คือ หลังแต่งงานนั่นเอง ที่ผู้หญิงก็จะเริ่มพัฒนาการเร็วกว่าผู้ชายอีกครั้ง

แถมครั้งนี้จะพัฒนาการอย่างรวดเร็ว ตามยังไงก็ตามไม่ทันซะแล้ว อิอิ

07 June 2007

เกลี้ยง

ถูกไอ้พรั่งและลิ่วล้อรังควาญมาเป็นเวลาเกือบสองอาทิตย์ จับก็ไม่ได้ ถึงจับได้ก็เป็นมันส่งลูกน้องมาตาย

ถึงแม้จะเริ่มท้อ แต่จะยอมถอยไม่ได้เด็ดขาด

ในที่สุดผมก็ตัดสินใจ ถ้ากับดักจับไม่ได้ ก็คงต้องเล่นด้วยวิธีอื่น

ใช่แล้ว! กาวดักหนู! กาวดักหนูต้องเอามันอยู่แน่ๆ ถึงแม้มันจะตัวเล็กแค่ไหนแต่ถ้าเดินบนกาว มันจะต้องติดแหง็กอย่างไม่ต้องสงสัย

พูดถึงกาวดักหนู เนื่องด้วยอาร์มิเดลเป็นเมืองเล็กๆ ถ้านึกอะไรไม่ออกไม่รู้จะซื้อที่ไหนก็ไป Coles ไว้ก่อน

Coles เป็นห้างที่ดูเหมือนจะใหญ่ที่สุดในเมืองนี้ แต่ว่าพอจะหาอุปกรณ์ต่อสู้กับหนูเข้าจริงๆ กลับมีไม่มากอย่างที่คิดครับ

นอกจากกับดักหนูสองสามแบบ ก็มียาเบื่อหนูอีกสี่ห้ายี่ห้อ

ไม่มีกาวดักหนู!!

จะทำยังไงล่ะทีนี้ กับดักซื้อไปก็กลัวจะใช้ไม่ได้ผล ส่วนยาเบื่อถ้าเอาไปใช้แล้วไอ้พรั่งมันดันกินแล้วไปทะลึ่งแอบตายอยู่ในซอกหลืบ บ้านคงเหม็นบรรลัยเป็นแน่แท้

ตัดสินใจอยู่นานสองนาน ก็ตกลงว่า งั้นเอากับดักอีกซักสองสามชุดก็แล้วกัน เผื่อมันกินเหยื่อหลายชุดแล้วมันจะหนักขึ้นจะได้โดนหนีบซะให้เข็ด

และแล้วผมก็จ่ายเงินไปสิบกว่าเหรียญ คิดเป็นเงินไทยสามร้อยกว่าบาท หิ้วกับดักหนู 3 แบบ รวมได้ 5 ชิ้นกลับบ้าน

พอถึงบ้านเปิดดูกับดักที่ซื้อมา ก็เริ่มมีรอยยิ้มที่มุมปากครับ

สองในกับดักชุดใหม่ที่ซื้อมา เป็นกับดักที่ออกแบบมาสำหรับจับหนูตัวเล็กโดยเฉพาะ ความไวต่อน้ำหนักสูงมาก

แค่ใส่เนยถั่วมากเกินไปหน่อยเดียว พอวางพื้นปุ๊บขยับนิดเดียวกับดักคู่นี้จะเด้งเองเลย!

แถมยังเป็นกับดับแบบพิเศษที่มีรูปร่างคล้ายหอยตลับ ไม่ใช่หนีบด้วยลวดสี่เหลี่ยมเหมือนกับดักทั่วไป งานนี้ถ้าหนีบไม่โดนก็น่าจะพอจับได้

แล้วมันก็ได้ผลจริงๆ ครับ หลังจากวางกับดักอันใหม่แค่ไม่ถึงชั่วโมง ก็ได้ยินเสียง

แต๊บ!!

ไอ้พรั่งหรือเปล่า พอเข้าไปตรวจกับดัก ก็พบศพหนูตัวเล็ก แต่ดูยังไงก็ไม่ใช่ไอ้พรั่ง

แต๊บ!!

ตัวที่สองก็ยังไม่ใช่ไอ้พรั่ง มันส่งลูกน้องมาตายอีกแล้ว

แต๊บ!!

ครั้งที่สามนี่เองครับ หางหนูเล็กๆ โผล่ออกมาจากขอบตลับกับดักหนู เป็นสัญญาณว่าจับหนูได้

หนูตัวเล็กมาก!

ไอ้พรั่ง!!!

ผมรีบเอาถุงพลาสติกมารอง แล้วเปิดกับดักหนูอย่างรีบร้อน

ดุ๊กดิ๊ก...ดุ๊กดิ๊ก ไอ้พรั่งจริงๆ ครับ เป็นมันจริงๆ แถมมันยังไม่ตาย! มันไม่เป็นอะไรเลยด้วยซ้ำ!! แต่มันสูญสิ้นอิสรภาพไปแล้ว ที่ทำได้ก็แค่ดิ้นอยู่ในถุงพลาสติก

ตัวมันเล็กจริงๆ ครับ เล็กขนาดที่ถ้าไม่ใช่กับดักแบบพิเศษแบบนี้ ชาตินี้ก็คงจับไม่ได้ เพราะต่อให้เหล็กหนีบทำงานก็คงหนีบคร่อมตัวมันไปหมด

ผมห่อไอ้พรั่งด้วยถุงพลาสติกหลายชั้น แล้วก็จับยัดลงไปในถังขยะ ยัดมันลงไปชั้นลึกที่สุด แล้วปิดฝาอย่างแน่นหนา

คืนวันนั้นผมนอนหลับสบาย ไม่ได้ยินเสียงหนูวิ่งอีกเลย เหยื่อในกับดักก็ไม่พร่องไปอีกแม้แต่น้อย เป็นสัญญาณบอกว่าหนูเกลี้ยงบ้านแล้ว

รุ่งเช้า รถขนขยะก็มาเก็บขยะในถังไป พร้อมกับถุงไอ้พรั่ง ซึ่งคาดว่ามันยังน่าจะมีชีวิตอยู่ แต่ต่อไปชีวิตของมันจะเป็นอย่างไร...ก็ช่างหัวมันเถอะครับ

อุตส่าห์เว้นโทษตายให้แล้วนะ อย่าได้เจอกันอีกเลย ไอ้พรั่ง

01 June 2007

ล่า

การไล่ล่า "ไอ้พรั่ง" ดำเนินมาเป็นระยะเวลากว่า 40 ชั่วโมงแล้วครับ

เนยถั่วจำนวนหลายช้อนชา อันตรธานหายไปอย่างรวดเร็วปานเงินเดือนอาจารย์มหาวิทยาลัย

40 ชั่วโมงกับความว่างเปล่า เศร้าสร้อย มืดมด และหม่นหมอง

หรือนี่จะเป็นความสิ้นหวังของมนุษยชาติ!

เกิดเป็นคนจะท้อถอยไม่ได้ ความพยายามอยู่ที่ไหน ความพยายามอยู่ที่นั่น ผมวางเหยื่อล่อมันอีกครั้ง

เวลาผ่านไปอย่างช้าๆ ซักพักหนึ่งก็มีเสียงเล็กๆ ลอดออกมาจากตู้ห้องครัว

จี๊ดๆๆ จ๊วบจ๊าบๆๆ

ผมย่องเข้าไปอย่างเบาที่สุดเท่าที่จะทำได้ ค่อยๆ แง้มประตูตู้ออก และแล้วในที่สุด ผมก็ได้เจอกับมันจนได้

"ไอ้พรั่ง!!!"

ที่แท้ไอ้พรั่งเป็นหนูตัวเล็กมาก น่าจะเล็กกว่าหนูตัวอื่นๆ ที่กลายเป็นศพไปก่อนหน้านี้แล้วประมาณครึ่งหนึ่ง

ที่แท้มันก็ไม่ใช่หนูเทพที่ฉลาดเป็นกรด หรือหนูนินจาที่มีวิชาตัวเบาอะไร มันแค่ตัวเล็กและเบาเกินไปนั่นเองกับดักจึงไม่ทำงาน

เมื่อสายตาสองคู่จ้องกัน ไอ้พรั่งก็ทำหน้ายิ้มๆ เหมือนจะบอกว่า "เนยถั่วอร่อยจังพี่ เดี๋ยวมื้อเย็นขออีกนะ" แล้วก็ค่อยๆ หมุนตัววิ่งหายไปในความมืด

สงสัยถ้าอยากจะจับมันให้ได้ คงต้องเลี้ยงจนมันโตก่อนละมั้งครับเนี่ย ^^"