บ้าน
ปกติแล้วการเดินทางจากอาร์มิเดลไปเชียงใหม่ จะสามารถทำได้ภายในวันเดียว ถ้าบินออกจากอาร์มิเดลเที่ยวเช้าสุดก็จะไปทันต่อเครื่องที่ซิดนีย์ไปกรุงเทพพอดี แล้วก็กลับถึงเชียงใหม่ช่วงหัวค่ำ หรือไม่อย่างนั้นก็ออกจากอาร์มิเดลช่วงบ่ายเพื่อไปขึ้นเครื่องที่ซิดนีย์รอบค่ำ ถึงเชียงใหม่ก็สายๆ ของอีกวันหนึ่ง
แต่เนื่องด้วยช่วงนี้ออสเตรเลียอยู่ในระหว่าง Daylight Saving ซึ่งเวลาต่างกับบ้านเราจากปกติ 3 ชั่วโมงเป็น 4 ชั่วโมง ตารางการบินก็เลยเปลี่ยนแปลง ถ้าบินออกจากอาร์มิเดลเที่ยวเช้าสุดกลายเป็นจะไปไม่ทันต่อเครื่องที่ซิดนีย์ครับ
ผมจองตั๋วเครื่องบินตั้งแต่ก่อนปรับเวลา ลืมนึกถึงข้อนี้ไป ก็เลยซวย ต้องหาทางแก้เฉพาะหน้าไปก่อน เนื่องจากเลื่อนตั๋วซิดนีย-กรุงเทพไม่ทันซะแล้ว
วิธีที่คิดออกก็มี 3 แบบ ก็คือไปนอนที่โรงแรมใกล้ๆ สนามบิน หรือไปนอน YHA ถูกๆ ในเมือง หรือหน้าด้านนอนมันคาสนามบินไปเลย
ทั้ง 3 ออปชั่นนี่ ดูเหมือนว่าจะไม่ค่อยมีทางเลือกที่ดีเท่าไหร่ วิธีแรกก็แพงมาก วิธีที่สองก็ไม่ค่อยปลอดภัยกับทรัพย์สิน ส่วนวิธีสุดท้ายนี่คงทรมานสังขารพิลึก
เดชะบุญที่โชคดีมีโอกาสคุยกับเพื่อนที่อยู่ซิดนีย์ แล้วเพื่อนก็ออกตัวชวนให้ไปค้างด้วย ถ้าไม่อย่างนั้นก็ยังไม่รู้ว่าผมจะได้นอนที่ไหนเหมือนกัน
ก็ต้องขอบคุณ แพร เอ็ด และคุณแม่ของแพร ไว้ที่นี้อีกทีนะครับ สำหรับที่พักแสนสบาย กับข้าวเย็นแสนอร่อยที่ซิดนีย์ ^^
ผมถึงสนามบินตั้งแต่เจ็ดโมงเช้า หลังจากรอเช็คอินเกือบชั่วโมง เดินเตร็ดเตร่อีกเป็นชั่วโมง ก็ได้เวลาขึ้นเครื่องบิน
ตกใจสุดๆ เลยครับพอได้นั่งตรงเก้าอี้ของตัวเอง เพราะเป็นครั้งแรกที่เห็นว่า
มี "จอทีวีส่วนตัว" ติดอยู่ด้วย
เป็นครั้งแรกครับที่ได้นั่งการบินไทยแล้วได้มีจอส่วนตัว แล้วก็แน่นอนครับ นี่ชั้นประหยัดธรรมดา เพราะหน้าอย่างผมคงไม่มีเงินไปจ่ายชั้นธุรกิจ
จอทีวีของการบินไทย มาพร้อมกับรายการ Entertainments on demands หมายถึงอยากดูหนังฟังเพลงเรื่องหรือเล่นเกมส์อะไรเมื่อไหร่ ถ้ามีอยู่ในโปรแกรมก็สามารถดูได้ตามอัธยาศัย
ดูหนังอยู่แล้วปวดฉี่ ก็ pause แล้วกลับมาดูต่อได้
เจ๋งมากครับ
นี่เป็นครั้งแรกที่นั่งการบินไทยแล้วไม่รู้สึกเซ็งหรือเบื่อเลยตลอดการเดินทาง 8 ชั่วโมงกว่า ก็เล่นมีหนังดีๆ ให้เลือกดูตลอดนี่นา
ตรงนี้จะแพ้ของสิงค์โปรแอร์ไลน์นิดหน่อยก็ตรงที่เกมส์ที่คัดมามันออกจะเห่ยไปนิด แต่ไม่เป็นไรได้แค่นี้ก็ดีใจแทบตายแล้ว
นั่งเครื่องครั้งนี้มีจุดสังเกตอีกนิดนึงว่าเดี๋ยวนี้การเสริฟเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไม่ถี่เหมือนเดิม ส่วนใหญ่จะเน้นไปที่น้ำส้มน้ำผลไม้เสียมากกว่า
พอถึงสุวรรณภูมิ ก็รู้สึกว่าครั้งนี้สุวรรณภูมิพัฒนาดีขึ้น ป้ายบอกทางต่างๆ ชัดเจนขึ้นมาก รวมทั้งเห็นโครงการสร้างห้องน้ำเพิ่มขึ้นอีกหลายห้อง
ถึงแม้จะไม่ชอบรัฐบาลทหาร ถึงแม้จะใช้เวลาเป็นปีกว่าจะเริ่มทำงาน แต่ทำดีก็ต้องชมครับ ดีใจด้วยที่ไม่บ้าหลับหูหลับตาเผาสนามบินเพื่อหาข้ออ้างไล่คนๆ เดียวอีกต่อไป
หลังใช้เวลาที่สุวรรณภูมิซักพัก ก็ขึ้นเครื่องต่อมาเชียงใหม่ แล้วก็ได้ตกใจอีกครั้ง
เฮ้ย เครื่องในประเทศก็มีทีวีส่วนตัว!!
ต่างกันนิดหน่อยที่เนื่องจากเวลาเดินทางน้อยกว่า เลยไม่มีหนังหรือทีวีให้ดู แต่ก็ไม่เป็นไร แค่นี้ก็เท่เกินพอแล้ว
กลับถึงเชียงใหม่ก็ยิ้มแทบแก้มปริเมื่อครอบครัวยกกันมารับทั้งบ้าน
เด็กชายกษิตชลคนน่อย ตัวเล็กกว่าที่เห็นในรูปในวีดิโอ แต่ก็น่ารักกว่ามากเช่นกัน
พูดเก่ง เดินเก่ง อ้อนเก่งเหลือเกินนะครับน้องอาร์ม
ท่าทางหนึ่งเดือนแห่งการพักผ่อน จะต้องหมดไปอย่างรวดเร็วแน่นอนเลยครับ ^^
แต่เนื่องด้วยช่วงนี้ออสเตรเลียอยู่ในระหว่าง Daylight Saving ซึ่งเวลาต่างกับบ้านเราจากปกติ 3 ชั่วโมงเป็น 4 ชั่วโมง ตารางการบินก็เลยเปลี่ยนแปลง ถ้าบินออกจากอาร์มิเดลเที่ยวเช้าสุดกลายเป็นจะไปไม่ทันต่อเครื่องที่ซิดนีย์ครับ
ผมจองตั๋วเครื่องบินตั้งแต่ก่อนปรับเวลา ลืมนึกถึงข้อนี้ไป ก็เลยซวย ต้องหาทางแก้เฉพาะหน้าไปก่อน เนื่องจากเลื่อนตั๋วซิดนีย-กรุงเทพไม่ทันซะแล้ว
วิธีที่คิดออกก็มี 3 แบบ ก็คือไปนอนที่โรงแรมใกล้ๆ สนามบิน หรือไปนอน YHA ถูกๆ ในเมือง หรือหน้าด้านนอนมันคาสนามบินไปเลย
ทั้ง 3 ออปชั่นนี่ ดูเหมือนว่าจะไม่ค่อยมีทางเลือกที่ดีเท่าไหร่ วิธีแรกก็แพงมาก วิธีที่สองก็ไม่ค่อยปลอดภัยกับทรัพย์สิน ส่วนวิธีสุดท้ายนี่คงทรมานสังขารพิลึก
เดชะบุญที่โชคดีมีโอกาสคุยกับเพื่อนที่อยู่ซิดนีย์ แล้วเพื่อนก็ออกตัวชวนให้ไปค้างด้วย ถ้าไม่อย่างนั้นก็ยังไม่รู้ว่าผมจะได้นอนที่ไหนเหมือนกัน
ก็ต้องขอบคุณ แพร เอ็ด และคุณแม่ของแพร ไว้ที่นี้อีกทีนะครับ สำหรับที่พักแสนสบาย กับข้าวเย็นแสนอร่อยที่ซิดนีย์ ^^
ผมถึงสนามบินตั้งแต่เจ็ดโมงเช้า หลังจากรอเช็คอินเกือบชั่วโมง เดินเตร็ดเตร่อีกเป็นชั่วโมง ก็ได้เวลาขึ้นเครื่องบิน
ตกใจสุดๆ เลยครับพอได้นั่งตรงเก้าอี้ของตัวเอง เพราะเป็นครั้งแรกที่เห็นว่า
มี "จอทีวีส่วนตัว" ติดอยู่ด้วย
เป็นครั้งแรกครับที่ได้นั่งการบินไทยแล้วได้มีจอส่วนตัว แล้วก็แน่นอนครับ นี่ชั้นประหยัดธรรมดา เพราะหน้าอย่างผมคงไม่มีเงินไปจ่ายชั้นธุรกิจ
จอทีวีของการบินไทย มาพร้อมกับรายการ Entertainments on demands หมายถึงอยากดูหนังฟังเพลงเรื่องหรือเล่นเกมส์อะไรเมื่อไหร่ ถ้ามีอยู่ในโปรแกรมก็สามารถดูได้ตามอัธยาศัย
ดูหนังอยู่แล้วปวดฉี่ ก็ pause แล้วกลับมาดูต่อได้
เจ๋งมากครับ
นี่เป็นครั้งแรกที่นั่งการบินไทยแล้วไม่รู้สึกเซ็งหรือเบื่อเลยตลอดการเดินทาง 8 ชั่วโมงกว่า ก็เล่นมีหนังดีๆ ให้เลือกดูตลอดนี่นา
ตรงนี้จะแพ้ของสิงค์โปรแอร์ไลน์นิดหน่อยก็ตรงที่เกมส์ที่คัดมามันออกจะเห่ยไปนิด แต่ไม่เป็นไรได้แค่นี้ก็ดีใจแทบตายแล้ว
นั่งเครื่องครั้งนี้มีจุดสังเกตอีกนิดนึงว่าเดี๋ยวนี้การเสริฟเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไม่ถี่เหมือนเดิม ส่วนใหญ่จะเน้นไปที่น้ำส้มน้ำผลไม้เสียมากกว่า
พอถึงสุวรรณภูมิ ก็รู้สึกว่าครั้งนี้สุวรรณภูมิพัฒนาดีขึ้น ป้ายบอกทางต่างๆ ชัดเจนขึ้นมาก รวมทั้งเห็นโครงการสร้างห้องน้ำเพิ่มขึ้นอีกหลายห้อง
ถึงแม้จะไม่ชอบรัฐบาลทหาร ถึงแม้จะใช้เวลาเป็นปีกว่าจะเริ่มทำงาน แต่ทำดีก็ต้องชมครับ ดีใจด้วยที่ไม่บ้าหลับหูหลับตาเผาสนามบินเพื่อหาข้ออ้างไล่คนๆ เดียวอีกต่อไป
หลังใช้เวลาที่สุวรรณภูมิซักพัก ก็ขึ้นเครื่องต่อมาเชียงใหม่ แล้วก็ได้ตกใจอีกครั้ง
เฮ้ย เครื่องในประเทศก็มีทีวีส่วนตัว!!
ต่างกันนิดหน่อยที่เนื่องจากเวลาเดินทางน้อยกว่า เลยไม่มีหนังหรือทีวีให้ดู แต่ก็ไม่เป็นไร แค่นี้ก็เท่เกินพอแล้ว
กลับถึงเชียงใหม่ก็ยิ้มแทบแก้มปริเมื่อครอบครัวยกกันมารับทั้งบ้าน
เด็กชายกษิตชลคนน่อย ตัวเล็กกว่าที่เห็นในรูปในวีดิโอ แต่ก็น่ารักกว่ามากเช่นกัน
พูดเก่ง เดินเก่ง อ้อนเก่งเหลือเกินนะครับน้องอาร์ม
ท่าทางหนึ่งเดือนแห่งการพักผ่อน จะต้องหมดไปอย่างรวดเร็วแน่นอนเลยครับ ^^


