โกอินเตอร์ วันที่ 4
วันสุดท้ายของงานประชุมครั้งนี้มีโปรแกรมแค่ครึ่งวันเช้า ส่วนครึ่งวันบ่ายจะเป็นการนำเที่ยวครับ
ผมก็ตื่นเช้าไปโซ้ย Chinese Breakfast ตามเคย แล้วก็ออกไปเดินเล่นรอบๆ โรงแรมซะหน่อย
ตอนเช้าตรู่ จะมีร้านคนจีนขายน้ำเต้าหู้ปาท่องโก๋เป็นระยะๆ สลับกับร้านขายอาหารบางอย่างที่หน้าตาคล้ายๆ โรตีผสมผัดไทย ถ้ามีโอกาสก็ว่าจะลองอยู่เหมือนกัน
หลังจากเดินครบรอบ ก็กลับขึ้นไปที่ห้อง แต่งตัว แล้วก็เดินไปที่ประชุมตามปกติ ทั้งๆ ที่ใจอยากหนีเต็มแก่
ไปถึงที่ประชุมสายนิดหน่อยพอเป็นพิธี แต่ปรากฏว่าไม่เจอจี๊ครับ
หรือจี๊จะเบี้ยว!!
พอไม่เห็นจี๊ จิตมารก็เข้าครอบงำ ผมเก็บกระเป๋าโดยไม่รอช้า แล้วเดินออกมาที่ถนนใหญ่ เรียกแท็กซี่ แล้วหนีไปทันที!!
เมื่อวันก่อนถามนักศึกษาที่จัดงานไว้เรียบร้อยแล้ว ว่ามีตรงไหนที่น่าเที่ยว ตรงไหนที่งานประชุมจะเป็นคนพาไป
ก็เลยได้จุดหมายเป็น วิหารขงจื๊อ (Confucius Temple) ที่อยู่ห่างไปทางทิศใต้ครับ
จริงๆ แล้วตัววิหารขงจื๊อก็ไม่ได้มีอะไรมาก จ่ายค่าเข้าจำนวน 28 หยวน (ประมาณ 140 บาท) เดินเข้าไปสูดบรรยากาศนิดหน่อย ถ่ายรูปซักนิด แล้วก็เดินออกมา ไม่ถึง 20 นาทีด้วยซ้ำ
แต่บรรยากาศรอบนอกสิครับ คนเยอะมากๆ แล้วก็มีร้านค้าขายของเต็มไปหมด มีคลองเล็กๆ น้ำใสสะอาด มีเรือจีนให้เช่า สามล้อโบราณ ฯลฯ น่าดูทั้งนั้นเลย
ผมพยายามหาซื้อของฝาก แต่ดูไปดูมาก็ไม่มีอะไรน่าสนใจเท่าไหร่ แต่ถ้าใครชอบเครื่องประดับประเภทหยกหรือพัดก็คงจะมีความสุขไม่น้อย
หาของที่อยากได้ไม่เจอก็ไม่เป็นไร เดี๋ยวค่อยไปซื้อตอนบ่ายก็ได้คงไม่มีปัญหาอะไร
เดินไปเดินมาเพลินจนเกือบลืมเวลา พอรู้สึกตัวก็รีบเรียกแท็กซี่กลับโรงแรมเพื่อไปกินข้าวเที่ยง
แล้วก็เจอจี๊ที่ห้องอาหาร จี๊ก็ถามว่าเมื่อเช้าหายไปไหนเหรอ ผมก็มั่วไปว่าตอนเช้าไปมาแล้วแต่ไม่เจอ แล้วเห็นว่ากล้องแบตจะหมดก็เลยกลับมาชาร์จแบตเตอรี่ แล้วก็รวดเปลี่ยนรองเท้าด้วย จี๊ฟังแล้วก็ผงกหัวหงึกๆ แต่ไม่รู้ว่าจะเชื่อหรือเปล่า
เชื่อไม่เชื่อก็ไม่เป็นไร เพราะยังไงมันก็ผ่านไปแล้วเนาะจี๊เนาะ ^^"
ช่วงบ่ายชาวคณะทั้งหลายก็ได้ไปเที่ยวกันต่อครับ โดยมีจุดหมายอยู่ที่ พิพิธภัณฑ์หนานจิง และ หลุมฝังศพ ดร.ซุนยัดเซน
ไกด์ที่พาทัวร์ก็โม้ให้ฟังอยู่นานสองนาน โดยเน้นว่าหนานจิงเนี่ยเป็นเมืองหลวงรับใช้มา 6 ราชวงศ์ ตั้งแต่สมัยซุนกวน เลยมาถึงราชวงศ์หมิงยุคจูหยวนจาง และช่วงเปลี่ยนการปกครองเป็นสาธารณรัฐยุคดร.ซุนยัดเซน
โดยเฉพาะ ดร.ซุนยัดเซน นี่ดูเหมือนพี่ไกด์จะชื่นชมมากเป็นพิเศษ คงเป็นเพราะเป็นหัวหอกในการปฏิรูปการปกครอง และโค่นล้มระบบจักรพรรดิ์ที่กดขี่คนจีนมานาน
กดขี่ไม่กดขี่ก็ดูตัวอย่างสมัยราชวงศ์สุดท้ายที่เป็นราชวงศ์แมนจูสิครับ เลือกเอาระหว่างไว้ผมทรงหัวเถิกผมยาวเหมือนที่เห็นในหนังเรื่องหวงเฟยหง หรือไม่มีหัว ^^"
พิพิธภัณฑ์หนานจิงเป็นตึกรูปทรงจีนโบราณมีสองชั้น ภายในมีจัดงานแสดงหลายอย่าง ไฮไลท์ที่สำคัญคือชุดหยกที่เอาไว้ใส่ศพพวกฮ่องเต้โบราณและราชวงศ์ทั้งหลาย แล้วก็สมบัติล้ำค่าหลายอย่างครับ
หลังจากนั้นก็เดินทางต่อไปที่หลุมฝังศพ ดร.ซุนยัดเซ็น บิดาแห่งสาธารณรัฐและประธานาธิบดีคนแรกของจีน เป็นหลุมฝังศพขนาดใหญ่อยู่บนเชิงเขาซงซาน สวยและยิ่งใหญ่มาก
ผิดคาดไปอย่างหนึ่ง ที่ตอนแรกกะว่าจะหาซื้อของฝากกับทัวร์รอบบ่าย เอาเข้าจริงกลายเป็นว่าไม่มีร้านขายของฝากเลยไปซะอย่างงั้น ก็เลยรู้สึกเสียใจเหมือนกันครับที่ไม่ได้ซื้อของฝากตั้งแต่รอบเช้า
หลังจากทัวร์จบทุกคนก็แยกย้ายกลับบ้าน เนื่องด้วยวันนี้ไม่มีข้าวฟรีผมก็เลยต้องหาอะไรกินเอง
จี๊ก็แนะนำว่าไปหาซื้อ KFC สิ อาหารมาตรฐาน ชี้ๆ สั่งเอา
แหม่จี๊นี่ อุตส่าห์มาถึงเมืองจีนแล้วจะให้ซื้อ KFC รู้มั้ยว่ามันเสียศักดิ์ศรี!
ผมก็เลยเดินโต๋เต๋กลับที่พักไปพลาง หาของกินไปพลาง แล้วก็มาสะดุดตาเข้ากับอาซิ่มกระทะเหล็กที่กำลังผัดข้าวอย่างเอาเป็นเอาตาย มีคนมารอคิวซื้อกลับบ้านอยู่ 3-4 คน
น่าอร่อย เอาร้านนี้ก็แล้วกัน
กะเหรี่ยงไทยเดินตรงดิ่งเข้าไปหาอาซิ่ม แล้วชี้เมนูที่แพงที่สุดในร้าน!!
6 หยวน (เกือบ 30 บาท)!!!
อาซิ่มพูดอะไรไม่รู้ ปู้ซี่คันหำโฉงเฉงวา อะไรซักอย่าง
แหม่ซิ่ม ทำกับข้าวไปเถอะ ถ้าผมคันผมเกาเองได้
อาซิ่มผัดข้าวอย่างชำนาญ ตอกไข่ก่อนตามสูตร แล้วก็ใส่เนื้อ ใส้กรอก ถั่วงอก ข้าว ผัก ฯลฯ เต็มไปหมด
อ้อ มันคือข้าวผัดรวมมิตรนี่เอง
กลับถึงโรงแรมเปิดกิน อาซิ่มผัดข้าวหอมมากครับ อร่อยด้วย เสียอย่างเดียวเยอะไปนิดกินไม่หมด
ก็ถือว่าวันนี้ใช้ชีวิตคุ้มค่าแล้วครับ ได้เที่ยวสมใจ ได้ลองทำอะไรหลายอย่าง แถมยังได้ตบท้ายด้วยข้าวผัดจานอร่อยอีก
พรุ่งนี้เช้าก็ได้เวลากลับแล้ว คิดถึงคนที่บ้านจังเลย ^^
ผมก็ตื่นเช้าไปโซ้ย Chinese Breakfast ตามเคย แล้วก็ออกไปเดินเล่นรอบๆ โรงแรมซะหน่อย
ตอนเช้าตรู่ จะมีร้านคนจีนขายน้ำเต้าหู้ปาท่องโก๋เป็นระยะๆ สลับกับร้านขายอาหารบางอย่างที่หน้าตาคล้ายๆ โรตีผสมผัดไทย ถ้ามีโอกาสก็ว่าจะลองอยู่เหมือนกัน
หลังจากเดินครบรอบ ก็กลับขึ้นไปที่ห้อง แต่งตัว แล้วก็เดินไปที่ประชุมตามปกติ ทั้งๆ ที่ใจอยากหนีเต็มแก่
ไปถึงที่ประชุมสายนิดหน่อยพอเป็นพิธี แต่ปรากฏว่าไม่เจอจี๊ครับ
หรือจี๊จะเบี้ยว!!
พอไม่เห็นจี๊ จิตมารก็เข้าครอบงำ ผมเก็บกระเป๋าโดยไม่รอช้า แล้วเดินออกมาที่ถนนใหญ่ เรียกแท็กซี่ แล้วหนีไปทันที!!
เมื่อวันก่อนถามนักศึกษาที่จัดงานไว้เรียบร้อยแล้ว ว่ามีตรงไหนที่น่าเที่ยว ตรงไหนที่งานประชุมจะเป็นคนพาไป
ก็เลยได้จุดหมายเป็น วิหารขงจื๊อ (Confucius Temple) ที่อยู่ห่างไปทางทิศใต้ครับ
จริงๆ แล้วตัววิหารขงจื๊อก็ไม่ได้มีอะไรมาก จ่ายค่าเข้าจำนวน 28 หยวน (ประมาณ 140 บาท) เดินเข้าไปสูดบรรยากาศนิดหน่อย ถ่ายรูปซักนิด แล้วก็เดินออกมา ไม่ถึง 20 นาทีด้วยซ้ำ
แต่บรรยากาศรอบนอกสิครับ คนเยอะมากๆ แล้วก็มีร้านค้าขายของเต็มไปหมด มีคลองเล็กๆ น้ำใสสะอาด มีเรือจีนให้เช่า สามล้อโบราณ ฯลฯ น่าดูทั้งนั้นเลยผมพยายามหาซื้อของฝาก แต่ดูไปดูมาก็ไม่มีอะไรน่าสนใจเท่าไหร่ แต่ถ้าใครชอบเครื่องประดับประเภทหยกหรือพัดก็คงจะมีความสุขไม่น้อย
หาของที่อยากได้ไม่เจอก็ไม่เป็นไร เดี๋ยวค่อยไปซื้อตอนบ่ายก็ได้คงไม่มีปัญหาอะไร
เดินไปเดินมาเพลินจนเกือบลืมเวลา พอรู้สึกตัวก็รีบเรียกแท็กซี่กลับโรงแรมเพื่อไปกินข้าวเที่ยง
แล้วก็เจอจี๊ที่ห้องอาหาร จี๊ก็ถามว่าเมื่อเช้าหายไปไหนเหรอ ผมก็มั่วไปว่าตอนเช้าไปมาแล้วแต่ไม่เจอ แล้วเห็นว่ากล้องแบตจะหมดก็เลยกลับมาชาร์จแบตเตอรี่ แล้วก็รวดเปลี่ยนรองเท้าด้วย จี๊ฟังแล้วก็ผงกหัวหงึกๆ แต่ไม่รู้ว่าจะเชื่อหรือเปล่า
เชื่อไม่เชื่อก็ไม่เป็นไร เพราะยังไงมันก็ผ่านไปแล้วเนาะจี๊เนาะ ^^"
ช่วงบ่ายชาวคณะทั้งหลายก็ได้ไปเที่ยวกันต่อครับ โดยมีจุดหมายอยู่ที่ พิพิธภัณฑ์หนานจิง และ หลุมฝังศพ ดร.ซุนยัดเซน
ไกด์ที่พาทัวร์ก็โม้ให้ฟังอยู่นานสองนาน โดยเน้นว่าหนานจิงเนี่ยเป็นเมืองหลวงรับใช้มา 6 ราชวงศ์ ตั้งแต่สมัยซุนกวน เลยมาถึงราชวงศ์หมิงยุคจูหยวนจาง และช่วงเปลี่ยนการปกครองเป็นสาธารณรัฐยุคดร.ซุนยัดเซน
โดยเฉพาะ ดร.ซุนยัดเซน นี่ดูเหมือนพี่ไกด์จะชื่นชมมากเป็นพิเศษ คงเป็นเพราะเป็นหัวหอกในการปฏิรูปการปกครอง และโค่นล้มระบบจักรพรรดิ์ที่กดขี่คนจีนมานาน
กดขี่ไม่กดขี่ก็ดูตัวอย่างสมัยราชวงศ์สุดท้ายที่เป็นราชวงศ์แมนจูสิครับ เลือกเอาระหว่างไว้ผมทรงหัวเถิกผมยาวเหมือนที่เห็นในหนังเรื่องหวงเฟยหง หรือไม่มีหัว ^^"
พิพิธภัณฑ์หนานจิงเป็นตึกรูปทรงจีนโบราณมีสองชั้น ภายในมีจัดงานแสดงหลายอย่าง ไฮไลท์ที่สำคัญคือชุดหยกที่เอาไว้ใส่ศพพวกฮ่องเต้โบราณและราชวงศ์ทั้งหลาย แล้วก็สมบัติล้ำค่าหลายอย่างครับ
หลังจากนั้นก็เดินทางต่อไปที่หลุมฝังศพ ดร.ซุนยัดเซ็น บิดาแห่งสาธารณรัฐและประธานาธิบดีคนแรกของจีน เป็นหลุมฝังศพขนาดใหญ่อยู่บนเชิงเขาซงซาน สวยและยิ่งใหญ่มาก
ผิดคาดไปอย่างหนึ่ง ที่ตอนแรกกะว่าจะหาซื้อของฝากกับทัวร์รอบบ่าย เอาเข้าจริงกลายเป็นว่าไม่มีร้านขายของฝากเลยไปซะอย่างงั้น ก็เลยรู้สึกเสียใจเหมือนกันครับที่ไม่ได้ซื้อของฝากตั้งแต่รอบเช้าหลังจากทัวร์จบทุกคนก็แยกย้ายกลับบ้าน เนื่องด้วยวันนี้ไม่มีข้าวฟรีผมก็เลยต้องหาอะไรกินเอง
จี๊ก็แนะนำว่าไปหาซื้อ KFC สิ อาหารมาตรฐาน ชี้ๆ สั่งเอา
แหม่จี๊นี่ อุตส่าห์มาถึงเมืองจีนแล้วจะให้ซื้อ KFC รู้มั้ยว่ามันเสียศักดิ์ศรี!
ผมก็เลยเดินโต๋เต๋กลับที่พักไปพลาง หาของกินไปพลาง แล้วก็มาสะดุดตาเข้ากับอาซิ่มกระทะเหล็กที่กำลังผัดข้าวอย่างเอาเป็นเอาตาย มีคนมารอคิวซื้อกลับบ้านอยู่ 3-4 คน
น่าอร่อย เอาร้านนี้ก็แล้วกัน
กะเหรี่ยงไทยเดินตรงดิ่งเข้าไปหาอาซิ่ม แล้วชี้เมนูที่แพงที่สุดในร้าน!!
6 หยวน (เกือบ 30 บาท)!!!
อาซิ่มพูดอะไรไม่รู้ ปู้ซี่คันหำโฉงเฉงวา อะไรซักอย่าง
แหม่ซิ่ม ทำกับข้าวไปเถอะ ถ้าผมคันผมเกาเองได้
อาซิ่มผัดข้าวอย่างชำนาญ ตอกไข่ก่อนตามสูตร แล้วก็ใส่เนื้อ ใส้กรอก ถั่วงอก ข้าว ผัก ฯลฯ เต็มไปหมด
อ้อ มันคือข้าวผัดรวมมิตรนี่เอง
กลับถึงโรงแรมเปิดกิน อาซิ่มผัดข้าวหอมมากครับ อร่อยด้วย เสียอย่างเดียวเยอะไปนิดกินไม่หมด
ก็ถือว่าวันนี้ใช้ชีวิตคุ้มค่าแล้วครับ ได้เที่ยวสมใจ ได้ลองทำอะไรหลายอย่าง แถมยังได้ตบท้ายด้วยข้าวผัดจานอร่อยอีก
พรุ่งนี้เช้าก็ได้เวลากลับแล้ว คิดถึงคนที่บ้านจังเลย ^^



4 Comments:
โชคดีจี๊มาสาย เลยได้หนีเที่ยวสมใจเนาะพวก
By
linli, at June 21, 2008 7:38 PM
ว่าแต่ไม่มีสุสานซุนกวนหรือวะ
By
linli, at June 21, 2008 7:40 PM
จี๊..เจอเซียงเมี่ยงไทยอ่ะ 5555..5
(นึกถึงพี่อี้เล่นบทเซียงเมี่ยง...ที่แก้ตัวเอาหัวรอดได้ค่ะ แห่ะๆ):D
หนูว่าสถานที่ของจีนเค้าชอบสร้างแบบอลังการเนาะพี่
เช่นสร้างอะไร..ก็ใหญ่ๆไว้ก่อน ^^"
ปล. ข้าวผัดอร่อย..หนูว่าอาซิ่มคงทั้งเกาทั้งจับทั้งทำแหง๋ค่ะ เอิ๊กๆๆ!
By
NaJu, at June 28, 2008 12:24 PM
น่าจะขอซื้อกะทะกลับมาด้วย ฟังดูแล้วน่าจะระดับกะทะเทพแล้ว
By
pruet, at July 05, 2008 1:15 PM
Post a Comment
<< Home