เซ็ง
งานวิจัยที่ผมกำลังทำอยู่ จะออกแนวบริหารจัดการค่อนข้างมาก ตอนนี้ก็ผ่านช่วงตั้งทฤษฎีสมมุติฐานและเริ่มเข้าสู่ช่วงการทดลองแล้วครับ
การทดลองที่จะต้องทำก็จะออกแนวแบบสอบถาม พวกที่ทำงานเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ทั้งหลายที่ผมรู้จักก็เตรียมตัวไว้ได้เลยว่าจะถูกขอความช่วยเหลืออย่างแน่นอน
หัวข้อที่ศึกษามาตอนนี้ก็คือค้นหาความสัมพันธ์ของวัฒนธรรมไทยที่สร้างปัญหาในธุรกิจเอาท์ซอร์สในแขนงวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ เป้าหมายก็คือต้องการยกระดับความสามารถของวิศวกรไทยในการเปิดตลาดด้านนี้ โดยการศึกษาและแก้ไขจุดอ่อนที่เรามีอยู่
กว่าจะนั่งเทียน ยกเมฆ หลอกซุป จนงานเริ่มเป็นรูปเป็นร่างอย่างทุกวันนี้ก็ใช้เวลาไปไม่น้อย
วันนี้มาเจอปัญหาที่น่ารำคาญใจอีกแล้วครับ
ออสเตรเลียเป็นประเทศที่เข้มงวดมากกับแบบสอบถาม การทดลองแนวนี้จะต้องผ่านคณะกรรมการจริยธรรมหรือ Ethics Committee ก่อน จึงจะได้รับการอนุญาตให้ทดลองได้
ปกติแล้วงานวิจัยที่พวกบ้าจริยธรรมจะเน้นก็จะเป็นงานวิจัยที่ละเอียดอ่อนเช่นเรื่องศาสนา คนพิการ ความเชื่อ หรืองานวิจัยที่เกี่ยวกับชีวิตคนหรือชีวิตสัตว์
ที่แย่ก็คือ งานวิจัยที่ใช้แบบสอบถามทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเกี่ยวข้องกับเรื่องที่ว่านี้หรือเปล่า ก็ต้องมาเข้าระเบียบกฏเกณฑ์อันเดียวกันหมด
แน่นอนครับ งานวิจัยของผมก็ไม่มีข้อยกเว้น ถ้าต้องการจะตีพิมพ์ในนามของมหาวิทยาลัย ก็ต้องผ่านกระบวนการนี้เช่นเดียวกัน
เมื่อช่วงปีใหม่ที่ผ่านมา ผมกับคุณภรรยาได้ขอความร่วมมือจากนักศึกษาปี 3 วิศวคอมพิวเตอร์ทำการวิจัยเล็กๆ เรื่องหนึ่ง โดยยังไม่ได้ขออนุญาตจากคณะกรรมการจริยธรรมไว้ก่อน
ก่อนจะตีพิมพ์ได้ก็เลยจำเป็นต้องมาเข้ากระบวนการกับเค้าบ้าง
วันนี้ผมนั่งกรอกแบบฟอร์มแห่งจริยธรรมตั้งแต่เช้า
ใช้เวลาไป 4 ชั่วโมงกว่าๆ ครับ!!
พวกเล่นถามตั้งแต่ชื่อ นามสกุล วุฒิการศึกษา หัวข้อวิจัย ผู้ร่วมวิจัย กลุ่มทดลอง ความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มทดลองกับผู้วิจัย ประโยชน์ที่จะได้จากการวิจัย ประโยชน์ที่กลุ่มทดลองจะได้รับ ประโยชน์ที่ประชากรจะได้รับ ฯลฯ มากมายก่ายกอง บางเรื่องก็สำคัญจริงๆ แต่บางเรื่องจะถามมาทำไมฟะ
บางเรื่องก็เน้นเหลือเกิน เช่น การทดลองนี้บังคับจิตใจผู้ร่วมทดลองหรือเปล่า พอตอบไปได้ผ่านไปอีกไม่กี่ข้อก็ถามอีกแล้ว การทดลองนี้ถ้าผู้ร่วมทดลองไม่เต็มใจจะปฏิเสธได้หรือไม่
ถามซ้ำไปซ้ำมา ย้ำคิดย้ำทำแบบนี้ วัยรุ่นเซ็ง!!
ทีให้เขียนอธิบายแนวทางการทดลองเนี่ย บอกให้ตูใช้ภาษาง่ายๆ แต่ทีถามตูนี่ยกศัพท์หรูหราบ้าบออะไรมาก็ไม่รู้ กว่าจะอ่านกว่าจะแปลได้แต่ละข้อก็กินเวลาอีกไม่ใช่น้อย -"-
หลังจากกรอกแบบสอบถามเสร็จ ระบบก็ให้เลือกเซฟ รวมแล้วได้ความยาวที่กรอกไป 25 หน้ากระดาษ A4
บ้าดีจริงๆ
กรอกข้อมูลเสร็จแล้วแต่กระบวนการก็ยังไม่เสร็จ ยังต้องวิ่งไปขอลายเซ็นต์จากอาจารย์ที่ปรึกษา แล้วก็ดูท่าทางจะต้องใช้ลายเซ็นคุณภรรยาในฐานะผู้ร่วมทดลองอีกด้วย
แถมยังไม่พอ ยังจะเอาหนังสือยินยอมให้ทำการทดลองจากคณะวิศวะที่เป็นจุดทดลองอีกต่างหาก วุ่นวายสุดๆ ไปเลย
ถ้าเอกสารหลักฐานครบ ก็จะสามารถส่งข้อมูลทั้งหมดให้คณะกรรมการที่จะประชุมกันเดือนละครั้ง แล้วก็จะรู้ผลในเดือนถัดไปว่าจะได้รับการอนุมัติให้ทดลองหรือเปล่า
รวมแล้วก็ใช้เวลาประมาณเดือนถึงสองเดือนกว่าจะรู้ผล
ถ้าเป็นการทดลองใหญ่ๆ สำคัญๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องละเอียดอ่อนมันก็คงต้องเข้าใจและยอมรับแต่โดยดี
แต่นี่มันการทดลองเล็กๆ แบบสอบถามสิบหกข้อแค่นั้นเองนะเฟ้ย -"-
ถ้าเป็นการทดลองของบ้านเรา แค่ทำหนังสือแจ้งไปยังคณบดีก็จบสิ้นกระบวนการ ไม่ต้องมีพิธีรีตองอะไรให้เนิ่นนานแบบนี้
หงุดหงิดมากๆ เดี๋ยวยกงานให้คุณภรรยาตีพิมพ์ในนามของ มช. ไปเลยดีมั้ยเนี่ย
การทดลองที่จะต้องทำก็จะออกแนวแบบสอบถาม พวกที่ทำงานเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ทั้งหลายที่ผมรู้จักก็เตรียมตัวไว้ได้เลยว่าจะถูกขอความช่วยเหลืออย่างแน่นอน
หัวข้อที่ศึกษามาตอนนี้ก็คือค้นหาความสัมพันธ์ของวัฒนธรรมไทยที่สร้างปัญหาในธุรกิจเอาท์ซอร์สในแขนงวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ เป้าหมายก็คือต้องการยกระดับความสามารถของวิศวกรไทยในการเปิดตลาดด้านนี้ โดยการศึกษาและแก้ไขจุดอ่อนที่เรามีอยู่
กว่าจะนั่งเทียน ยกเมฆ หลอกซุป จนงานเริ่มเป็นรูปเป็นร่างอย่างทุกวันนี้ก็ใช้เวลาไปไม่น้อย
วันนี้มาเจอปัญหาที่น่ารำคาญใจอีกแล้วครับ
ออสเตรเลียเป็นประเทศที่เข้มงวดมากกับแบบสอบถาม การทดลองแนวนี้จะต้องผ่านคณะกรรมการจริยธรรมหรือ Ethics Committee ก่อน จึงจะได้รับการอนุญาตให้ทดลองได้
ปกติแล้วงานวิจัยที่พวกบ้าจริยธรรมจะเน้นก็จะเป็นงานวิจัยที่ละเอียดอ่อนเช่นเรื่องศาสนา คนพิการ ความเชื่อ หรืองานวิจัยที่เกี่ยวกับชีวิตคนหรือชีวิตสัตว์
ที่แย่ก็คือ งานวิจัยที่ใช้แบบสอบถามทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเกี่ยวข้องกับเรื่องที่ว่านี้หรือเปล่า ก็ต้องมาเข้าระเบียบกฏเกณฑ์อันเดียวกันหมด
แน่นอนครับ งานวิจัยของผมก็ไม่มีข้อยกเว้น ถ้าต้องการจะตีพิมพ์ในนามของมหาวิทยาลัย ก็ต้องผ่านกระบวนการนี้เช่นเดียวกัน
เมื่อช่วงปีใหม่ที่ผ่านมา ผมกับคุณภรรยาได้ขอความร่วมมือจากนักศึกษาปี 3 วิศวคอมพิวเตอร์ทำการวิจัยเล็กๆ เรื่องหนึ่ง โดยยังไม่ได้ขออนุญาตจากคณะกรรมการจริยธรรมไว้ก่อน
ก่อนจะตีพิมพ์ได้ก็เลยจำเป็นต้องมาเข้ากระบวนการกับเค้าบ้าง
วันนี้ผมนั่งกรอกแบบฟอร์มแห่งจริยธรรมตั้งแต่เช้า
ใช้เวลาไป 4 ชั่วโมงกว่าๆ ครับ!!
พวกเล่นถามตั้งแต่ชื่อ นามสกุล วุฒิการศึกษา หัวข้อวิจัย ผู้ร่วมวิจัย กลุ่มทดลอง ความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มทดลองกับผู้วิจัย ประโยชน์ที่จะได้จากการวิจัย ประโยชน์ที่กลุ่มทดลองจะได้รับ ประโยชน์ที่ประชากรจะได้รับ ฯลฯ มากมายก่ายกอง บางเรื่องก็สำคัญจริงๆ แต่บางเรื่องจะถามมาทำไมฟะ
บางเรื่องก็เน้นเหลือเกิน เช่น การทดลองนี้บังคับจิตใจผู้ร่วมทดลองหรือเปล่า พอตอบไปได้ผ่านไปอีกไม่กี่ข้อก็ถามอีกแล้ว การทดลองนี้ถ้าผู้ร่วมทดลองไม่เต็มใจจะปฏิเสธได้หรือไม่
ถามซ้ำไปซ้ำมา ย้ำคิดย้ำทำแบบนี้ วัยรุ่นเซ็ง!!
ทีให้เขียนอธิบายแนวทางการทดลองเนี่ย บอกให้ตูใช้ภาษาง่ายๆ แต่ทีถามตูนี่ยกศัพท์หรูหราบ้าบออะไรมาก็ไม่รู้ กว่าจะอ่านกว่าจะแปลได้แต่ละข้อก็กินเวลาอีกไม่ใช่น้อย -"-
หลังจากกรอกแบบสอบถามเสร็จ ระบบก็ให้เลือกเซฟ รวมแล้วได้ความยาวที่กรอกไป 25 หน้ากระดาษ A4
บ้าดีจริงๆ
กรอกข้อมูลเสร็จแล้วแต่กระบวนการก็ยังไม่เสร็จ ยังต้องวิ่งไปขอลายเซ็นต์จากอาจารย์ที่ปรึกษา แล้วก็ดูท่าทางจะต้องใช้ลายเซ็นคุณภรรยาในฐานะผู้ร่วมทดลองอีกด้วย
แถมยังไม่พอ ยังจะเอาหนังสือยินยอมให้ทำการทดลองจากคณะวิศวะที่เป็นจุดทดลองอีกต่างหาก วุ่นวายสุดๆ ไปเลย
ถ้าเอกสารหลักฐานครบ ก็จะสามารถส่งข้อมูลทั้งหมดให้คณะกรรมการที่จะประชุมกันเดือนละครั้ง แล้วก็จะรู้ผลในเดือนถัดไปว่าจะได้รับการอนุมัติให้ทดลองหรือเปล่า
รวมแล้วก็ใช้เวลาประมาณเดือนถึงสองเดือนกว่าจะรู้ผล
ถ้าเป็นการทดลองใหญ่ๆ สำคัญๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องละเอียดอ่อนมันก็คงต้องเข้าใจและยอมรับแต่โดยดี
แต่นี่มันการทดลองเล็กๆ แบบสอบถามสิบหกข้อแค่นั้นเองนะเฟ้ย -"-
ถ้าเป็นการทดลองของบ้านเรา แค่ทำหนังสือแจ้งไปยังคณบดีก็จบสิ้นกระบวนการ ไม่ต้องมีพิธีรีตองอะไรให้เนิ่นนานแบบนี้
หงุดหงิดมากๆ เดี๋ยวยกงานให้คุณภรรยาตีพิมพ์ในนามของ มช. ไปเลยดีมั้ยเนี่ย

-798265.jpg)
-786152.jpg)

