The Intersect

19 June 2008

โกอินเตอร์ วันที่ 4

วันสุดท้ายของงานประชุมครั้งนี้มีโปรแกรมแค่ครึ่งวันเช้า ส่วนครึ่งวันบ่ายจะเป็นการนำเที่ยวครับ

ผมก็ตื่นเช้าไปโซ้ย Chinese Breakfast ตามเคย แล้วก็ออกไปเดินเล่นรอบๆ โรงแรมซะหน่อย

ตอนเช้าตรู่ จะมีร้านคนจีนขายน้ำเต้าหู้ปาท่องโก๋เป็นระยะๆ สลับกับร้านขายอาหารบางอย่างที่หน้าตาคล้ายๆ โรตีผสมผัดไทย ถ้ามีโอกาสก็ว่าจะลองอยู่เหมือนกัน

หลังจากเดินครบรอบ ก็กลับขึ้นไปที่ห้อง แต่งตัว แล้วก็เดินไปที่ประชุมตามปกติ ทั้งๆ ที่ใจอยากหนีเต็มแก่

ไปถึงที่ประชุมสายนิดหน่อยพอเป็นพิธี แต่ปรากฏว่าไม่เจอจี๊ครับ

หรือจี๊จะเบี้ยว!!

พอไม่เห็นจี๊ จิตมารก็เข้าครอบงำ ผมเก็บกระเป๋าโดยไม่รอช้า แล้วเดินออกมาที่ถนนใหญ่ เรียกแท็กซี่ แล้วหนีไปทันที!!

เมื่อวันก่อนถามนักศึกษาที่จัดงานไว้เรียบร้อยแล้ว ว่ามีตรงไหนที่น่าเที่ยว ตรงไหนที่งานประชุมจะเป็นคนพาไป

ก็เลยได้จุดหมายเป็น วิหารขงจื๊อ (Confucius Temple) ที่อยู่ห่างไปทางทิศใต้ครับ

จริงๆ แล้วตัววิหารขงจื๊อก็ไม่ได้มีอะไรมาก จ่ายค่าเข้าจำนวน 28 หยวน (ประมาณ 140 บาท) เดินเข้าไปสูดบรรยากาศนิดหน่อย ถ่ายรูปซักนิด แล้วก็เดินออกมา ไม่ถึง 20 นาทีด้วยซ้ำ


แต่บรรยากาศรอบนอกสิครับ คนเยอะมากๆ แล้วก็มีร้านค้าขายของเต็มไปหมด มีคลองเล็กๆ น้ำใสสะอาด มีเรือจีนให้เช่า สามล้อโบราณ ฯลฯ น่าดูทั้งนั้นเลย

ผมพยายามหาซื้อของฝาก แต่ดูไปดูมาก็ไม่มีอะไรน่าสนใจเท่าไหร่ แต่ถ้าใครชอบเครื่องประดับประเภทหยกหรือพัดก็คงจะมีความสุขไม่น้อย

หาของที่อยากได้ไม่เจอก็ไม่เป็นไร เดี๋ยวค่อยไปซื้อตอนบ่ายก็ได้คงไม่มีปัญหาอะไร

เดินไปเดินมาเพลินจนเกือบลืมเวลา พอรู้สึกตัวก็รีบเรียกแท็กซี่กลับโรงแรมเพื่อไปกินข้าวเที่ยง

แล้วก็เจอจี๊ที่ห้องอาหาร จี๊ก็ถามว่าเมื่อเช้าหายไปไหนเหรอ ผมก็มั่วไปว่าตอนเช้าไปมาแล้วแต่ไม่เจอ แล้วเห็นว่ากล้องแบตจะหมดก็เลยกลับมาชาร์จแบตเตอรี่ แล้วก็รวดเปลี่ยนรองเท้าด้วย จี๊ฟังแล้วก็ผงกหัวหงึกๆ แต่ไม่รู้ว่าจะเชื่อหรือเปล่า

เชื่อไม่เชื่อก็ไม่เป็นไร เพราะยังไงมันก็ผ่านไปแล้วเนาะจี๊เนาะ ^^"

ช่วงบ่ายชาวคณะทั้งหลายก็ได้ไปเที่ยวกันต่อครับ โดยมีจุดหมายอยู่ที่ พิพิธภัณฑ์หนานจิง และ หลุมฝังศพ ดร.ซุนยัดเซน

ไกด์ที่พาทัวร์ก็โม้ให้ฟังอยู่นานสองนาน โดยเน้นว่าหนานจิงเนี่ยเป็นเมืองหลวงรับใช้มา 6 ราชวงศ์ ตั้งแต่สมัยซุนกวน เลยมาถึงราชวงศ์หมิงยุคจูหยวนจาง และช่วงเปลี่ยนการปกครองเป็นสาธารณรัฐยุคดร.ซุนยัดเซน

โดยเฉพาะ ดร.ซุนยัดเซน นี่ดูเหมือนพี่ไกด์จะชื่นชมมากเป็นพิเศษ คงเป็นเพราะเป็นหัวหอกในการปฏิรูปการปกครอง และโค่นล้มระบบจักรพรรดิ์ที่กดขี่คนจีนมานาน

กดขี่ไม่กดขี่ก็ดูตัวอย่างสมัยราชวงศ์สุดท้ายที่เป็นราชวงศ์แมนจูสิครับ เลือกเอาระหว่างไว้ผมทรงหัวเถิกผมยาวเหมือนที่เห็นในหนังเรื่องหวงเฟยหง หรือไม่มีหัว ^^"

พิพิธภัณฑ์หนานจิงเป็นตึกรูปทรงจีนโบราณมีสองชั้น ภายในมีจัดงานแสดงหลายอย่าง ไฮไลท์ที่สำคัญคือชุดหยกที่เอาไว้ใส่ศพพวกฮ่องเต้โบราณและราชวงศ์ทั้งหลาย แล้วก็สมบัติล้ำค่าหลายอย่างครับ

หลังจากนั้นก็เดินทางต่อไปที่หลุมฝังศพ ดร.ซุนยัดเซ็น บิดาแห่งสาธารณรัฐและประธานาธิบดีคนแรกของจีน เป็นหลุมฝังศพขนาดใหญ่อยู่บนเชิงเขาซงซาน สวยและยิ่งใหญ่มาก

ผิดคาดไปอย่างหนึ่ง ที่ตอนแรกกะว่าจะหาซื้อของฝากกับทัวร์รอบบ่าย เอาเข้าจริงกลายเป็นว่าไม่มีร้านขายของฝากเลยไปซะอย่างงั้น ก็เลยรู้สึกเสียใจเหมือนกันครับที่ไม่ได้ซื้อของฝากตั้งแต่รอบเช้า

หลังจากทัวร์จบทุกคนก็แยกย้ายกลับบ้าน เนื่องด้วยวันนี้ไม่มีข้าวฟรีผมก็เลยต้องหาอะไรกินเอง

จี๊ก็แนะนำว่าไปหาซื้อ KFC สิ อาหารมาตรฐาน ชี้ๆ สั่งเอา

แหม่จี๊นี่ อุตส่าห์มาถึงเมืองจีนแล้วจะให้ซื้อ KFC รู้มั้ยว่ามันเสียศักดิ์ศรี!

ผมก็เลยเดินโต๋เต๋กลับที่พักไปพลาง หาของกินไปพลาง แล้วก็มาสะดุดตาเข้ากับอาซิ่มกระทะเหล็กที่กำลังผัดข้าวอย่างเอาเป็นเอาตาย มีคนมารอคิวซื้อกลับบ้านอยู่ 3-4 คน

น่าอร่อย เอาร้านนี้ก็แล้วกัน

กะเหรี่ยงไทยเดินตรงดิ่งเข้าไปหาอาซิ่ม แล้วชี้เมนูที่แพงที่สุดในร้าน!!

6 หยวน (เกือบ 30 บาท)!!!

อาซิ่มพูดอะไรไม่รู้ ปู้ซี่คันหำโฉงเฉงวา อะไรซักอย่าง

แหม่ซิ่ม ทำกับข้าวไปเถอะ ถ้าผมคันผมเกาเองได้

อาซิ่มผัดข้าวอย่างชำนาญ ตอกไข่ก่อนตามสูตร แล้วก็ใส่เนื้อ ใส้กรอก ถั่วงอก ข้าว ผัก ฯลฯ เต็มไปหมด

อ้อ มันคือข้าวผัดรวมมิตรนี่เอง

กลับถึงโรงแรมเปิดกิน อาซิ่มผัดข้าวหอมมากครับ อร่อยด้วย เสียอย่างเดียวเยอะไปนิดกินไม่หมด

ก็ถือว่าวันนี้ใช้ชีวิตคุ้มค่าแล้วครับ ได้เที่ยวสมใจ ได้ลองทำอะไรหลายอย่าง แถมยังได้ตบท้ายด้วยข้าวผัดจานอร่อยอีก

พรุ่งนี้เช้าก็ได้เวลากลับแล้ว คิดถึงคนที่บ้านจังเลย ^^

18 June 2008

โกอินเตอร์ วันที่ 3

และแล้วก็ถึงวันที่ต้องขึ้นเวที อากาศแจ่มใสฝนไม่ตก แต่ก็ยังมองไม่เห็นท้องฟ้าอยู่ดีเพราะหมอกควันเยอะเหลือเกิน

ตอนเช้าก็ลงไปที่โรงอาหารของโรงแรม ได้กิน Chinese Breakfast มีปาท่องโก๋ ซาลาเปา ข้าวต้ม ผักดอง และอื่นๆ อีกมากมายให้เลือกกัน แปลกและอร่อยดีครับ

ระหว่างทางเดินมามหาวิทยาลัยนี่ รู้สึกว่ามหาวิทยาลัยร่มรื่นมากเลยครับ ต้นไม้เขียวครึ้มเต็มไปหมด ต่างกับ มช. ของเราที่นับวันต้นไม้จะหายไปเรื่อยๆ

รถในมหาวิทยาลัยก็มีไม่เยอะ มีจักรยานและคนเดินเท้าเป็นประชากรส่วนใหญ่ครับ

รอบนำเสนองานของผมอยู่ช่วงบ่าย ตอนเช้าๆ ก็เลยไม่ค่อยมีสมาธิเท่าไหร่ เพราะไม่ได้พูดหน้าชั้นมานานแล้ว แถมครั้งนี้ยังเป็นภาษาอังกฤษซะอีก

เท่าที่สังเกตดู นักวิจัยชาวจีนพูดภาษาอังกฤษได้คล่องกันพอสมควรทีเดียว กลายเป็นพวกฝรั่งซะอีกที่พูดติดๆ ขัดๆ

แต่ที่ว่าคนจีนพูดได้คล่องนี่ใช่จะฟังรู้เรื่องนะครับ คล่องก็จริงแต่ฟังไปฟังมาเหมือนฟังงิ้วไปซะงั้น ^^"

เนื่องด้วยบทความของผมเป็น Short Paper ก็เลยได้เวลาบรรยายแค่ 15 นาที แล้วก็มีคนมาฟังไม่มากเท่าไหร่

การซ้อมเรียกความมั่นใจเป็นสิบรอบช่วยได้เยอะจริงๆ ครับ พอถึงเวลาพูดก็พูดตามที่ซ้อม จบลงไปไม่มีปัญหาอะไรทั้งนั้น

แต่หลังจบก็โดนแซวนิดหน่อยว่างานวิจัยไม่ค่อยเป็นวิศวะเลย ออกแนวบริหารหรือหลงไปสังคมซะมากกว่า

ก็ไม่เป็นไรครับมุมใครมุมมัน ^^

เสร็จงานเรียบร้อยแล้วผมก็บอกจี๊ว่าพรุ่งนี้ดีไม่ดีอาจจะหนีประชุมช่วงเช้านะ เพราะดูท่าทางจะฟังไม่รู้เรื่อง จี๊ก็ยิ้มๆ แล้วบอกว่าตามใจยังไงก็ได้

ตกเย็นก็มีงานเลี้ยง ได้กินโต๊ะจีนของจริงเป็นครั้งแรก

โต๊ะจีนที่นี่ต่างกับบ้านเรานิดหน่อยครับ มีกับข้าววางตรงกลางเหมือนกันก็จริง แต่ก็มีกับข้าวเสิร์ฟถึงจานต่างหากอีกด้วย

กับข้าวที่เสิร์ฟถึงจานก็ต้องรีบกินให้หมด เพราะถ้าไม่หมดพอจานใหม่มาก็จะถูกดึงจานเก่าไปเก็บเลย

อาหารที่หนานจิงอร่อยดีครับ เพื่อนคนจีนโม้ให้ฟังว่าเมืองนี้เป็นเมืองที่อาหารอร่อยที่สุดเมืองนึงในประเทศจีนเลย

หลังอาหารหมดก็มีผลไม้ตามมา แปลกใจอยู่นิดหน่อยที่จานผลไม้มีแตงกวากับมะเขือเทศปนมากับแตงโม

กินกันแปลกๆ แฮะ ^^"

พอแตงโมหมดก็แยกย้ายกันกลับห้องใครห้องมัน ก่อนกลับจี๊ก็บอกผมว่าพรุ่งนีเจอกันตอนเช้านะ

สรุปว่าจะบอกเป็นนัยๆ ว่าห้ามหนีเที่ยวใช่มั้ยครับเนี่ย ^^"

17 June 2008

โกอินเตอร์ วันที่ 2

ได้ยินเสียงโทรศัพท์มือถือปลุก ผมก็งัวเงียขึ้นมาดูเวลา

เจ็ดโมงเช้าแล้ว งานประชุมเริ่มแปดโมงครึ่ง เดี๋ยวขอนอนนิ่งๆ อีกซักพักละกัน

หลับไปอีกงีบนึงสิบห้านาที เจ็ดโมงสิบห้า เดินเข้าห้องน้ำแปรงฟันล้างหน้า แล้วก็เดินไปหยิบนาฬิกาข้อมือ

แปดโมงครึ่ง!

ฉิบหอยแล้ว ลืมเปลี่ยนเวลาที่โทรศัพท์มือถือ เวลาเมืองจีนเร็วกว่าบ้านเราไปหนึ่งชั่วโมง นี่ก็สายแล้วสิ

กระหืดกระหอบแต่งตัวแล้ววิ่งลงไปจากโรงแรม ข้าวเช้าไม่ต้องกินมันแล้ว ไม่รู้เหมือนกันว่างานประชุมจัดที่ไหน ก็เลยเดินออกมาดูลาดเลาหน้าโรงแรม

แล้วผมก็ได้เจอป้ายเล็กๆ พิมพ์ด้วยกระดาษ A4 ชี้ว่า ไปงานประชุมทางนี้นะ

ค่อยยังชั่วที่มีป้าย ก็เลยเดินตามไปได้ซักพัก พอถึงสามแยกก็ปรากฏว่าป้ายนำทางหายไป

อ้าวแล้วจะต้องเลี้ยวซ้ายหรือเลี้ยวขวานี่ -"-

ตัดสินใจวัดดวงเลี้ยวซ้าย เดินไปซักพักก็เริ่มใจแป้ว เพราะไม่เจอป้ายอีกเลยเป็นระยะประมาณสองร้อยเมตร

ก็เลยเดินกลับมาที่สามแยกแล้วไปอีกทาง เดินไปประมาณสองร้อยเมตรก็ไม่เจอป้ายอีกเช่นกัน

ไม่รู้จะทำยังไง ก็เลยตัดสินใจเดินกลับโรงแรม เผื่อจะมีข้อมูลอะไรบ้าง

พอถามเจ้าหน้าที่โรงแรม แม่คุณก็ควักแผนที่งานประชุมขึ้นมาให้ มีป้ายมีทางเดินบอกไว้ชัดเจน

อ้าวแล้วทำไมไม่ให้ตั้งแต่แรกฟะ ก็รู้อยู่แล้วว่าแขกมาพักเพื่อจะเข้าร่วมประชุม แสดดดด -"-

สรุปว่างานประชุมจัดที่อาคารหนึ่งในมหาวิทยาลัย ซึ่งอยู่ตรงกลางระหว่างโรงแรมราคาถูก (ที่ผมพัก) และโรงแรมราคาแพง (ที่จัดเลี้ยงอาหารเที่ยง) นั่นเองครับ ใช้เวลาเดินทางก็ประมาณ 15 นาที พอรับได้

ได้แผนที่มาผมก็รีบวิ่งไปที่งานประชุม สายไปแล้วกว่าครึ่งชั่วโมง แล้วก็รีบจัดการเรื่องจ่ายเงินลงทะเบียนให้เรียบร้อย

เนื่องจากธนาคารของจีนเปลี่ยนแปลงนโยบายบางอย่าง เลยไม่สามารถจ่ายเงินผ่านบัตรเครดิตผ่านอินเตอร์เน็ตได้ ก็เลยต้องมาจ่ายเงินที่งานแทน

ค่าลงทะเบียน $650 (เกือบๆ สองหมื่นบาท) ผมก็ควักบัตรเครดิตขึ้นมา ก็ปรากฏว่าเจอปัญหาเดิม

ไม่รับบัตรอีกแล้ว -"-

แหม่ นักศึกษาธรรมดานะเฟ้ยไม่ใช่พานทองแท้ จะให้พกเงินสดอะไรมากมายกันขนาดนั้น

เมื่อรูดบัตรเครดิตไม่ได้ ก็เลยต้องกระเสือกกระสนไปเบิกเงินสดจากธนาคาร ซึ่งงานนี้ขาดทุนแน่ๆ เพราะคงโดนชาร์จค่าเบิกข้ามประเทศบาน

โชคดีที่นักศึกษาผู้ประสานงานใจดีพาไปส่งที่ธนาคารใกล้ๆ มหาวิทยาลัย แล้วก็ช่วยเป็นล่ามให้ ไม่งั้นคงอดร่วมประชุมเป็นมั่นคง

วิ่งไปหลายธนาคาร ในที่สุดก็เบิกเงินได้ โดนโขกค่าเบิกไปห้าร้อยกว่าบาท ก็ถือว่ายังโอเคพอรับได้ครับ

จ่ายเงินเรียบร้อย ได้เป้มาหนึ่งใบ หนังสือรวมบทความหนึ่งเล่ม สมุดจด แล้วก็คูปองกินข้าว 4 มื้อ

ประชุมไปได้ไม่ทันไร ฝนก็ตกลงมา แล้วก็ตกต่อทั้งวัน

งานวิจัยแต่ละอันที่ได้รับคัดเลือกเข้ามา มีแต่พวกเน้นคณิตศาสตร์หรือแนวคิดทฤษฏีจ๋าทั้งนั้น อุดมไปด้วยอักษรกรีกและสมการคณิตศาสตร์ชั้นสูง ฟังไม่รู้เรื่องซักอัน

ช่วงเช้าคนแน่น ช่วงบ่ายคนหาย แม้แต่คนเสนอผลงานก็หาย จากโปรแกรมที่น่าจะเลิกหกโมงครึ่งก็เลยเลิกตั้งแต่ห้าโมงเย็น

สรุปว่าจบการประชุมวันแรกแบบไม่รู้เรื่องอะไรเลย คาดว่าประชุมวันที่สองก็คงไม่ต่างกัน เลยทำให้อยากหนีเที่ยวขึ้นมาตะหงิดๆ

ไม่รู้ว่าเป็นโชคดีหรือโชคร้ายที่ซาจี๊ก็มาประชุมวิชาการครั้งนี้ด้วย ก็เลยทำให้ไม่สามารถหนีได้ ^^"

หลังจากกินข้าวเย็นเสร็จผมก็เดินกลับโรงแรม แต่นึกพิเรนทร์อยากเดินดูเมืองซักหน่อยก็เลยวางแผนเดินอ้อมไปอีกทางหนึ่ง กะว่าจะวนเป็นวงกลมแล้วกลับมาที่เดิม

ที่ไหนได้ เดินไปเดินมาดูเหมือนถนนจะวนไม่ถึงกัน ก็เลยต้องเดินย้อนกลับทางเก่าย้อนไปย้อนมากว่าจะกลับถึงโรงแรม

ฝนก็ตกเฉอะแฉะทั้งวัน กลับถึงห้องนอนกางเกงยีนส์ก็เปียกจนถึงน่อง

แต่ถึงจะเหนื่อยยังไงก็ต้องเตรียมตัวเสนอผลงานก่อนนอนซักหน่อยครับ เพื่อความเนียนของการนำเสนอผลงานในวันรุ่งขึ้น

แล้วก็ต้องไม่ลืมปรับเวลาที่โทรศัพท์มือถือด้วย ไม่งั้นพรุ่งนี้ได้กระหืดกระหอบวิ่งไปห้องประชุมอีกแน่เลย ^^"

16 June 2008

โกอินเตอร์ วันที่ 1

งานวิจัยของผมได้รับการตีพิมพ์ในงานประชุมวิชาการนานาชาติเป็นครั้งแรก ก็เลยสบโอกาสขอทุนจากมหาวิทยาลัยไปนำเสนองานครับ

เนื่องด้วยเรียนมาตั้งเกือบสามปีแล้วยังไม่เคยเบิกเงินไปซ่าที่ไหนเลย หัวหน้าภาควิชาก็เลยใจดีอนุมัติงบประมาณให้อย่างไม่มีเงื่อนไข เป็นอันว่าได้โกอินเตอร์กับเค้าซักทีครับ

งานประชุมวิชาการครั้งนี้ จัดขึ้นในช่วงวันที่ 17-19 มิถุนายน ที่เมืองหนานจิง ประเทศจีน

เมืองหนานจิง (Nanjing) เป็นเมืองหลวงเก่า สมัยสามก๊กชื่อว่าเมืองเกี๋ยนเงียบ (Jian Ye) เป็นเมืองหลวงของง่อก๊ก อยู่ใกล้ๆ กับเซี่ยงไฮ้ มีแม่น้ำแยงซีไหลผ่าน

จินตนาการไว้ว่าคงเป็นเมืองขนาดซักเชียงรายหรือลำปาง แต่พอมาถึงจริงๆ ผิดคาดไปเยอะเลย

ก่อนจะเล่าถึงเมือง ก็ต้องย้อนไปถึงเรื่องเดินทางกันซักหน่อยดีกว่า

ครั้งนี้เป็นครั้งแรกครับที่บินสายการบิน Cathay Pacific กับ Dragon Airlines บริการก็ถือว่าใช้ได้ ที่นั่งก็สะดวกสบาย อาหารก็โอเค

บินมาหลายสายการบินแล้ว ยกให้ Singapore Airlines เป็นอันดับหนึ่งครับ

ไม่ใช่ว่าอาหารหรือบริการอะไรดีนักหนาหรอก ประทับใจที่แอร์มากกว่า

ถ้าจะพูดให้ชัดๆ ก็ต้องบอกว่า ประทับใจที่ชุดของแอร์มากที่สุด เวลาก้ม เวลาเสิร์ฟข้าวเสิร์ฟน้ำทีนี่ ลูกค้าน้ำลายหก

แอร์ก็คงงงเหมือนกันว่า ทำไมเวลาเดินมาแถวนี้ ไอ้ลูกค้าคนนี้ทำปากกาตกขอช่วยเก็บให้หน่อยทุกที แฮ่ แฮ่

นอกเรื่องไปไกลเหลือเกิน กลับเข้าเรื่องดีกว่า แต่ก่อนกลับเข้าเรื่องก็ขอแนะนำนะครับว่าถ้าได้บินสิงค์โปรแอร์ ให้เลือกนั่งติดทางเดินไปเลยท่านชายทั้งหลาย

เพราะอะไร ไว้คอยดูตอนแอร์เสิร์ฟอาหารให้ลูกค้าที่นั่งริมหน้าต่างกันเองละกันนะครับ แฮ่ม

ผมบินๆ พักๆ มาทั้งวันจากเชียงใหม่ไปกรุงเทพไปฮ่องกงแล้วมาลงที่หนานจิง ออกจากบ้าน 6 โมงเช้ากว่าจะถึงที่หมายก็ปาเข้าไปสามทุ่ม

มืดแล้วแต่ก็มีหมอกคลุมทั่วไปหมดเลย ไม่แน่ใจเหมือนกันว่ามันหมอกหรือควันกันแน่ แต่น่าจะเป็นหมอกมากกว่าเพราะค่ำแล้วคงเป็นเพราะอากาศเย็น

เดินออกมาหาแท๊กซี่ก็หาใม่เจอ ป้ายก็มีแต่ภาษาจีน เดินงงเป็นกะเหรี่ยงตกดอยอยู่พักนึง

ซักพักก็มีคนเดินมาถามจับใจความได้ว่า "Taxi Taxi" ก็เลยเอาที่อยู่โรงแรมให้ดู แล้วชายคนนั้นก็ยกโทรศัพท์มือถือขึ้นมาให้ดู แล้วกดเลข 140

หมายความว่า 140 หยวนนั่นเอง (ประมาณ 700 บาท) ซึ่งอยู่ในงบประมาณที่ผู้จัดประชุมแจ้งไว้ว่าไม่น่าเกิน 150 หยวน ก็ถือว่าใช้ได้

ผมก็เลยตกลงไป ชายคนนั้นก็ยกโทรศัพท์มือถือโทรล้งเล้งล้งเล้งซักพัก ก็มีแท๊กซี่มิเตอร์โคตรสกปรกหนึ่งคันวิ่งฝ่าความมืดขึ้นมา

คนขับเปิดประตูออกมาเป็นป้าคนนึงอ้วนๆ หน้าตาคล้ายฮิปโปโบราณ ลงมาคุยกับชายคนนั้นแล้วก็จ่ายเงินไปนิดหน่อย

อ้าว นี่มันนายหน้าแท๊กซี่ป้ายดำนี่หว่า เอาไงดีฟะเนี่ย

คิดไปคิดมา นี่มันก็มืดแล้ว ราคาก็อยู่ในงบที่น่าจะเป็น คนขับก็เป็นผู้หญิง คงไม่ได้จะโกงอะไรหรอก ก็เลยตกลงวัดดวงขึ้นรถไป

ป้าฮิปโปขับรถเร็วพอสมควร แหกไฟแดงเป็นว่าเล่น ขับไปซักพักก็หันมาถามล้งเล้งล้งเล้งเต้าเจี้ยวเก๋าเจ้งอะไรก็ไม่รู้ฟังไม่ออก จนสุดท้ายก็ยอมพูดภาษาอังกฤษออกมาว่า "Hotel Hotel"

อ้าวเวรละ ป้าขับมาตั้งนานแล้วตกลงไม่รู้เรอะว่าจะไปโรงแรมไหน

เริ่มรู้สึกมึนเล็กน้อยแต่ก็แข็งใจหยิบเลขที่โรงแรมให้ป้าดู ป้าดูแล้วก็ร้อง ฮ่อ ฮ่อ ฮ่อ แล้วก็ทำหน้าดีใจเหยียบฝ่าไฟแดงพุ่งไปอีกครั้ง

ขับไปได้อีกซักพักก็แวะจอดข้างทางคุยกับสาวน้อย ขาว สวย หมวย เซ็กซ์ คนนึง คุยเสร็จก็เปิดประตูให้สาวน้อยคนนั้นขึ้นมา แต่นั่งข้างหน้ากับป้า ผมก็เริ่มงงแล้วว่ามันจะเอายังไงเนี่ย

หรือว่ามีบริการพิเศษขายเหล้าพ่วงเบียร์ มีเด็กมานั่งดริ้งค์ในรถด้วย คิดไปพลางก็ค้นๆ กระเป๋าดูพลางหาอะไรที่พอจะเป็นอาวุธได้หากรูปการณ์ไม่ดี

เอาเข้าจริงป้าขับไปอีกไม่ถึงสิบนาทีก็จอด หมวยน้อยก็ลงรถไปโดยไม่เกิดอะไรขึ้น สรุปว่ามันรับน้องไปส่งป้ายหน้าแค่นั้นเอง ปล่อยให้ตูนั่งมึนอยู่ตั้งนาน

ในที่สุดก็ถึงโรงแรมโดยสวัสดิภาพครับ รวมระยะเวลาลุ้นประมาณหนึ่งชั่วโมง สนามบินนี่มันไกลจากโรงแรมจริงๆ เลยนะเนี่ย

โบกมือลาป้าฮิปโป เดินเข้าที่พักปุ๊บก็เจอกับปัญหาใหม่ โรงแรมไม่รับบัตรเครดิต

ค่าที่พัก 4 วันรวม 800 หยวน (ประมาณ 4,000 บาท) มันไม่ได้เยอะอะไรแต่ผมไม่ได้พกเงินสดมามากมายนี่นา

ยังดีที่มีเงินสดมาพอจ่ายได้ ก็เลยจ่ายไปก่อน ไม่งั้นก็ไม่รู้ว่าจะได้นอนข้างถนนหรือเปล่า

ขึ้นมาถึงห้องพัก ก็เจอกับความประทับใจในความสะอาดของโรงแรมราคาถูก

โรงแรมก็ใหม่ใช้ได้ โต๊ะตู้ก็ดูใหม่ค่อนข้างสะอาด มีทีวี ตู้เย็น แอร์ใหม่ๆ ให้ใช้งาน

แต่กลางห้องดันมีศพแมงมุม ในห้องน้ำมีหวีใช้แล้ววางทิ้งไว้ พอเลื่อนเตียงก็เจอนามบัตรใครก็ไม่รู้ เศษฝุ่นเศษขยะจำนวนหนึ่ง และเศษห่อหมากฝรั่งใช้แล้วตกอยู่

สะอาดสมกับเป็นโรงแรมราคาถูกจริงจริ๊ง ^^"

ทำความสะอาดเล็กน้อย อาบน้ำ ปรับเวลานาฬิกาข้อมือให้เร็วขึ้นหนึ่งชั่วโมงตามเวลาประเทศจีน แล้วก็ตั้งปลุกมือถือเจ็ดโมงเช้า

วันแรกของการโกอินเตอร์ เข้านอนอย่างทุลักทุเลตอนห้าทุ่มกว่าๆ ครับ