Saturday, August 06, 2005

ข้าวมันไก่ ลุย!

วันนี้มีนัดไปทำข้าวมัน สำหรับข้าวมันไก่ ที่ร้านไทยค่ะ
ไปยืมสถานที่และอุปกรณ์เค้าไว้ เพราะว่าที่บ้าน มีหม้อไม่พอค่ะ

ไปที่ร้านตอนสิบโมง ก็แบ่งงานกันทำค่ะ
คุณอี้ ผัดข้าว คุณตุ๋ม สับกระเทียม พริก ขิง
คุณพี่ปุ๋ย (สมาชิกใหม่ของสมาคมนักเรียนไทย เค้าติดตามภรรยาที่มาเรียนมา
ซึ่งก็คือ พี่บุ๋ม ตอนนี้พี่สองคนนี้ ทำงานช่วยที่ร้านไทย เพราะพี่บุ๋มยังอยู่ระหว่างเรียนภาษา
ส่วนพี่ปุ๋ย ก็ได้ข่าวว่าจะมาเป็นหุ้นส่วนร้านไทย)
คุณอี้ ช่วยกันหั่นไก่

วันนี้ได้รู้อย่างนึงว่า เคล็ดลับการหุงข้าวมันไม่ให้แข็งเกินไป
ต้องใส่น้ำซุปไก่ให้ระดับน้ำอยู่เหนือข้าวสองข้อนิ้วค่ะ
ปกติหุงข้าวธรรมดา หนึ่งข้อนิ้วก็พอ

ประมาณสิบเอ็ดโมงครึ่ง เราก็ได้ฤกษ์เคลื่อนย้ายของกินไปบ้านที่แสน
กว่าจะได้เริ่มกินก็เที่ยงเกือบครึ่ง รอกันไปมา จนรอไม่ไหว เลยเริ่มกันไปก่อน

มีแต่คนชมค่ะ ว่าน้ำจิ้มอร่อย ^^" ไก่ กับข้าวมัน(ที่คุณอี้ทำ) ก็อร่อยค่ะ
คนทำหน้าบานค่ะ แต่ไม่รู้ว่าจะได้ทำเยอะๆ แบบนี้อีกเมื่อไหร่

แต่คิดว่าคงอีกนานค่ะ เป็นแม่งานนี่ เหนื่อยไม่ใช่เล่น ^^"

Friday, August 05, 2005

ข้าวมันไก่ ยกหนึ่ง

เนื่องมาจากความอยากกิน ข้าวมันไก่
เลยชวนพี่ ๆ น้องๆ คนไทย มากินด้วยกัน
จากสามคน สี่คน กลายเป็นสิบคน
จากสิบคน กลายเป็นยี่สิบคน

จะทำ ข้าวมันไก่ ให้คน ยี่สิบคน กิน ตอนเที่ยงวันพรุ่งนี้ค่ะ

คิดกันมาหลายวันแล้ว ว่า จะใช้ไก่กี่ตัว จะใช้ข้าวกี่กิโล
ไม่เคยทำให้คนเยอะขนาดนี้กินเลย ^^"

ในที่สุดก็ตัดสินใจไปช้อปกันตอนบ่ายวันนี้
ได้ไก่ทั้งตัว มา 2 ตัว สะโพกไก่ 5 ชิ้น อกไก่ 3 ชิ้น ตับครึ่งกิโล
ก็ยังไม่รู้ว่าจะพอ 20 คนกินรึเปล่า

หลังจากไปขอยืมอุปกรณ์และสถานที่ ที่ร้านไทยไว้หุงข้าวมัน
และเตรียมเครื่องปรุง ก็ตัดสินใจยืมหม้อใบใหญ่มาก
ขนาดต้มไก่สิบห้าตัวพร้อมกันได้ มาต้มไก่กันที่บ้านก่อน
แล้วก็ได้ลองทำน้ำจิ้มข้าวมันไก่ด้วย หาสูตรจาก Google
เลยได้สูตรจากคลังกระทู้เก่าของพันทิพมา

http://topicstock.pantip.com/jatujak/topicstock/J3450902/J3450902.html

ปรากฏว่าอร่อยค่ะ เลยทำไปเสร็จสรรพ 1.5 ลิตร ^^"
พรุ่งนี้ค่อยไปทำที่เหลือต่อที่ร้านไทย ^^''

~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*
สูตรน้ำจิ้มข้าวมันไก่ตามนี้เลยค่ะ

ซีอิ๊วดำ 1/4 ถ้วยตวง
น้ำส้ม 1/3 ถ้วยตวง
พริกขี้หนูสวนเม็ดเล็ก 10 เม็ด
เต้าเจี้ยว 1/2 ถ้วยตวง
ซี้อิ๊วขาว 1/2 ถ้วยตวง
น้ำตาลทราย 1/2 ถ้วยตวง
ขิงแก่ 1/3 ถ้วยตวง
(ขอย้ำว่าแก่น่ะค่ะถ้าอ่อนจะทำให้รสชาติไม่ดีค่ะ)
กระเทียม 1/4 ถ้วยตวง


สูตรนี้จะออกหวานหน่อยค่ะ ถ้าใครชอบเค็มก็ลดน้ำตาลได้ค่ะ

Wednesday, August 03, 2005

ประกัน

วันนี้มีนัดกับอาจารย์ตอนบ่ายสามโมงครึ่ง
กะไว้ว่า จะไปนั่งทำงานที่ออฟฟิศในยูตอนสายๆ
เจออาจารย์เสร็จ ก็จะกลับบ้าน
ไม่ได้อยู่ออฟฟิศดึกๆ เหมือนเมื่อก่อนแล้วค่ะ
เพราะว่า ลูกศิษย์ใหม่ของอาจารย์ เค้าไม่ชอบนั่งออฟฟิศนานๆ ค่ะ


ออกจากบ้านแล้ว มีได้แวะไปที่บริษัทประกันก่อนค่ะ

เรื่องของเรื่องก็คือ จะไปหาบริษัทที่ทำประกันบุคคลภัยที่สาม
ที่ถูกที่สุดนั่นเองค่ะ

ก่อนหน้านี้ ได้รับจดหมายจากบริษัทประกันภัยบุคคลที่สาม
คือ เมื่อตอนที่ซื้อรถต้นปี รถคันนี้มีประกันบุคคลที่สามติดมาด้วยค่ะ
ประกันนี้เป็นของบริษัท QBE

ตอนนี้ได้เวลาต่อทะเบียนรถแล้ว ก็เลยต้องต่อประกันภัยบุคคลที่สามด้วย
ที่นี่ ก่อนถึงเวลาต่อทะเบียนหนึ่งเดือน ทางบริษัทประกันฯ จะส่งจดหมาย
ต่อประกันมาให้ กรมการขนส่งทางบก (เทียบกับบ้านเรา) ก็จะส่งใบทะเบียน
มาให้ ซึ่งเวลาไปต่อทะเบียน ผู้ใช้รถ ก็ต้องไปจ่ายเงินค่าประกันฯก่อน
แล้วจะได้ปั๊มตราในใบต่อประกัน ผู้ใช้รถ ก็เอาใบนี้พร้อมกับใบทะเบียน
ที่ส่งมา และใบตรวจสภาพรถยนต์ (กรณีรถอายุมาก)
ไปจ่ายเงินค่าต่อทะเบียนที่สำนักงานขนส่ง
ทางสำนักงานก็จะปั๊มทะเบียนรถให้ ว่าจ่ายเงินแล้ว ณ วันนี้
ผู้ใช้รถ ก็เอาทะเบียนที่มีวันที่ปั๊ม ไปติดรถได้เลย

มีคนถามว่า ถ้าเราเอาทะเบียนที่เค้าส่งมาไปติดที่รถเลยได้มั๊ย โดยไม่ต้องจ่ายเงิน
คำตอบคือ ก็ได้ค่ะ แต่ถ้ามีคนมาตรวจทะเบียน แล้วพบว่าไม่มีวันที่จ่ายเงินปั๊มอยู่
ก็คงจะต้องจ่ายค่าปรับกันไปตามระเบียบค่ะ แล้วในคอมพิวเตอร์
ก็จะไม่มีข้อมูลขึ้นทะเบียนของรถคันนี้อยู่

ระบบที่นี่ ค่อนข้างเป็นระบบอัตโนมัติค่ะ
อย่างข้อมูลการตรวจสภาพรถ อู่ที่รับตรวจสภาพก็จะต้องคีย์ข้อมูล
การตรวจสภาพเข้าไปในคอมพิวเตอร์ ซึ่งสามารถส่งข้อมูลไปให้การขนส่ง
ว่ารถคันนี้ผ่านการตรวจสภาพเรียบร้อยแล้ว

ที่รู้เพราะว่า วันนี้ตอนไปต่อทะเบียน ลืมเอาผลตรวจสภาพไว้ในรถ
แต่เจ้าหน้าที่เขาเช็คให้จากคอมพิวเตอร์ แล้วก็บอกว่า โอเค


มาต่อที่เรื่องต่อประกันฯ บริษัท QBE ส่งจดหมายมาถึงที่บ้าน
ในนั้นมีค่าประกันสำหรับการต่อทะเบียนครั้งใหม่แนบมา
ราคาเท่ากับ 334 เหรียญ ค่ะ

เห็นจำนวนเงินแล้ว รู้สึกไม่สบายใจ เพราะปีที่แล้ว ตัวเลขค่าประกันฯ
เท่ากับ 249 เหรียญ เท่านั้น ปีนี้ 334 แน่ะ ขึ้นมาเกือบร้อยเหรียญ
เลยต้องโทรถามเพื่อนๆ พี่ๆ ว่าใช้ของบริษัทไหนดี (ถึงจะถูกกว่า)

คิดว่า ขับรถดี ไม่ต้องห่วงเรื่องประกันบริษัทไหนก็ได้

ค่าประกันฯ ที่นี่ เค้าคิดตามอายุรถ และอายุคนขับค่ะ
ประมาณว่า ถ้ารถเก่า ก็จะแพงขึ้น เพราะโอกาสที่รถจะเสีย
และทำให้เกิดอุบัติเหตุก็มากขึ้นตามไปด้วย
คนขับอายุน้อย ก็ต้องเสียค่าประกันมากขึ้น
ประมาณว่า คนแก่ขับรถได้ปลอดภัยกว่าเด็กๆ

ถามไปถามมา บวกกับข้อมูลที่ได้จากเวบกองอุบัติเหตุทางรถ

http://www.maa.nsw.gov.au/default.aspx?MenuID=102

ก็เลยได้ชื่อบริษัท Allianz (อะไลอันซ) ที่เสนอค่าประกันเพียง 259 เหรียญ
ถูกกว่าบริษัท QBE ตั้ง 75 เหรียญ (เอาไปกินข้าวได้ตั้งสองอาทิตย์)

ถ้าใครคิดจะต่อประกันฯ แนะนำให้ลองเช็คบริษัทนี้ดูค่ะ

~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*

ตอนไปต่อประกันฯ ที่ Allianz เจอคุณพี่พนักงานหน้าห้อง
เธอรับใบเสนอค่าประกันจาก QBE ไปดู แล้วก็บอกว่าของบริษัทเธอถูกกว่าเยอะเลย
ก่อนที่เธอจะได้ทำอะไรต่อไป ก็เผอิญมีโทรศัพท์ดังขึ้นมาค่ะ
เธอรับสาย คุยๆ ๆ อะไรไม่รู้ ไม่ได้ยิน ไม่ได้ตั้งใจฟัง
แต่ได้ยินเสียงกระซิกๆ .... คุณพี่เค้าร้องไห้ค่ะ

งง แต่ก็ไม่รู้จะทำยังไง จะปลอบเธอดีรึเปล่านะ
เรื่องอะไรก็ยังไม่รู้เลย ... เลยปล่อยเธออยู่กับโทรศัพท์ไปก่อนดีกว่า

มาทำประกันนะเนี่ย
คิดอยู่ในใจว่า วันนี้จะได้มั๊ยคะ ประกันน่ะ

รอสักพัก เลยโผล่หน้าไปถามเธอว่า จะให้มาวันหลังมั๊ยคะ
เธอยังถือหูโทรศัพท์อยู่ พร้อมทั้งเคาะคีบอร์ดไปด้วย
"กำลังทำให้ค่ะ" เธอตอบมา

พอดีก็มีป้าอีกคน เดินเข้ามาในบริษัท
เค้าก็คงแปลกใจที่เห็นคุณพี่คนนี้ กระซิกๆ
เลยถามกัน เราเลยพลอยได้รู้ว่า คุณพี่คนนี้เค้าเพิ่งได้ผลการตรวจ
มะเร็งเต้านม ประมาณว่าผลเป็นบวก เค้าเลยเสียใจ

นี่แอบฟังเอานะคะ (^^" )

รอสักแป๊บ เรื่องประกันฯ ก็เรียบร้อย จ่ายเงินเสร็จ ก่อนจะเดินออกไป
ก็ไม่ลืมจะหันไปบอกคุณพี่เค้า ด้วยภาษาอังกฤษแบบคนไทยๆ ว่า
"ขอให้ไม่เป็นอะไรนะคะ"

Monday, August 01, 2005

ไปยูครึ่งวัน

วันนี้ทำงานที่บ้านช่วงเช้า
ได้งานไม่มากเท่าที่คิด เขียนเปเปอร์ ก็ได้แค่หน้าเดียว
เขียนไป ลบไป รู้สึกกลุ้มใจกับหัวคิด และทักษะการเขียนของตัวเองจัง

เฮ้อ

ตอนบ่ายก็ไปนั่งที่ยู กะเอาเปเปอร์ตัวอย่างไปให้อาจารย์ดู
เพราะวันพุธมีนัดกับอาจารย์
อยากให้อาจารย์ดูก่อน จะได้ช่วยแก้ให้

อยากเขียนลื่นๆจังเลย - -''

Sunday, July 31, 2005

ตีแบต

วันนี้ไม่ได้ทำอะไรมากมายค่ะ
ตื่นมาก็สายแล้ว พอดีพี่แสนโทรมาเรื่องคอมพิวเตอร์ที่ร้าน
เลยพาคุณอี้ ออกไปเดินตลาดนัดสิ้นเดือน ที่นี่เขาจัดทุกวันอาทิตย์สิ้นเดือน
ออกไปก็เกือบเที่ยงแล้ว เดินๆ ดูของที่วางขาย ไปเรื่อยๆ
จนไปถึงร้านไทย เห็นพี่คนนึง มารู้ทีหลังว่าชื่อ บุ๋ม (ถ้าจำไม่ผิด)
เค้าวางเครื่องประดับขายอยู่หน้าร้าน ดูผ่านๆ ก็เห็นแหวนทอง จำนวนหนึ่ง
ที่พี่แสนบอกทีหลังว่า มีวงนึงติดราคาไว้ 1 ร้อยอะไรสักอย่าง แต่คนซื้อเห็นเป็นเลข 7
แล้วก็ควักมาเตรียมจ่ายแล้ว 7 ร้อย
ฟังแล้ว หูผึ่ง โห เจ็ดร้อยยังขายได้ มีคนอยากซื้อด้วย
อยากเอาอะไรมาขายจัง

คิดกันกับคุณอี้ว่า อาจจะฝากเพื่อนอี้ที่เป็นแอร์ซื้อของมาขาย
หาทุนดูแลรถ เพราะซ่อมแต่ละที แพงจับใจ

กลางวันปรากฏว่าได้กินฟรีค่ะ ตามความคาดหมาย
ไปร้านไทย โอกาสได้กินอะไรสักอย่างสูงมาก

เสร็จจากร้านไทย ก็ไปเดินช้อปตามซุปเปอร์มาเก็ตค่ะ
เพราะว่ากับข้าวของสดในตู้เย็นเริ่มร่อยหรอ
เดินเพลิน เลยไปตีแบตสายไปเกือบชั่วโมง
ขนาดมีเวลาตีแค่ชั่วโมงเดียว คุณอี้ยังบ่นว่าเมื่อยเลย
ก็แบบนี้แหละน้า คนไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย

ตีเสร็จก็ไปดูคอมพิวเตอร์ให้น้องคนไทยอีกคน
เลยได้ไปกินบาร์บีคิว ที่หอน้องเค้าด้วย พอดีเค้าจัดให้กินฟรี
แต่ก็แค่ขนมปังทาเนย กินกับไส้กรอกเนื้อ และแป้งมังสวิรัติ

หาอร่อยเหมือนอาหารฝีมือคุณอี้ไม่ ^^"