Saturday, December 08, 2007

Osaka I

ออกเดินทางจากสุวรรณภูมิตอน 4 ทุ่มค่ะใช้เวลาเดินทาง 5 ชั่วโมง
ถึงสนามบินคันไซ เค้าว่าเป็นคู่แฝดกะสุวรรณภูมิ แต่เราว่าคันไซดีกว่าเยอะ
สนามบินเค้าเป็นเกาะค่ะสร้างขึ้นจากการถมทะเลญี่ปุ่นนี่เจ๋งจริงๆเลยค่ะ
ลงเครื่องปุ๋มก็ล้างหน้าล้างตา ใส่เสื้อกันหนาวค่ะวันนี้อุณภูมิที่ 10 องศา
แดดออกอากาศดีค่ะ ถือว่าโชคดีถ้าฝนตกคงเที่ยวไม่หนุก
แล้วก็ไปกินอาหารเช้าก่อนหลังจากที่เพิ่งกินบนเครื่องมา -"- พุงยื่นแน่
วันแรกไกด์พาไปเมืองนาราก่อนค่ะไปเที่ยววัดสองวัน
วัดแรกก็สวยดีค่ะ พอดีไปกับช่วงปลายๆฤดูใบไม้ร่วงแล้ว
ยังเจอสีเหลืองๆส้มๆของใบเมเปิ้ลอยู่ค่ะ หลังจากนั้นก็แวะกินข้าวกลางวัน
ที่กินไปตอนเช้ายังย่อยไม่หมดเลยกินอีกแระ อาหารญี่ปุ่นก็อร่อยดีค่ะ
ของกินเยอะมากทิ้งปิ้งๆ ข้างแกงกระหรี่ ราเมง ผลไม้ ขนม โอย...อ้วน
กินเสร็จไปเที่ยวต่อวัดที่สองเป็นวัดไม้ที่ใหญ่ที่สุด
เป็นมรดกโลกด้วยค่ะ วัดนี้มีกวางเต็มไปหมดเลยค่ะ คอยกินแป้งทอดที่นักท่องเที่ยวซื้อให้กิน
แต่ถ้าให้เค้ากินไม่ทันเค้าจะกัดค่ะ เลยไม่ซื้อกลัวมันกัดง่า
เสร็จแล้วก็เดินทางเข้าเมืองโอซากา กินจข้าวเย็นที่แหล่งชอปปิ้งที่ใหญ่ที่สุดในโอซาก้า
เสียทรัพย์ไปเยอะพอควร ขนาดมีเวลาแค่สองชั่วโมง
ไกด์บอกว่าพรุ่งนีพามาแก้ตัวอีกรอบ โห่แค่นี้ก็รูดปลื้ดๆ จนตัวซีดแล้ว
ไกด์บอกว่าตอนแรกจะได้พักที่โรงแรมแถวย่านช๊อปปิ้งนี่แหละแต่ว่ามันเต็ม
โชคดีไปไม่งั้นหมดตัวตั้งแต่วันแรก เลยได้ไปอยู่อีกโรงแรมนึงที่แต่เป็นโรงแรม 5 ดาว


เช้าแรกของ Osaka

บรรยากาศเมืองโอซากา

ก่อนเข้าวัดต้องล้างมือตามธรรมเนียม

สวยดีค่ะ

เมืองไทยไม่มีค่ะขอหน่อยละกันต้นเมเปิ้ล

จัดสวนแบบญี่ปุ่น

บุฟเฟ่กลางวันอิ่มมักๆ

มีปิ้งๆด้วย เยอะไปหมดเลือกกินไม่ถูก

วัดไม้ที่ใหญ่ที่สุดค่ะ ใหญ่มากๆดูเทียบกับคนเป็นมดเลย


มีมันปิ้งขายค่ะคิดเป็นเงินไทยเล็กสุดก็ 150 บาทได้มันหัวเดียว

กวางเยอะมากเค้าว่าเป็นฑูตติดต่อกับเทพเจ้า

จุดธูปแล้วกวักควันเข้าตัวเอาโชคดีหน่อย


เค้าบอกว่าถ้าอธิษฐานแล้วลอดผ่านช่องนี้จะประสบความสำเร็จค่ะ

แอบนั่งใกล้ๆน้องกวางกลัวมันกัดเอาอะ

คุณลุงนินจาคอยถ่ายรูปกับนักท่องเที่ยวหน้าวัด คิดท่าให้ด้วย

มาละแหล่งช๊อป คนเยอะมาก

มุมกุลิโกะ คนไทยมาก็ต้องถ่ายกับป้านนี้อิอิ เอาด้วย

คุณหนุ่มได้ถ่ายรูปกับสาวญี่ปุ่น ยิ้มแฉ่งเลย --" แฟนฉาน

เหนื่อยกลับโรงแรมซะที

Thursday, December 06, 2007

แวะมา Update

เย้เย้ ดีใจพรุ่งนี้จะได้ไปเที่ยวแล้วค่ะ
ไปโอซาก้า เกียวโต นารา ไว้จะถ่ายรูปมาให้ดูนะคะ
ขอเม้าท์ว่ากว่าจะได้ไป หาทัวร์มาเป็นสิบรายการให้ที่บ้านคุณหนุ่มเลือก
อยากไปเกาหลีก็เกิดว่าไปกันมาแล้ว แต่อยากไปอีกเพระว่าอาหารอร่อย
แต่ไปรอบนี้ก็ไม่อยากเที่ยวเมืองเดิม โปรแกรมหายากโคตรสรุปคือไม่ไป
ไปญี่ป่นแทน คราวนี้พอจะไปญี่ป่นไม่เอาโตเกียวอีก ไปกันมาแล้วยกเว้น
ฉันกะคุณหนุ่ม เหลือฟุกุโอกะกะโอซากา ดูไปดูมาฟุกุโอกะไม่มีไร
เลยจบลงที่นี่แหละโอซาก้า เฮ้อ...
คราวนี้ก็ถึงการเตรียมตัวค่ะ ต้องเตรียมอุปกรณ์กันหนาวเหมือนไปด้วย
อิฉันนั้นไม่หวั่นเพราะเอาของปีที่แล้วกลับมาใช้ได้
แต่ว่าเสื้อกันหนาวของคุณหนุ่มตัวเก่านั้นพังแล้วค่ะต้องหาซื้อใหม่
เสื้อกันหนาวที่ทนอากาศหนาวๆได้อย่างน้อยก็ขนเป็ด ถึงแม้จะมีกลิ่นหน่อย
แต่ราคานั้นถือว่าถูกกว่าแบบอื่นๆแล้วค่ะ แต่ของผู้ชายหาซื้อยากมากๆ
ตอนแรกพาคุรหนุ่มไปตลาดบองมาเช่ ลองไปหลายตัวอยู่ไม่ได้ถามราคา
จนถึงตัวที่ถูกใจแล้วสีน้ำตาลอ่อน ผ้าทอด้วยเทคโนโลยีนาโน
คนขายก็โม้ว่าหิมะไม่เกาะนะคะเดาว่าสักห้าพันก็คุ้มล่ะ
แต่...มันเหนือความคาดหมายราคามันคือ 29000 ไม่ได้ใส่เลข 0 เกินนะค่ะ
จะทำหน้าตกใจก็เสียฟอร์มอะดิ เลยลองโนน่นี่อีกนิดหน่อยแล้วเสียตังซื้อ
ลองจอนไปอีกสองตัว 500 บาทดีกว่าเสีย 29000 เอิ้กๆๆ
คุณหนุ่มบอกว่าถ้าไม่มีนุ้ยมาด้วยมีหวังต้องซื้อแน่ๆเลย แต่เสียใจย่ะนุ้ยซะอย่าง
ซื้อก็โง่ดิ 29000 ซื้อเสื้อแบรนด์ดังๆในห้างได้สักสี่ห้าตัวได้มั้งฝันไปเถอะ
ใช้เวลาในการหาซื้อเสื้อให้คุณหนุ่มอยู่สองวันกว่าจะมาได้ของ Abercrombie
ที่กรมการส่งออกด้วยราคา 3500 บาท ต่อแล้วต่ออีกไม่ลดสักะบาท
แล้วดันไปถูกใจเสื้อกันหนาวสีน้ำตาลของ Abercrombie เช่นกัน
สวยถูกใจมากๆ ราคา 2900 บาท ถูกกว่าตัวเดิมมีอยู่แล้วด้วยอะ แต่ไม่ซื้อ
แต่ไปเจอที่อีกร้านขายตัวละ 4000 บาท อยากซื้อตัวละ 2900 ขึ้นมาทันที
คิดไปคิดมาอยู่สองวัน เลยกลับไปซื้อตัวนั้นทั้งที่ผ่านมาสองวันแล้วมันจะ
เค่เสื้อสวยขนาดนี้ ราคานี้ เหลือตัวเดียว มันก็เลยหมด
ทำหน้าอยากได้ๆ คนขายเลยบอกว่าเย็นนี้จะมีของมาถ้ามีมาจะโทรไปบอก
ก็อุตส่าห์ทำใจแล้วนะไม่ได้ก็ไม่เอาดีไม่เสียตัง :P แต่เย็นวันนั้นที่ร้านก็โทรมาบอกว่าของมาแล้ว
สรุปคือเสียตังจนได้เลยฉัน แต่เสื้อมันก็สวยจริงๆอะนะเง้อ..